แม้แต่ตอนนี้เมื่อมู่เหยาเย้ยหยันกลับมา ก็ได้แต่กล้ำกลืนความขุ่นเคืองนี้ลงไปเท่านั้น!
หลิ่วซีอินกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ได้แต่กลั้นใจกลับไปนั่งที่ของตน
เพียงแต่สายตายังคงเหมือนอสรพิษที่จ้องมองไปยังร่างของมู่เหยา!
“คุณหนูมู่มีความรู้มากมายเช่นนี้ ไม่ทราบว่การประพันธ์บทกวีเป็นอย่างไรบ้าง?”
เสียงสอบถามจากบุรุษโต๊ะข้าง ๆ ทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้นอีกครั้ง
“มู่เสี้ยนจู่มีความสามารถด้านดนตรี หมากล้อม การเขียนอักษร และการวาดภาพเป็นเลิศถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าการแต่งโคลงกลอนย่อมไม่ด้อยกว่าเป็นแน่”
“อย่างไรเสียก็เป็นธิดาของขุนนางฝ่ายบุ๋น มู่เสี้ยนจู่ย่อมไม่ทำให้ชื่อเสียงอันโด่งดังของจงซู่กงต้องมัวหมอง”
“คุณชายใหญ่ลู่ถามเช่นนี้ หรือว่าต้องการแก้แค้นแทนอนุภรรยากัน?”
“หุบปาก คำพูดเช่นนี้เจ้ากล้าพูดออกมาได้อย่างไร!”
บ้างก็ชื่นชม บ้างก็รอดูเรื่องสนุก
คำพูดเหล่านี้ ล้วนเข้าหูของมู่เหยาทั้งสิ้น
แววตาของนางฉายแววรำคาญใจ เอ่ยปากปฏิเสธไปว่า “ข้าไม่ถนัดด้านบทกวี เกรงว่าจะต้องทำให้คุณชายใหญ่ลู่ผิดหวังแล้ว”
ลู่จื้อไม่คิดว่านางจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและตรงไปตรงมาเช่นนี้ รู้สึกว่านางกำลังดูแคลนตน
จึงได้แต่บีบคั้นต่อไป
“อย่างนั้นหรือ? แต่ข้าจำได้ว่าเมื่อเยาว์วัยมู่เสี้ยนจู่เคยร่ำเรียนกับมู่ฮูหยินแห่งสำนักศึกษาชิงซาน มู่ฮูหยินเคยกล่าวไว้ว่ามู่เสี้ยนจู่คือจอหงวนในหมู่สตรี หรือว่ามู่ฮูหยินกล่าวเกินจริงไป?”
มือของมู่เหยาที่ถือจอกชาอยู่บีบแน่นขึ้น
มู่ฮูหยินเป็นบุคคลเช่นไร เป็นผู้ก่อตั้งสำนักศึกษาสตรี
แม้ว่านางจะล้มป่วยเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน แต่ชื่อเสียงของนางยังคงเลื่องลือมาจนถึงทุกวันนี้
ลู่จื้อจงใจเอ่ยถึง หากมู่เหยายังคงปฏิเสธต่อไป
ก็เท่ากับเป็นการสร้างมลทินให้แก่ท่านอาจารย์ที่มู่เหยาเคารพรักที่สุด
“ไม่ทราบว่าคุณชายใหญ่ลู่ต้องการให้ข้าประพันธ์บทกวีด้วยสิ่งใดหรือ?”
