เมื่อจุดเครื่องหอมเสร็จแล้ว มู่เหยาจึงโบกมือให้ชิงอิ่งและชิงอู้ถอยออกไป
ส่วนหนิงจู๋ยังคงคอยดูแลอยู่ข้างกายนางเช่นเคย
“จวิ้นจู่ไม่กังวลใจหรือเพคะ?”
มู่เหยาพิงอยู่บนตั่ง เท้าศีรษะพลางทอดสายตามองหนิงจู๋ที่นั่งอยู่ข้างเตียง “ไม่กังวล อย่างไรเสียมู่จวินเหิงก็ไม่กล้าก่อเรื่องใหญ่โตนักหรอก ครอบครัวของเขายังพำนักอยู่ในจวนจงซู่โหว”
“เป้าหมายของพวกเขาคือจวนโหว ทั้งตำแหน่งและทรัพย์สมบัติ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางพลันหยุดวาจา คล้ายนึกเรื่องสนุกอันใดขึ้นมาได้
ริมฝีปากระบายยิ้มอย่างพึงพอใจ
“หากต้องการให้ทุกอย่างชอบธรรม ก็ต้องโค่นล้มตระกูลหลันเสียก่อน ทำให้ข้าไร้ที่พึ่งพิง จากนั้นก็เป็นพี่ใหญ่ และสุดท้ายคือขับไล่ข้าออกจากจวน”
เมื่อหนิงจู๋ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางเต็มไปด้วยท่าทางที่ได้เรียนรู้
ทำให้มู่เหยายิ่งแย้มยิ้มกว้างขึ้น
เป็นดังที่มู่เหยาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ในเช้าวันรุ่งขึ้น
ขณะที่นางกำลังร่วมทานมื้อเช้ากับมู่เถาเถาและพี่ใหญ่ ก็เห็นลุงหวังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าย่ำแย่
“ในเมืองหลวงมีข่าวลือสะพัดไปทั่ว จวิ้นจู่ บัดนี้คนภายนอกต่างลือกันว่าตระกูลหลันและจวนจงซู่โหวมีฐานะมั่งคั่ง การมีดินปืนไว้ในครอบครอง ย่อมต้องอาศัยทุนทรัพย์มหาศาล พวกเขาจึงคาดเดากันว่าจวนจงซู่โหวและตระกูลหลันหมายจะให้การสนับสนุนฉู่อ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
มู่หลันชงหันไปมองนางโดยไม่รู้ตัว ในแววตามีความตื่นตระหนกอยู่บ้าง
ทว่านางกลับยังมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม เช็ดปากให้มู่เถาเถาแล้วจึงให้หนิงจู๋พานางไปเล่นกับเซิงเซิง
“อาหน่วนคิดเห็นเช่นไร?”
เมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของเขา นางจึงเอ่ยปลอบ “เรื่องนี้พี่ใหญ่ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ลุงหวังก็เช่นกัน ไม่ต้องจำกัดการเข้าออกของคนในจวน ทุกอย่างให้เป็นไปตามปกติ เพียงแต่กำชับลงไปว่าห้ามผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้”
“หากมีผู้ใดฝ่าฝืน ให้ลงโทษตามกฎของตระกูล”
เมื่อได้ฟังดังนั้น มู่หลันชงก็ล่วงรู้ถึงแผนการในใจของนาง
“หากเราไม่ยับยั้งข่าวลือนี้ แล้วแพร่ไปถึงวังหลวงจนฮ่องเต้ทรงพิโรธเล่า?”
แววตาของมู่เหยาฉายแววเย็นชาแวบหนึ่ง รวดเร็วจนมู่หลันชงแทบคิดว่าตนตาฝาด
“พี่ใหญ่ ข่าวลือเช่นนี้หากเบื้องบนต้องการจะระงับ ย่อมไม่มีทางแพร่ออกมาได้หรอกเจ้าค่ะ”
“บ่ายวันนี้ จิ้นอ๋องและท่านอ๋องจะเสด็จมาถึงเมืองหลวงพร้อมกัน บางเรื่องก็มิใช่สิ่งที่ตระกูลหลันและจวนจงซู่โหวของพวกเราควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว”
ข่าวลือนี้ดูผิวเผินเหมือนมุ่งเป้ามาที่จวนจงซู่โหวและตระกูลหลัน แต่แท้จริงแล้วกลับพุ่งเป้าไปที่ตำหนักฉู่อ๋องเสียมากกว่า
มิเช่นนั้นแล้ว ข่าวลือที่ควรจะแพร่สะพัดตั้งแต่เมื่อบ่ายวานนี้
เหตุใดจึงรอจนถึงวันนี้เล่า?
“อาหน่วน!”
นางไม่ทันได้รักษากิริยาสำรวมของนายหญิงแห่งบ้าน ลุกพรวดพราดไปจูงมือมู่เหยา
“ที่บ้านเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ? ข้าจะไปขอร้องท่านแม่สามีเดี๋ยวนี้!”
มู่เหยาชะงักไป ก่อนจะส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม แล้วจูงนางกลับไปนั่งที่เก้าอี้ “ที่บ้านไม่มีเรื่องอันใด พี่หญิงก็อย่าได้ใส่ใจข่าวลือในเมืองหลวงเลยเจ้าค่ะ วันนี้ข้ามาก็เพื่อเรื่องของเยว่อิง”
เมื่อได้ยินว่าที่บ้านไม่เป็นอะไร หลันอิ๋งก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่เมื่อได้ยินคำพูดถัดมา นางก็ถอนหายใจและหลับตาลง แสดงท่าทีราวกับจนปัญญา
“หากเจ้าจะมาพูดเรื่องเยว่อิง ข้าก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เอาเป็นว่าให้ดีที่สุดคือทุกคนไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย”
ปฏิกิริยาของหลันอิ๋ง ทำให้มู่เหยาถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
อาจเพราะไม่เคยคิดว่าพี่สาวของตนจะพูดเช่นนี้
“พี่หญิง ที่ท่านพูดเช่นนี้ หรือว่าเยว่อิงเกิดเรื่องอันใดขึ้นที่ลานฝึกยุทธ์หรือเจ้าคะ?”
หละนอิ๋งพยักหน้า แล้วส่งสัญญาณสาวใช้รอบ ๆ ถอยออกไปก่อน จากนั้นจึงกุมมือมู่เหยาแล้วค่อย ๆ เอ่ยขึ้นว่า “องค์ชายหกมาขอเป็นศิษย์ และองค์รัชทายาทก็มักจะเสด็จตามมาด้วยบ่อยครั้ง”
“บางครั้ง ก็เห็นเยว่อิงคุยกับองค์รัชทายาทตามลำพัง คนรับใช้เล่าว่าสีหน้าของเยว่อิงดูเขินอาย... แม้แต่ท่านแม่สามีก็ยังมาเตือนข้า ให้ข้าคอยตักเตือนนางให้มาก ว่าองค์รัชทายาทมิใช่คู่ครองที่ดี”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...