เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 357

“เรื่องราวเหล่านี้มิได้เกี่ยวข้องกับพวกเรา ตั้งใจกินข้าวเถิด”

ซวีเหย่เก็บงำความคิดไว้ในใจ พลางคีบหมูสามชั้นตุ๋ชิ้นหนึ่งให้อวิ๋นเยี่ยน

มามาที่เฝ้ารออยู่ด้านนอก รอจนกระทั่งทั้งสองกินอาหารเสร็จแล้วจึงเข้ามาเก็บกล่องข้าวและจากไป

นางไปเพื่อรายงานบทสนทนาบนโต๊ะอาหารของคนทั้งสองให้องค์หญิงใหญ่ทราบ

ขณะนั้นองค์หญิงใหญ่กำลังเอนกายอยู่บนตั่งกุ้ยเฟย รอบกายมีสาวใช้สี่ห้าคนคอยนวดไหล่บ่าให้อยู่

“อ้อ? พอได้ยินชื่อแคว้นอันเขาก็มีปฏิกิริยาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”

องค์หญิงใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างเกียจคร้าน ดวงตาไม่ได้เปิดขึ้นด้วยซ้ำ “ก็แค่มดปลวกไร้พ่อไร้แม่ที่มีดีเพียงรูปโฉม จะมีความคิดอ่านอะไรได้อีก ช่างเถิด เขาต้องการอะไรก็ให้ไป หากใครยังกล้าละเลยไม่ใส่ใจอีก ก็ส่งไปขายให้หมด”

“เพคะ”

มามาหันหลังจากไป

องค์หญิงใหญ่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นึกถึงสถานที่ที่นางเก็บซวีเหย่ได้ในตอนนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นบริเวณใกล้เคียงกับแคว้นอันเช่นกัน

หรือว่า เขาจะเป็นคนของแคว้นอัน?

ไม่สิ หากเป็นคนของแคว้นอันจริง เขาคงส่งข่าวกลับไปให้บิดามารดานานแล้ว

ตลอดห้าหกปีมานี้ ซวีเหย่ไม่เคยย่างเท้าออกจากจวน และไม่เคยมีผู้ใดมาตามหาเขาเลย

เห็นทีคงเป็นเพียงบุคคลไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่คู่ควรให้นางต้องสิ้นเปลืองความคิดอีกต่อไป!

“เหตุใดองค์หญิงใหญ่ยังเก็บราชบุตรเขยไว้เพคะ?”

เป็นฝางมามาที่ไม่เข้าใจและก้าวเข้าถาม ในมุมมองของนาง ราชบุตรเขยที่ป่วยกระเสาะกระแสะเช่นนั้น ตายไปเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

จะได้ไม่ต้องมาเป็นตัวถ่วงขององค์หญิงของนาง

“เจ้าจะเข้าใจอะไร การมีราชบุตรเขยอยู่เช่นนี้ ผู้อื่นจึงไม่กล้าส่งคนเข้ามาในจวนของข้า อีกทั้งตอนนี้โลกภายนอกต่างเล่าลือกันว่าข้าปฏิบัติต่อราชบุตรเขยเป็นอย่างดี เรื่องนี้มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษแม้แต่น้อย”

แผนการใหญ่ของนาง ยังต้องการการสนับสนุนจากเหล่าบุรุษ และต้องการการสนับสนุนจากราษฎรเช่นกัน

ชื่อเสียงที่ดีงาม ย่อมเป็นประโยชน์ต่อแผนการใหญ่ของนางอย่างมหาศาล!

“เป็นเช่นนี้นี่เอง เป็นบ่าวที่โง่เขลาไปเองเพคะ”

“ไม่เป็นไร” องค์หญิงใหญ่จู่โบกมือ นึกถึงการพบปะกับจิ้นอ๋องในวันนี้ จึงเอ่ยเสริมขึ้น “เตรียมสุราดอกท้อไว้ด้วย คืนนี้ข้ากับจิ้นอ๋องไม่เมาไม่เลิกรา”

ฝางมามาหันหลังจากไป

ส่วนองค์หญิงใหญ่ก็หลับตาพักผ่อนต่อไป

ณ เรือนอันเซียง ในลานทิศตะวันตกของจวนองค์หญิงใหญ่

ในขณะเดียวกัน ณ หอจุ้ยเซียง

องค์หญิงใหญ่สวมหมวกคลุมศีรษะเดินเข้ามาในห้อง และถอดหมวกออกเมื่อเห็นลู่เหวินเจิ้ง

ครู่ต่อมา จิ้นอ๋องก็เดินเข้ามาในห้องส่วนตัวเช่นกัน

ทั้งสามคนสบตากันแล้วแย้มยิ้มออกมา

ภายในห้องส่วนตัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง แต่กลับไม่ได้ยินว่าพวกเขากำลังสนทนาเรื่องใดกัน

อาจเป็นเพราะบรรลุข้อตกลงบางอย่างได้ในภายหลัง เสียงหัวเราะของคนทั้งสามจึงดังขึ้นกว่าเดิม

แม่นมฟังได้ยินความเคลื่อนไหวภายในห้อง แววตาฉายแววอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง นางเรียกเด็กรับใช้ที่คอยส่งสุรามาผู้หนึ่ง “แอบดูว่าข้างในมีใครบ้าง”

ลู่เหวินเจิ้งนางรู้จักดี แต่คนอีกสองคน... นางกลับไม่แน่ใจ

“ขอรับ”

เด็กรับใช้ยกถาดสุราเดินเข้าไปในห้อง ไม่นานก็เดินกลับออกมา

เมื่อถึงมุมอับ เขาจึงกระซิบกับแม่นมฟังว่า “นอกจากจิ้นอ๋องแล้ว ก็ยังมีสตรีอีกผู้หนึ่ง สตรีนางนั้นจ้องข้าน้อยตาไม่กะพริบ ข้าน้อยจึงไม่กล้ามองมากนัก แต่ตอนที่ปิดประตู ข้าน้อยเหลือบไปเห็นเนื้อผ้าบนกายนาง ดูเหมือนจะเป็นผ้าที่พระนางจากในวังเท่านั้นจึงจะมีปัญญาใช้ได้”

พระนางจากวังหลวงย่อมไม่อาจออกมาข้างนอกได้โดยง่าย แม่นมฟังนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา “สตรีนางนั้นยังเยาว์วัยอยู่หรือไม่?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง