“คุณชายใหญ่ลู่ช่างมีวาสนานัก”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าบุรุษมิได้เบาเลย เพียงมีฉากกั้นอยู่ชั้นเดียว
ย่อมทำให้ฝ่ายสตรีได้ยินอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
แววตาของมู่เหยาเคร่งขรึมลง
ทว่ารู้สึกถึงสายตาเร่าร้อนคู่หนึ่งทอดมองมาที่นาง ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นใคร
“ก็ดีเหมือนกัน อย่างไรเสียก็ต้องมีคนทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้นบ้าง”
องค์หญิงใหญ่กวาดสายตามองไปยังฝั่งบุรุษ ลอบจดจำคนกลุ่มที่พูดจาไม่รู้จักกาลเทศะไว้ในใจ
“เริ่มประชันพิณกันก่อนเถิด”
สิ้นเสียงองค์หญิงใหญ่ ก็มีนางกำนัลผู้หนึ่งก้าวออกมาจัดเตรียมสิ่งของให้เข้าที่
“ปีก่อน ๆ มักจะผลัดกันมาทีละคน ข้าเห็นว่าน่าเบื่อยิ่งนัก ปีนี้จึงขอเปลี่ยนกติกาเสียหน่อย ให้พวกเจ้าสองคนบรรเลงพร้อมกัน ผู้ใดบรรเลงเพี้ยนไปก่อน ผู้นั้นเป็นฝ่ายแพ้”
บ้างก็สูดลมหายใจเข้าลึก บ้างก็จับจ้องมู่เหยาด้วยสายตาเยาะหยัน
หลิ่วซีอินก้าวออกมาอย่างมั่นใจ แล้วจึงนั่งลงอย่างสง่างาม
ปลายนิ้วเรียวงามดุจต้นหอมพรมนิ้วลงบนสายพิณแผ่วเบา ก็บังเกิดเสียงอันไพเราะจับใจ
“มู่เสี้ยนจู่ ซีอินขอแสดงฝีมืออันน้อยนิดเพคะ”
หลิ่วซีอินเริ่มบรรเลงด้วยความมั่นใจ บทเพลงพื้นบ้านเจียงหนานอันอ่อนหวานค่อย ๆ เข้าสู่โสตประสาทของทุกคนตามการเคลื่อนไหวของปลายนิ้ว
แววตาของมู่เหยาฉายประกายประหลาดใจเล็กน้อย
วินาทีต่อมา นิ้วของนางก็ดีดลงบนสายพิณเบา ๆ ท่วงทำนองหยาบกระด้างอันแตกต่างจากเพลงพื้นบ้านเจียงหนานที่อ่อนหวานพลันดังขึ้น ทำให้ทุกคนขมวดคิ้ว
มิทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปากวิพากษ์วิจารณ์
สีหน้าของมู่เหยาเปลี่ยนไป รังสีรอบกายพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันตามท่วงทำนองของเพลงทะลวงค่ายกล!
“นั่นมันเพลงทะลวงค่ายกลรึ?”
องค์หญิงใหญ่พึมพำกับตนเอง ขณะมองแผ่นหลังของมู่เหยา แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
เพลงทะลวงค่ายเน้นความรุกร้าวและหนักหน่วง หากนิ้วช้าไปเพียงนิด ก็จะทำให้บทเพลงทั้งเพลงเสียความกลมกลืนไปทันที
ทว่าทุกคนต่างมองออกว่ามู่เหยาบรรเลงได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญยิ่ง
หลิ่วซีอินมิอาจเทียบได้เลยแม้แต่น้อย!
เป็นไปได้อย่างไร!
หลิ่วซีอินตื่นตระหนกอย่างยิ่ง ท่วงทำนองที่ดุดันก้องอยู่ในหูทำให้นางสับสนว้าวุ่นใจ
ท่วงทำนองที่นางพยายามประคองไว้ด้วยความยากลำบาก สุดท้ายก็ถูกเพลงทะลวงค่ายกลบจนสิ้น
“เพล้ง!”
เสียงสายพิณที่ขาดผึงทำให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ในทันใด
มู่เหยาก็ชะงักมือในบัดดล นางมิได้ชายตามองหลิ่วซีอินที่หน้าซีดเผือดจ้องมองสายพิณที่ขาดสะบั้นอยู่ข้างกายนางด้วยซ้ำ
“องค์หญิง จะทรงประกาศผลหรือไม่เพคะ?”
ริมฝีปากขององค์หญิงใหญ่แย้มยิ้มขึ้น แววตาฉายความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน “ดูท่าข่าวลือคงมิได้เกินจริง คุณหนูมู่สมเป็นนักดีดพิณอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงโดยแท้”
นางไม่อยากจะเชื่อ ว่าทั้งการวาดภาพและการเดินหมาก นางกลับพ่ายแพ้ให้แก่มู่เหยา!
กระทั่งมู่เหยาลงนั่ง ความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถง
และเมื่อได้ยลภาพวาดอันมีชีวิตชีวาราวกับของจริง ทั้งยังกระดานหมากที่ถูกทำลายลงในสามตาเดิน สายตาที่ทุกคนมองไปยังมู่เหยาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
มู่เหยาเพียงจิบชาอย่างแผ่วเบา มิได้ใส่ใจสายตาของผู้ใดแม้แต่น้อย
“คุณหนูมู่เปี่ยมทั้งคุณธรรมและความสามารถโดยแท้ สมเป็นแบบอย่างของสตรีโดยแท้ อนุหลิ่ว เจ้ายอมรับหรือไม่?”
เสียงแผ่วเบาขององค์หญิงใหญ่ดึงสติทุกคนให้กลับคืนมา ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังหลิ่วซีอินที่บัดนี้ถูกสาวใช้ประคองลุกขึ้นยืน
“เป็นซีอินเองที่ฝีมือด้อยกว่าผู้อื่น เพียงแต่คาดไม่ถึงว่ามู่เสี้ยนจู่จะเก็บงำความสามารถถึงเพียงนี้ มีความสามารถถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดจึงไม่แสดงออกมาให้ผู้คนได้ประจักษ์เล่าเพคะ?”
คำพูดนี้เห็นได้ชัดว่าแฝงไปด้วยความขุ่นเคือง
ทว่าหลิ่วซีอินกลับไม่สนใจสายตาเย้ยหยันเหล่านั้น มือของนางกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น สายตาจับจ้องไปยังมู่เหยาอย่างไม่ยอมรับ
ราวกับจะมองให้นางทะลุเป็นรู!
“ตั้งแต่เล็ก ท่านแม่ก็อบรมสั่งสอนข้ามาเสมอว่าอย่าได้โอ้อวดในทุกเรื่อง อีกทั้งข้าเองก็ฝึกฝนมาไม่ดีพอ ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องเหล่านี้อย่างแท้จริง จึงไม่อยากทำให้ท่านแม่ต้องขายหน้า”
คำพูดเพียงประโยคเดียวของมู่เหยา ทำให้เหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์หลายคนหน้าตึง
นางยังพูดว่าฝึกฝนมาไม่ดีพออีกหรือ
เช่นนั้นพวกนางมิกลายเป็นพวกไร้ค่าไปแล้วหรือ?
แต่บัดนี้พวกนางจะเอ่ยอะไรได้เล่า ในเมื่อครู่ก่อนพวกนางเองที่เป็นฝ่ายเยาะเย้ยนางก่อน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...