พลอยทำให้บ่าวไพร่ไม่ใส่ใจไปด้วย
“แต่หากท่านยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ท่านจะต้องป่วยตายในเรือนแห่งนี้เป็นแน่” อวิ๋นเยี่ยนเงยหน้าขึ้น สบสายตาบุรุษด้วยแววตากังวล
ซวีเหย่เพียงยิ้มบางเบา ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงทอดสายตาไปยังประตูเรือน
ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมาจากด้านนอกที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ
วินาทีต่อมา ประตูเรือนราชบุตรเขยก็ถูกผลักออกอย่างแรง อีกฝ่ายใช้กำลังมากเกินไป จนบานประตูไม้ที่ผุพังหลุดกระเด็นลงไปกองกับพื้น
ฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย จนผู้คนต้องขมวดคิ้วถอยหนี
“ชิ” องค์หญิงใหญ่ยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอย่างรำคาญใจ สายตาคมปานน้ำแข็งกวาดมองร่างสองร่าง ทั้งใหญ่และเล็ก ที่ยืนอยู่ใต้ระเบียง
เมื่อเห็นอวิ๋นเยี่ยนที่ยืนอยู่ด้านหลังซวีเหย่ นางก็ไม่ได้ก้าวเดินต่อไป แต่กลับหัวเราะเยาะ “ข้านึกอยู่แล้วว่าสารเลวนี่จะหนีไปที่ใดได้! เป็นเจ้าจงใจสั่งการใช่หรือไม่?”
แววตาของซวีเหย่ฉายแววหม่นหมอง ใบหน้าซีดขาวราวกับจะสลายไปได้ทุกเมื่อภายใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง
รูปโฉมอันงดงามเช่นนี้ องค์หญิงใหญ่เคยโปรดปรานมาก่อน
แต่จะมีผู้ใดอยากดูแลคนป่วยกระเสาะกระแสะกันเล่า!
“อวิ๋นเยี่ยนเพียงเห็นว่าข้าไม่มียาให้ดื่ม จึงออกไปหายาต้มมาให้เท่านั้น”
“ในเมื่อองค์หญิงใหญ่ไม่ยอมให้ข้าออกนอกจวน ก็คงไม่อยากให้ข้าป่วยตายอยู่ในจวนองค์หญิงใหญ่ ให้คนนอกนินทาได้หรอกกระมัง”
ซวีเหย่เข้าใจเจตนาของอวิ๋นเยี่ยนที่จงใจไม่กลับไปอยู่ข้างกายเตียวมามา เขาย่อมไม่ทำให้ความกล้าหาญของเด็กคนหนึ่งต้องสูญเปล่า
สิ่งที่ควรได้ ย่อมต้องทวงคืนมา!
“หึ!” องค์หญิงใหญ่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องซวีเหย่อย่างเย็นชา “นี่เจ้ากำลังข่มขู่ข้าหรือ?”
ซวีเหย่สบตานางแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าลงอย่างว่าง่าย “กระหม่อมมิกล้า ขอองค์หญิงใหญ่โปรดให้กระหม่อมได้ยื้อชีวิตอยู่ต่อไปด้วยเถิด”
บางทีอาจเป็นเพราะคำว่ายื้อชีวิตอยู่ต่อไปทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าพอใจ
ความเย็นชาในแววตาขององค์หญิงใหญ่จางหายไปบ้าง
นางก้าวเข้าไป ใช้ปลายนิ้วเรียวเชยคางของซวีเหย่ขึ้น จ้องมองใบหน้าที่แม้แต่สตรียังต้องอิจฉา นึกถึงภาพตอนที่เก็บเขาได้คราแรก แววตาก็หม่นหมองลงเล็กน้อย
“มองหน้านี้นาน ๆ เข้าก็รู้สึกว่าไม่เท่าใด เมื่อก่อนเหตุใดข้าถึงได้ดึงดันจะแต่งตั้งเจ้าเป็นราชบุตรเขยให้ได้?”
คำพูดนี้คล้ายกับถามซวีเหย่ แต่ก็คล้ายกับถามตัวนางเองมากกว่า
ซวีเหย่ยังคงก้มหน้าไม่สบตา เม้มปากนิ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “กระหม่อมไร้บิดามารดา ย่อมแล้วแต่ฝ่าบาทจะบงการ”
ซวีเหย่เพียงยิ้มอย่างเฉยเมย “ไม่เป็นไร ข้าชินแล้ว”
อวิ๋นเยี่ยนเม้มริมฝีปาก แม้เด็กน้อยจะมีความคิดลึกซึ้งเพียงใด แต่ผู้ใหญ่ก็ยังมองทะลุได้ในแวบเดียว
เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยรู้สึกผิดและสับสน ซวีเหย่ก็ยิ้มแล้วดึงเขาเข้ามา “ไม่เป็นไร วันเวลาแบบนี้จะจบลงในไม่ช้า”
“จริงหรือ?”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของอวิ๋นเยี่ยนเต็มไปด้วยความคาดหวัง เมื่อเห็นเขาพยักหน้า รอยยิ้มอันบริสุทธิ์ตามประสาเด็กก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที
“ท่านราชบุตรเขย วันนี้ข้าออกไปข้างนอกยังได้ยินมาเรื่องหนึ่ง ดูเหมือนว่าแคว้นอันที่อยู่ข้าง ๆ จะส่งองค์หญิงมาแต่งงานเชื่อมไมตรีด้วยล่ะ!”
สิ้นเสียงลง เสียงตะเกียบที่ร่วงลงพื้นก็ดังก้องระหว่างคนทั้งสอง
แววตาของซวีเหย่ปรากฏความตื่นตระหนกที่หาได้ยาก เขากำลังจะอ้าปากพูดตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นคนเฝ้าอยู่ด้านนอก จึงแสร้งทำท่าทีเฉยเมยดังเดิม
“อาจเป็นข่าวลือก็ได้ ตอนนี้แคว้นอันมิได้มีฐานะทัดเทียมกับแคว้นอวิ๋นของเราหรอกหรือ”
อวิ๋นเยี่ยนไม่ทันสังเกตเห็นแววตาหยั่งเชิงในคำพูดของซวีเหย่ เด็กน้อยก้มหน้าก้มตากินข้าวไปพลางส่ายหน้า “องค์หญิงซูหรงผู้นั้นก็พูดเช่นนี้เหมือนกัน ข้าแอบได้ยินมา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือที่กำตะเกียบของซวีเหย่ก็ยิ่งกำแน่นขึ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...