“ช่วงนี้ถ้าเจ้ายังออกไปข้างนอกอีก ข้าจะตีขาของเจ้าให้หักจริง ๆ ค่อยดู!”
“ใครก็ได้! พาคุณชายใหญ่กลับไปขังไว้ในห้องหนังสือ จนกว่าจะถึงวันงานชุมนุมกวีห้ามปล่อยออกมาเป็นอันขาด”
เมื่อมีคำสั่งลงมาก็มีคนลากลู่จื้อออกมาจากอ้อมอกของจังซื่อ แล้วพาตัวไปยังประตูเรือน
“ท่านพ่อข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้วจริง ๆ ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!”
ที่ลู่จื้อร้องโวยวายด้วยความหวาดกลัว ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น แต่เป็นเพราะเมื่อครู่ตอนที่กำลังเดินเฉียดไหล่ผิงหยางโหว เขาได้เห็นแววตาแห่งความผิดหวังข้างในนั้น
และยังบังเอิญเข้าไปอีก เพราะเพิ่งเดินออกจากประตูเรือนได้ไม่ทันไร ก็เจอเข้ากับลู่ยวนที่กำลังเดินผ่านมาพร้อมหนังสือพอดี
“พี่ใหญ่นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?” ลู่ยวนแสดงสีหน้าประหลาดใจ แล้วเมื่อตระหนักได้ถึงบางอย่าง แววตาก็เป็นประกายทันที “พี่ใหญ่ต้องการให้ข้าไปขอร้องกับท่านพ่อให้ไหม?”
พอถูกศัตรูเห็นสภาพน่าสมเพชเช่นนี้ ลู่จื้อจะยังสงบใจต่อได้อย่างไร
เขาสะบัดตัวและพุ่งเข้าใส่ลู่ยวนพร้อมกับด่าทออย่างไม่ไว้หน้า “ไอ้คนชั้นต่ำ เจ้าเห็นสภาพข้าเช่นนี่รู้สึกสะใจมากใช่ไหม! ข้าบอกเจ้าไว้เลยนะ ตำแหน่งซื่อจื่อต้องเป็นของข้าเท่านั้น!”
ลู่ยวนทำสีหน้าสลดใส่ “พี่ใหญ่ ท่าน ท่านพูดกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ถุย! ไอ้คนชั้นต่ำจอมเสแสร้ง! แม่ของเจ้ามันก็แค่คนชั้นต่ำที่คลานขึ้นเตียง เจ้ามันก็ไม่ใช่...”
“เพี๊ยะ!”
ผิงหยางโหวตบหน้าเขาอย่างแรงหนึ่งที จนลู่จื้อเงียบเสียงไปทันที
“เจ้าด่าน้องชายว่าเป็นคนชั้นต่ำ ถ้าเช่นนั้นเจ้าคิดว่าเจ้าสูงส่งนักหรือ!”
เมื่อสบสายตาเข้ากับสายตาที่โกรธเกรี้ยวของผิงหยางโหว ลู่จื้อจึงตระหนักได้ว่าคำพูดเมื่อครู่ที่พูดออกไปคงถูกได้ยินหมดแล้ว อยากจะอธิบายแต่ก็กลัวจนตัวสั่น พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
แต่กลับเป็นลู่ยวนที่รีบเดินไปคุกเข่าต่อหน้าทุกคน และพูดวิงวอนอย่างน่าสงสาร “ขอท่านพ่ออย่าโกรธพี่ใหญ่เลย เป็นความผิดของลูกเอง ลูกไม่ควมาปรากฏตัวต่อหน้าพี่ใหญ่จนทำให้พี่ใหญ่โกรธขึ้นมา ขอท่านพ่อโปรดให้อภัยพี่ใหญ่ด้วยขอรับ”
ผิงหยางโหวมองไปยังลูกชายคนเล็กที่คุกเข่าอยู่บนพื้น แล้วมองไปยังลูกชายคนโตที่ถูกเขาโกรธจนไม่กล้าพูดอะไรอีกครั้ง
เมื่อลองเปรียบเทียบทั้งสองคนดู ในใจของเขาก็ยิ่งผิดหวังในตัวลู่จื้อมากขึ้นไปอีก
แต่จังซื่อกลับจ้องมองไปที่ลู่ยวนด้วยสายตาอาฆาตแค้น
“เจ้าดูน้องชายของเจ้าสิ! แล้วลองดูตัวเจ้าดู! ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย! ช่วงนี้ก็สำนึกตัวให้ดีๆ”
ผิงหยางโหวตวาดเสียงดัง แล้วโบกมือให้คนรับใช้พาลู่จื้อไป
จังซื่อเป็นห่วงลู่จื้อ จึงตั้งใจจะตามไปดู
ลู่ยวนเกาหัวตัวเองแก้เขินเล็กน้อย “ลูกโง่เขลา ไม่เฉลียวฉลาดเท่าพี่ใหญ่ เพียงแค่เขียนเล่นๆ ยามว่าง ไม่คู่ควรกับสายตาอันเฉียบแหลมของท่านพ่อ”
แต่ในใจของผิงหยางโหวกลับรู้สึกตื่นเต้นมาก วรรณศิลป์ของเขานั้นดีกว่าลู่จื้ออยู่ไม่น้อย ดูท่าต่อไปคงต้องจับตาเจ้าลูกชายคนเล็กคนนี้ให้มากๆหน่อยแล้ว
ไม่แน่ว่าจวนผิงหยางโหวอาจจะมีขุนนางฝ่ายบุ๋นเพิ่มอีกคนในราชสำนักก็เป็นได้
แต่สิ่งที่คิดอยู่ในใจ ผิงหยางโหวย่อมไม่ให้ลู่ยวนรู้อยู่แล้ว เขาทำเพียงส่งหนังสือคืนให้เขา ไม่แสดงออกอะไรให้เห็น
“ในเมื่อตอนนี้เจ้าได้รับตำแหน่งซื่อจื่อแทนพี่ชายเจ้าก่อน เช่นนั้นก็ควรจะเรียนรู้เรื่องราวในราชสำนักเอาไว้บ้าง ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปให้ไปรออยู่ที่ห้องหนังสือของพ่อและเริ่มเรียนรู้เรื่องการวางตัวและการจัดการกับเรื่องต่างๆ อย่าทำให้เสียชื่อเสียงของจวนผิงหยางโหวเสียละ”
ในใจของลู่ยวนดีใจจนเก็บซ่อนเอาไว้ไม่อยู่ เขาแสดงออกมาทางสีหน้าทั้งหมด “ขอบคุณท่านพ่อขอรับ!”
ผิงหยางโหวยิ้มแล้วตบไหล่ลู่ยวนเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม
จนกระทั่งมองไม่เห็นเงาของผิงหยางโหวแล้ว ท่าทางใสซื่อบนใบหน้าของลู่ยวนก็ค่อยๆ จางหายไป และมองหนังสือในมือด้วยสีหน้าเฉยเมย ก่อนจะเหวี่ยงทิ้งลงในสระน้ำขณะที่เดินผ่าน
ลู่ยวนมองดูหนังสือที่ค่อยๆ จมลงไป และจึงกลับไปที่เรือนหว่านชุน เมื่อไปถึงก็เรียกฮูหยินท่านหนึ่งที่กำลังชมดอกไม้อยู่ใต้ต้นไม้อย่างเคารพว่า “ท่านแม่”
“ท่านพ่อของเจ้าบอกให้เจ้าไปห้องหนังสือแล้วใช่ไหม?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...