สำหรับน้องชายผู้นี้ เขารู้สึกจนปัญญาเป็นส่วนใหญ่
“ข้าเพียงแต่... อย่างไรเยว่อิงก็คือบุตรสาวของข้า หลายวันมานี้ข้าฝันถึงอาอวิ๋นทุกวัน นางตำหนิข้า ตำหนิว่าข้าปกป้องเยว่อิงไว้ไม่ได้”
น้ำเสียงของหลันชิวเหิงสั่นเครือ เห็นได้ชัดว่ากำลังร่ำไห้
“หากข้าเป็นเจ้า ข้าก็ย่อมเจ็บปวดใจเช่นกัน แต่เยว่อิงทำอะไรลงไปเจ้าก็รู้ดีแก่ใจ นั่นคือชีวิตคนในตระกูลหลันกว่าร้อยชีวิตเชียวนะ!”
หลันเอ้าเซวียนกระชากคอเสื้อของหลันชิวเหิง พยายามเรียกสติให้น้องชายของตนกลับคืนมา
“ข้ารู้! ข้ารู้ทุกอย่าง! แต่ข้าเป็นพ่อของนาง สุดท้ายแล้วข้าก็คือพ่อของนาง เป็นความผิดของข้าเอง หากข้าอบรมสั่งสอนนางให้ดีตั้งแต่เล็ก ก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น...”
หลันชิวเหิงทุบกำปั้นลงบนอกตนเองอย่างรู้สึกผิด
หลันเอ้าเซวียนถอนหายใจ “คืนนี้เจ้าก็เดินทางเสียเถิด ไปพักผ่อนหย่อนใจที่เจียงหนาน”
“พี่ใหญ่ ข้าขอโทษ”
หลันชิวเหิงทรุดกายนั่งลงบนม้านั่งหิน สายลมยามค่ำคืนที่เหน็บหนาวราวกับจะพัดพากลิ่นสุราไปจากร่างของคนทั้งสอง
“ในช่วงเวลาเช่นนี้ ข้ากลับต้องเดินทางออกจากเมืองหลวง...”
ทั้งสองสบตากัน ในฐานะพี่น้อง
มีหรือจะไม่เข้าใจว่าในใจของอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่
ต่างฝ่ายต่างเงียบงัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลันชิวเหิงจึงเป็นฝ่ายลุกขึ้นก่อน
“พี่ใหญ่ ข้าจะรีบกลับมา และจะเขียนจดหมายถึงท่านกับพี่สะใภ้”
กล่าวจบ เขาก็ประสานมือคารวะไปทางหลันเอ้าเซวียน จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว โดยมิได้หันกลับไปมองนายท่านหลันอีก
ภายในลานเงียบสงัด
แสงจันทร์สาดส่องลงบนร่างของหลันเอ้าเซวียนที่นั่งอยู่เพียงลำพัง ดูอ้างว้างโดดเดี่ยวเป็นพิเศษ
มู่หลันชงมองแผ่นหลังของบิดา ในใจรู้สึกสงสารจนทนไม่ไหว
“ท่านพ่อ”
เสียงของบุตรชายดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ร่างของหลันเอ้าเซวียนสั่นสะท้าน เขารีบยกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่หางตาทันที
จากนั้นจึงหันกลับมามอง พยายามเค้นรอยยิ้มออกมา “มาทำอะไรเอาป่านนี้ ยังไม่นอนอีกหรือ?”
มู่หลันชงเม้มริมฝีปาก พยักหน้า แล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา
“นี่เป็นจดหมายที่อาหน่วนส่งมา ข้าคิดว่าจะนำมาให้ท่านพ่อดู แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เข้า...”
เขาไม่ได้กล่าววาจาที่เหลือต่อ แต่สองพ่อลูกต่างก็เข้าใจกันดี
วันรุ่งขึ้น
มู่เหยาถูกเสียงเรียกของหนิงจู๋ปลุกให้ลืมตาตื่นอย่างงัวเงีย ก่อนจะถูกจับให้นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
“พระชายา ท่านอย่าเพิ่งง่วงเป็นอันขาดนะเจ้าคะ วันนี้ต้องไปร่วมงานเลี้ยงขององค์หญิงใหญ่!”
ชิงอิ่งกล่าวพลางยื่นผ้าฝ้ายให้มู่เหยา
เมื่อผ้าฝ้ายเย็น ๆ สัมผัสกับมือ ความง่วงของมู่เหยาก็หายไปกว่าครึ่ง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนที่มันสัมผัสลงบนใบหน้า ทั้งตัวก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที
มู่เหยายอมให้ทั้งสามคนช่วยกันแต่งตัว พลางก้มหน้ากินอาหารคำเล็ก ๆ ไปด้วย
“สืบมาได้หรือไม่ว่างานเลี้ยงวันนี้มีใครมาบ้าง?”
ชิงอิ่งยื่นน้ำชาให้ พร้อมกับตอบคำถาม “ส่วนใหญ่เป็นเหล่าฮูหยินจากตระกูลขุนนางในเมืองหลวงเจ้าค่ะ พระชายามิจำเป็นต้องใส่ใจ ที่สำคัญก็คือองค์หญิงซูหรง องค์หญิงใหญ่ อ้อ จริงสิ ยังมีฮูหยินน้อยตระกูลลู่ก็จะมาด้วยเจ้าค่ะ”
มู่เหยาเลิกคิ้ว ในแววตามีประกายความสนใจขึ้นมา
“องค์หญิงใหญ่เป็นผู้เชิญ? หรือว่าเป็นองค์หญิงซูหรงกัน?”
ชิงอิ่งตอบต่อไป “บ่าวสืบมาว่า ดูเหมือนว่าจะเป็นองค์หญิงซูหรงที่ใช้นามขององค์หญิงใหญ่เป็นผู้เชิญมาเจ้าค่ะ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...