เมื่อพูดจบก็เห็นหนิงจู๋ทำหน้าท่าทางสื่อว่า “จวิ้นจู่ช่างหลักแหลมยิ่งนัก” พร้อมกับมองนางด้วยสายตาชื่นชม
“จวิ้นจู่เดาถูกแล้วเจ้าค่ะ พี่ชิงอู่บอกว่า ตอนหวังรั่วเมิ่งกลับจากวังผ่านร้านหนังสือ ก็ถูกกลุ่มคุณหนูตระกูลขุนนางพากันล้อเลียนเยาะเย้ย”
“คุณหนูพวกนั้นเคยถูกนางดูแคลนและถากถางต่อหน้าผู้อาวุโสในงานเลี้ยงของตระกูลตอนที่ยังเป็นชายารองของรัชทายาท ก็คงเป็นอย่างที่เขาว่ากันว่าเมื่อกำแพงเริ่มคลอนแคลนผู้คนก็ช่วยกันผลักให้ล้ม”
เมื่อได้ยินดังนั้น
มู่เหยาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที
“ตอนนั้นนางทำตัวเย่อหยิ่ง พอร่วงลงมาในโคลนย่อมต้องถูกผู้คนเหยียบย่ำ ทุกอย่างล้วนเป็นกรรมที่นางสร้างไว้เอง”
หนิงจู๋พยักหน้าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง
ส่วนมู่เหยาก็มองไปรอบ ๆ “เก็บของเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
“เจ้าค่ะ! รอให้พี่ชิงอิ่งนำรถม้ากลับมา จวิ้นจู่สามารถออกเดินทางกลับเมืองหลวงได้แล้วเจ้าค่ะ”
เพื่อไม่ให้ฮ่องเต้เกิดความสงสัย เยี่ยนสวินจึงรีบกลับไปที่อวิ๋นชางตามที่เคยระบุไว้ในจดหมายตั้งแต่เมื่อคืน
อวิ๋นชางอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก คาดว่าน่าจะถึงในวันพรุ่งนี้
เพื่อให้ฮ่องเต้คลายข้อสงสัยลง
ด้านนอกมีเสียงกีบม้าและล้อรถดังแว่วมา มู่เหยาจึงพาหนิงจู๋ออกไปข้างนอก “ไปกันเถอะ กลับเมืองหลวง”
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากวัดชิงซาน
ขณะเดียวกันที่บนยอดเขา เจ้าอาวาสมองไปปรมาจารย์เลี่ยวฉานที่ยืนอยู่ข้างกาย เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าไม่สู้ดีจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น “ในเมื่อท่านได้คำนวณไว้แล้วว่านางจะต้องเผชิญกับเคราะห์อันตรายถึงชีวิตในการกลับไปครั้งนี้ เหตุใดจึงไม่บอกให้นางรู้ล่วงหน้าเล่า?”
ปรมาจารย์เลี่ยวฉานมองไปยังรถม้าที่ค่อยๆ ลับหายไปจากสายตา ก่อนจะหลับตาแล้วส่ายศีรษะเบาๆ
“เคราะห์กรรมครั้งนี้ นอกจากผู้ที่ถูกลิขิตไว้จะยื่นมือเข้าช่วย ใครก็ช่วยนางไม่ได้ ต่อให้บอกนางก็หลีกหนีไม่พ้นอยู่ดี”
เจ้าอาวาสยิ้มเล็กน้อย สีหน้ายังคงสงบนิ่ง
“ท่านว่าหงส์ต้องผ่านไฟล้างผลาญจึงจะเกิดใหม่ หากนางรอดพ้นเคราะห์ครั้งนี้ไม่ได้ แผนการหลายปีของท่านก็ไม่สูญเปล่าหรือ?”
ปรมาจารย์เลี่ยวฉานปรายตามองสหายสนิทของตน พลางเอ่ยพร้อมสีหน้าประหลาดใจ “คำพูดของเจ้า หมายความว่าเจ้าจะเลือกอยู่ฝั่งไหนนั้นหรือ?”
เจ้าอาวาสชะงักเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเบาๆ ว่า “อามิตาพุทธ”
“ข้าย่อมอยู่ฝ่ายของผู้ที่สามารถทำให้แผ่นดินนี้สงบสุข ทำให้ราษฎรไม่ต้องอดอยาก”
ปรมาจารย์เลี่ยวฉานส่งเสียงในลำคอก่อนจะเดินจากไป
“จะไปแล้วหรือ?”
“รอให้นางผ่านเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปก่อน ข้าจะกลับมาอีกครั้ง”
เจ้าอาวาสมองแผ่นหลังของสหายสนิทที่กำลังจากไปพลางส่ายศีรษะอย่างจนใจ
แต่เมื่อนึกถึงมู่เหยากับเยี่ยนสวิน แววตาก็ปรากฏความหวังขึ้นเล็กน้อย
“ครั้งนี้ ผู้ที่เกิดมาตามชะตาสวรรค์คงต้องลำบากไม่น้อยเลย”
ภายในรถม้า
“มู่เหยา! ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือเจ้าใช่ไหม! เป็นเจ้าที่ใส่ร้ายหวังทงมู่ใช่ไหม!”
เสียงตะโกนโวยวายของนางดึงดูดให้ผู้คนบริเวณหน้าประตูเมืองพากันมามุงดูไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าคนก่อเรื่องคือหวังรั่วเมิ่ง ต่างก็พากันแสดงสีหน้าประหลาดใจ
“นั่นคุณหนูตระกูลหวังที่ถูกลงโทษไม่ใช่หรือ? นางพูดเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร? ทำไมถึงบอกว่าเรื่องของตระกูลนางเป็นฝีมือของมู่จวิ้นจู่?”
“ใช่ ทำไมนางถึงพูดเช่นนั้น?”
“เฮ้อ ข้าเคยได้ยินมาว่าร้านค้าพวกนั้นถูกคืนให้กับตระกูลหลันของมู่จวิ้นจู่ หรือสิ่งที่คุณหนูหวังพูดจะเป็นความจริง?”
“มู่จวิ้นจู่ก็อยู่ตรงนี้แท้ๆ เจ้ากล้าพูดแบบนี้ไม่กลัวนางได้ยินหรือ”
เสียงวิจารณ์ดังมาจากรอบด้าน
ทำให้มู่เหยาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
ตอนนี้นางพอจะเข้าใจเจตนาของฮ่องเต้แล้ว
ทุกคนต่างก็รู้กันว่าร้านของหวังทงมู่ถูกคืนให้กับตระกูลหลันแล้ว คนภายนอกจึงมองว่าตระกูลหลันเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด
จึงมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปมากมาย
“มู่เหยา! ลงมา! เจ้ามันคนที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง!”
“เพราะว่าพวกเจ้าแค้นกับเรื่องที่หวังทงมู่เคยทำ แค้นที่ข้าเคยวางแผนเล่นงานพี่สาวคนโตของเจ้า ดังนั้นของพวกนั้นจึงเป็นของที่พวกเจ้าจงใจปล่อยออกมา!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...