น้ำเสียงเย็นชาของมู่เหยาลอดผ่านฉากกั้นไปยังที่นั่งของเหล่าบุรุษ
หากไม่ใช่คนโง่เขลา ก็ย่อมฟังออกถึงความขุ่นเคืองที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของนาง
ทันใดนั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยิ่งไม่พอใจลู่จื้อมากยิ่งขึ้น บางคนถึงกับแค่นเสียงเย็นชา ลุกขึ้นขยับไปนั่งห่างออกไป
เพียงแต่ในใจของลู่จื้อนั้นเต็มไปด้วยความต้องการที่จะทำให้มู่เหยาต้องอับอาย จึงไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้
ทว่าในมุมห้องนั้น ลู่ยวนเหลือบมองไปยังทิศทางที่ลู่จื้ออยู่ด้วยแววตาพึงพอใจ ก่อนจะส่งสายตาเป็นนัยให้แก่เด็กรับใช้
เป็นเชิงให้เขาไปยังลานหน้า เพื่อแจ้งแก่ผิงหยางโหวและคนอื่น ๆ ที่กำลังรออยู่
งานชุมนุมกวีนี้เน้นที่เหล่าเยาวชน หากผู้ใหญ่ในบ้านให้ความสำคัญก็จะมาร่วมด้วย
เพียงแต่ว่าองค์หญิงใหญ่ไม่ต้องการให้เรื่องของผู้ใหญ่เข้ามาปะปนกับเรื่องของคนหนุ่มสาว จึงได้แบ่งเป็นลานหน้าและลานหลัง
ลานหน้า ย่อมเป็นสถานที่สำหรับบรรดาท่านโหวและฮูหยินทั้งหลาย
วันนี้ ผิงหยางโหวก็มาด้วยเช่นกัน
เด็กรับใช้ชะงักไป
เขามีท่าทีลำบากใจที่จะกล่าว “ท่านโหว เอ่อ…เอ่อ…”
เมื่อเห็นท่าทีอ้ำอึ้งของเขา ผิงหยางโหวก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “มีอะไรก็พูดมา! มีอะไรที่ไม่อาจเปิดเผยได้กัน!”
เด็กรับใช้ผู้นั้นตกใจกลัว จึงได้แต่แข็งใจกล่าวรายงานผลการแข่งขันของเหล่าสตรีเมื่อครู่ออกไป “อนุหลิ่วพ่ายแพ้ต่อมู่เสี้ยนจู่ในทุกด้าน ทั้งการดีดพิณ เล่นหมากล้อม การเขียนอักษร และการวาดภาพ องค์หญิงใหญ่ยังทรงยกย่องมู่เสี้ยนจู่ว่าเป็นยอดฝีมือด้านการดีดพิณอันดับหนึ่งในเมืองหลวงขอรับ”
สีหน้าของผิงหยางโหวพลันมืดคล้ำแดงก่ำขึ้นมาทันที
ส่วนท่านแม่ทัพเฒ่าเจียงกลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ข้าก็ว่า อนุภรรยาผู้อ่อนหวานที่เอาแต่ร้องไห้ จะมีความสามารถถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”
“ไม่นึกเลยว่า...”
แม่ทัพเฒ่าเจียงชะงักคำพูด หันไปมองผิงหยางโหวที่หน้าดำคล้ำ “ดูเหมือนว่าจวนผิงหยางโหว จะมองคนผิดเสียแล้วกระมัง”
ผิงหยางโหวรู้สึกโกรธเคืองในใจเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังสัมผัสได้ถึงสายตาเย้ยหยันจากเหล่าขุนนางด้วยกัน
คิดในใจว่า เจ้าลูกไม่รักดีคนนี้ควรจะคว้าตำแหน่งผู้ชนะเลิศมาให้ได้
มิฉะนั้นกลับไปคงต้องตีขาให้หัก!
ในขณะที่แต่ละตระกูลกำลังกระซิบกระซาบกันนั้นเอง ฟังมามาข้างกายองค์หญิงใหญ่ก็เดินออกมา
ในมือนางถือกระดาษสีแดงปักดิ้นทอง เห็นได้ชัดว่าเป็นประกาศผลผู้ชนะเลิศ
“ฟังมามา ผู้ชนะเลิศได้รับการตัดสินแล้วหรือ?”
แม่ทัพเฒ่าเจียงเดินเข้าไปถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...