เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 310

อย่างไรเสียก็เป็นองค์หญิงเพียงองค์เดียวของแคว้นอวิ๋นในตอนนี้ มู่เหยาเองก็ไม่ได้คาดหวังให้ฮ่องเต้ลงโทษซูหรงอย่างรุนแรงนัก

“ทำตามที่ฮองเฮาเห็นสมควรเถิด เเรายังมีธุระ เรื่องที่เหลือให้ฮองเฮาตัดสินใจก็แล้วกัน”

ฮ่องเต้วางจอกชาลง ก่อนจะนำคนจากไป

เมื่อไม่มีคนคอยขวางกั้น ซูหรงก็คิดจะพุ่งเข้าใส่มู่เหยาอีกครั้ง

เมื่อฮูหยินเฒ่าเซียวเห็นเช่นนั้น จึงส่งตัวมู่เหยาให้เฉินมามาประคองไว้ ก่อนจะลงมือตบใบหน้าซูหรงไปสองฉาด!

เสียงฝ่ามือดังสนั่นไปทั่วทั้งตำหนัก

ไทเฮาขมวดคิ้ว คิดจะพูดอะไรบางอย่าง

ทว่าพอนึกถึงตราหงส์ที่มอบออกไป ในใจก็บังเกิดความขุ่นเคืองไปถึงซูหรงด้วย

ในยามนี้ ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น และให้หลิวมามาประคองจากไป

“ฮูหยินเฒ่าเซียว ท่านกล้าดีอย่างไรมาตบตีองค์หญิง! ท่าน ท่านยังรู้จักกาลเทศะอยู่หรือไม่!”

นางกำนัลอวิ๋นซีรีบวิ่งเข้ามาคุ้มกันองค์หญิงซูหรงไว้เบื้องหลัง

ในฐานะที่เป็นนางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงซูหรง การที่มิอาจเข้าใกล้เพื่อปรนนิบัติรับใช้ได้เมื่อครู่ ก็นับว่าเสียชีวิตไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ยามนี้เมื่อเห็นโอกาสเหมาะแล้ว ย่อมต้องรีบกลับมาโดยเร็ว

“ข้าตบแล้วอย่างไรเล่า หากมีความสามารถก็จงไปฟ้องร้องข้าต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทเสียสิ!”

ฮูหยินเฒ่าเซียวหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดมือ เมื่อเห็นว่ามู่เหยาถูกเฉินมามาประคองไปยังตำหนักข้างเพื่อดูบาดแผลแล้ว จึงได้หันมามองซูหรงด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน

“ตอนนั้นเจ้ายังเด็ก แต่ก็ริอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกหวังจะหมั้นหมายกับบุตรชายของข้า ข้าเองก็อยากจะอยากจะตบเจ้าสักหลายฉาดแ้ว”

“เพียงแต่เมื่อเห็นว่าเจ้ายังเด็ก ข้าผู้เป็นผู้ใหญ่จึงไม่อยากรังแกผู้น้อย มาบัดนี้ ย่อมไม่ออมมือให้อย่างแน่นอน!”

ซูหรงเพียงรู้สึกถึงความเคียดแค้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอกแต่กลับไม่มีที่ให้ระบาย ทั้งยังไม่เข้าใจ

ทั้งที่นางคำนวณทุกย่างก้าวไว้แล้ว เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้!

มู่เหยา!

นางใช้วิธีใดกันแน่!

หรือว่า ในวังมีคนของนางอยู่?

ความสงสัยในใจมิอาจปัดเป่า ซูหรงจึงได้แต่มองไปยังทิศทางของตำหนักข้างอย่างไม่ยินยอม

ก่อนจะยกมือกุมใบหน้าแล้วหันหลังจากไป

เมื่อซูหรงจากไปแล้ว ฮูหยินเฒ่าเซียวและเซียวฮองเฮาก็สบตากัน ก่อนที่ทั้งสองจะรีบเดินไปยังตำหนักข้างอย่างรวดเร็ว

เป็นจังหวะเดียวกับที่หมอเทวดาเลี่ยวและหมอหลวงเวินตรวจดูบาดแผลให้มู่เหยาเสร็จพอดี

“ไม่ค่อยได้ทานอะไรมาหลายวัน ร่างกายจึงได้อ่อนแอถึงเพียงนี้ บาดแผลแม้ดูรุนแรงแต่ก็ไม่ลึกนัก เพียงแต่ยาที่จะใช้ลบรอยแผลเป็นคงต้องใช้เวลาอยู่บ้าง”

หมอหลวงเวินกล่าวอย่างลังเลใจ

เพราะขี้ผึ้งลบรอยแผลในวัง ก็ไม่ได้มีเหลืออยู่มากนัก

เมื่อรู้ความหมายของเขาแล้ว เซียวฮองเฮาก็มองไปที่หมอเทวดาเลี่ยว “ฝีมือทางการแพทย์ของหมอเทวดาเลี่ยวนั้นหาได้ยากยิ่งในแคว้นอวิ๋น หมอเทวดาเลี่ยวช่วยปรุงขี้ผึ้งลบรอยแผลเป็นนี้ได้หรือไม่?”

มู่เหยาไม่อยากถูกฮ่องเต้องค์นี้จับตามองแม้แต่น้อย!

“ข้าเข้าใจ”

เซียวฮองเฮาลุกขึ้นไปยังโต๊ะหนังสือด้านข้างเพื่อคัดลอก

หลังจากคัดลอกเสร็จ ก็โยนต้นฉบับลงในเตาถ่านเผาจนมอดไหม้

ส่วนฮูหยินเฒ่าเซียวนั้นมองมู่เหยาด้วยความเจ็บปวดใจมาโดยตลอด เมื่อสอบถามจนแน่ชัดว่าบาดแผลทั่วร่างนี้เป็นฝีมือของนางเอง ก็ยิ่งทอดถอนใจ

“ต่อให้ไทเฮาจะคิดปิดข่าว แต่ข้าก็ไม่ยอมให้นังปีศาจเฒ่านั่นสมหวังเด็ดขาด”

“อาหน่วนเสียสละถึงเพียงนี้ จะปล่อยให้ไทเฮากับองค์หญิงซูหรงลอยนวลไปอย่างไม่เจ็บไม่คันได้อย่างไร”

เซียวฮองเฮาเก็บรายชื่อ แล้วกล่าวสนับสนุนคำพูดของฮูหยินเฒ่าเซียวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

ทั้งสองเป็นป้าหลานกัน ความคิดบางอย่างย่อมสอดคล้องกันเป็นธรรมดา

สำนักหมอหลวงส่งยามาให้

เป็นหมอเทวดาเลี่ยวที่นำมาด้วยตนเอง มู่เหยาจึงวางใจดื่มลงไป

จากนนั้นก็รู้สึกถึงความง่วงงุนที่ถาโถมเข้ามา ความเจ็บปวดตามร่างกายก็ค่อย ๆ บรรเทาลง

“การเดินทางกลับครั้งนี้ คงต้องรบกวนฮูหยินเฒ่าเซียวช่วยพานางกลับจวนสกุลหลันแล้ว”

ฮูหยินเฒ่าเซียวช่โอบประคองมู่เหยาที่หลับใหลไปแล้วไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง แม้จะมีนางกำนัลก้าวเข้ามา ก็ยังคงจับตามองไม่วางตา

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง