เมื่อเห็นเด็กรับใช้ส่ายหน้า ในใจของนางก็กระจ่างแจ้ง
“ไปเถิด”
แม่นมฟังโบกมือ รอจนกระทั่งเด็กรับใช้เดินลับไปแล้ว จึงกลับเข้าห้องของตน
แต่นางก็มิได้ส่งข่าวออกไปในทันที อย่างไรเสีย การที่คนใหญ่คนโตทั้งสามมารวมตัวกันเช่นนี้ ย่อมมีสายตาแปลกหน้ามากมายจับจ้องอยู่รอบกายนาง
หลังจากรื้อค้นข้าวของในห้องอยู่พักใหญ่ นางก็หยิบกุญแจออกมาดอกหนึ่ง
นางเปิดหีบใบใหญ่และหยิบกล่องไม้ใบเล็กออกมา จากนั้นจึงเดินออกจากห้องไปภายใต้สายตาคู่นั้น
องครักษ์เงาหายวับไปในพริบตา และกลับเข้าไปในห้องส่วนตัวอย่างรวดเร็ว
จิ้นอ๋องเลิกคิ้วขึ้น เหลือบมององค์หญิงใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างขบขัน “คนเบื้องหลังของแม่นมฟังผู้นี้จะเป็นใครสุดจะรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ คือที่ของนางปลอดภัยกว่าที่อื่นมากนัก”
หลังจากร่ำสุราไปได้หลายจอก ใบหน้าขององค์หญิงใหญ่ก็เริ่มแดงระเรื่อ
นางเอนกายพิงไปด้านหลัง “หากเป็นคนที่ควรค่าแก่การชักจูง ก็ดึงมาเป็นคนของเราเสีย”
จิ้นอ๋องพยักหน้ารับ กำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“ท่านผู้สูงศักดิ์ทุกท่าน”
จิ้นอ๋องเหลือบตามององครักษ์ องครักษ์จึงมองผ่านประตูแล้วเอ่ยว่า “เป็นแม่นมฟังขอรับ”
ทั้งสามคนในห้องสบตากัน ก่อนจะอนุญาตให้คนข้างนอกเข้ามา
“ท่านผู้สูงศักดิ์ทั้งสาม นี่คือของขึ้นชื่อของหอจุ้ยเซียงเราเจ้าค่ะ มอบให้โดยไม่คิดมูลค่า ขอทุกท่านโปรดรับไว้ด้วย”
แม่นมฟังบิดเอวเยื้องย่าง พร้อมแย้มยิ้มอย่างประจบประแจง
จากนั้นนางก็กลอกตา หันไปจับจ้องที่องค์หญิงใหญ่ ก่อนจะหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “ท่านผู้สูงศักดิ์ นี่เป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้าน้อย ขอท่านโปรดรับไว้ด้วย”
กล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามือ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมาเป็นระลอก
องค์หญิงใหญ่ปรายตามองแม่นมฟัง แววตาประจบเอาใจนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน
นางรับกล่องมาพิจารณาอย่างละเอียด เมื่อเห็นชัดแล้วว่าสิ่งของที่อยู่ภายในคืออะไร มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าพึงพอใจกับของในกล่องไม้อย่างยิ่ง
“แม่นมมีน้ำใจยิ่งนัก ข้าชอบหอจุ้ยเซียงมาก หากแม่นมเต็มใจจะผูกมิตรกับข้า วันนี้ข้าคงจะมีความสุขยิ่งขึ้นไปอีก”
ความหมายในวาจาขององค์หญิงใหญ่นั้น แม้แต่คนโง่ก็ยังฟังออก
สีหน้าของแม่นมฟังเปล่งประกายด้วยความยินดี “หากหอจุ้ยเซียงของข้าน้อยได้รับการคุ้มครองจากท่านผู้สูงศักดิ์ ก็นับเป็นวาสนาของข้าน้อยถึงสามชาติภพเพคะ!”
องค์หญิงใหญ่แย้มยิ้ม ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
ได้แต่หวังว่าเสียงนั้นจะออกไปจากหัวเร็ว ๆ มันช่าง...อุกอาจสิ้นดี!
ราวครึ่งชั่วยามต่อมา ลู่เหวินเจิ้งก็เดินจากไปก่อนด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข ไม่นานองค์หญิงใหญ่ก็ตามออกไปทางประตูหลังพลางนวดคลึงเอวไปด้วย
กระทั่งสายสืบทั้งหมดในหอจุ้ยเซียงหายไปหมดแล้ว แม่นมฟังจึงได้ส่งข่าวออกไป
เมื่อข่าวสารมาถึงจวนฉู่อ๋อง มู่เหยากำลังนำเหล่าสาวใช้ในเรือนทำโคมดอกไม้ เพื่อเตรียมนำไปชมเล่นในเทศกาลวันที่สิบห้าเดือนหนึ่ง
“อาหน่วน อยากฟังเรื่องซุบซิบหรือไม่?”
เยี่ยนสวินเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า เขาส่งเสื้อคลุมตัวนอกให้ฉางชิง ก่อนจะโบกกระดาษแผ่นเล็กในมือไปทางมู่เหยา
เมื่อเห็นเขามีความสุขเช่นนี้ มู่เหยาก็วางโคมดอกไม้ในมือลงแล้วขยับเข้าไปดูอย่างใคร่รู้ นางรับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่านจนจบ บนใบหน้าปรากฏเพียงความตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“นี่ เรื่องจริงหรือเรื่องโกหกกัน?”
“มิใช่บันทึกเรื่องเล่าที่ไหนมาหรอกหรือ?”
ท่าทางตะลึงงันของมู่เหยา ทำให้เยี่ยนสวินอดที่จะหัวเราะออกมามิได้
เขายื่นมือไปหยิกแก้มของนาง แล้วก้มลงจุมพิตไปหนึ่งที “อาหน่วนของข้าไยจึงน่ารักเช่นนี้ องค์หญิงใหญ่กับลู่เหวินเจิ้งก็ยังมิได้สิ้นชีพไปเสียหน่อย จะมีบันทึกเรื่องเล่าได้อย่างไร”
โดยหลักแล้ว ก็เพราะข่าวสารนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่มู่เหยามากเกินไปจริง ๆ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...