ชิงเหลียนโค้งคำนับ แล้วจึงพาอาจารย์หญิงจากไป
มู่เหยาจึงจูงมือมู่เถาเถา พร้อมทั้งเก็บน้ำตาลก้อนเข้าแขนเสื้อ
“ไปกันเถิด”
มู่เถาเถาพยักหน้าอย่างว่าง่าย เพียงแต่นางยังมองไปยังทิศทางที่ชิงเหลียนจากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
แต่ถึงแม้นางจะยังเล็ก แต่ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี
“มู่จวิ้นจู่ คุณหนูของบ่าวเรียนเชิญเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าผู้หนึ่งเดินฝ่ากลุ่มคนที่มาสมัครเรียนเข้ามา พร้อมทั้งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้มู่เหยา
“รบกวนแล้ว”
มู่เหยาพยักหน้า แล้วพามู่เถาเถาเดินตามแม่เฒ่าไป
ตลอดทางย่อมสัมผัสได้ถึงสายตามากมายที่เต็มไปด้วยความริษยาและชิงชัง
ทั้งหมดเป็นเพราะสำนักศึกษาสตรีตระกูลเฉินมีจำนวนจำกัด ผู้ใดจะได้เข้าเรียนหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับความประสงค์ของเฉินเสวี่ย คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉิน
และคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินผู้นี้ ก็มีชื่อเสียงเลื่องลือ
เมื่อสามปีก่อน นางไม่ฟังคำทัดทานของคนใบ้าน และสายตาแปลกแยกของผู้คน ตัดสินใจก่อตั้งสำนักศึกษาสตรีแห่งนี้ขึ้น
จากที่เคยถูกเยาะเย้ยในตอนแรกเริ่ม จนกระทั่งรุ่งเรืองเช่นในปัจจุบัน
แม้มู่เหยาจะไม่ได้สัมผัสความยากลำบากนั้นด้วยตัวเอง แต่ก็พอจะเข้าใจได้บ้าง
เดินผ่านระเบียงทางเดิน ก็มาถึงศาลาแห่งหนึ่ง
ก็เห็นฮูหยินคู่หนึ่งกำลังถอนหายใจพาลูกจากไป
“จวิ้นจู่ให้เกียรติมาเยือน ข้าควรจะออกไปต้อนรับท่านที่หน้าประตู”
เฉินเสวี่ยเดินออกมาจากด้านหลังฉากกั้น กล่าวด้วยน้ำเสียงสนิทสนมอย่างยิ่ง
นางเดินเข้าไปจับมือมู่เหยา
มู่เหยามองดูเครื่องแต่งกายที่เรียบง่ายของนางในตอนนี้ บนมวยผมมีเพียงปิ่นหยกปักอยู่หนึ่งอัน จึงบีบมือนางแน่นด้วยความสงสาร
“ไม่ได้พบกันหลายปี เหตุใดพี่หญิงจึงมีสภาพเป็นเช่นนี้ไปได้?”
ตระกูลเฉินมีบัณฑิตอยู่ในสำนักขุนนาง ต่อให้จะยึดมั่นในวิถีขุนนางตงฉิน ก็ไม่น่าจะยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้
เมื่อมองกระโปรงไหมที่เฉินเสวี่ยสวมใส่ ก็เห็นได้ว่ามิใช่แพรพรรณชั้นเลิศเช่นในสมัยที่ยังร่ำเรียนอยู่ด้วยกัน
มู่เหยาอดขมวดคิ้วไม่ได้
“อาหน่วนไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าสบายดีทุกอย่าง เป็นเช่นนี้สำหรับข้าแล้วกลับสะดวกเสียอีก จะได้ไม่มีใครมาครหาว่าตระกูลเฉินของเราอาศัยสำนักศึกษานี้เพื่อกอบโกยเงินทอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่เหยาก็เข้าใจในทันที
นางจึงค่อยวางใจลงได้
“มาเถิด ให้พี่หญิงดูหน่อย”
เฉินเสวี่ยยิ้มพลางมองไปยังมู่เถาเถาที่ยืนอยู่อย่างว่าง่ายอยู่ด้านข้าง ก่อนจะย่อตัวลงแล้วจูงมือน้อย ๆ ของนาง
“อยู่ที่บ้านได้ร่ำเรียนมาบ้างหรือไม่?”
มู่เถาเถาประหม่าเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร นี่ก็คือพี่สาวบุญธรรมของเจ้าเช่นกัน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ในแววตาของเฉินเสวี่ยก็ฉายแววเย็นเยียบขึ้นมา
“ไทเฮาทรงแยกแยะไม่เป็นถึงเพียงนี้เชียว?”
มู่เหยาเองก็รู้สึกว่ายากที่จะอธิบายด้วยคำพูดสั้น ๆ ได้ เหตุใดยังมีคนที่คิดเก็บเกี่ยวความสำเร็จของผู้อื่นอยู่อีก?
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกเจ้า”
เฉินเสวี่ยเหลือบมองไปทางแม่เฒ่า
แม่เฒ่าจึงพาคนอื่น ๆ ถอยออกไปก่อน แม้กระทั่งมู่เถาเถาเองก็ถูกพาตัวออกไปด้วย
“มีเรื่องอันใดรึ?”
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของนาง มู่เหยาก็อดที่จะรู้สึกประหม่าขึ้นมาไม่ได้
“หลายวันนี้ ทางฝั่งองค์รัชทายาทส่งเทียบเชิญมาให้ข้าบ่อยครั้ง แม้จะบอกว่าเป็นการเชิญเหล่าสตรีจากตระกูลต่าง ๆ ไปถกเถียงเรื่องบทกลอน แต่ครั้งแรกที่ข้าไป ท่าทีที่องค์รัชทายาทมีต่อข้านั้นช่าง…”
คำพูดที่เหลือ แม้เฉินเสวี่ยไม่พูดต่อ มู่เหยาก็พอจะเดาได้
“บัดนี้สำนักศึกษาสตรีที่พี่หญิงก่อตั้งขึ้นมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเมืองหลวง หากได้เข้าสู่ตำหนักบูรพาแล้ว ชื่อเสียงของพี่หญิงย่อมมีแต่ผลดีต่อองค์รัชทายาท มีแต่ได้กับไม่มีเสีย”
เฉินเสวี่ยชะงักไป เข้าใจความหมายของมู่เหยาในทันที
นางลุกขึ้นยืนอย่างร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ!
“ความหมายของอาหน่วนคือ องค์รัชทายาทมีใจให้ข้าอย่างนั้นหรือ?”
มู่เหยาตกใจ รีบลุกขึ้นดึงนางให้นั่งลง
“พี่หญิง เบาเสียงลงหน่อย”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...