นางปัดมือของชายหนุ่มที่บีบแก้มของนางออก พลางโบกกระดาษแผ่นเล็กในมือไปมาด้วยสีหน้าจริงจัง “นี่มันของจริงหรือของปลอมกันแน่?”
เยี่ยนสวินยิ้มพลางรวบร่างนางเข้าสู่อ้อมแขน ก่อนจะหยิบกระดาษในมือนางมาดู “จริงแท้แน่นอนอยู่แล้ว เป็นแม่นมฟังส่งมาให้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของมู่เหยาก็ยิ่งแสดงความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมา
“องค์หญิงใหญ่ผู้นี้ ก็ช่างกินทุกอย่างได้ลงคอจริง ๆ ส่วนลู่เหวินเจิ้งที่เป็นถึงขุนนางฝ่ายบุ๋น ก็ยังกล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้ลงคอ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป มิใช่ว่าเป็นโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตหรอกหรือ?”
“องค์หญิงใหญ่จึงทำเช่นนี้ เพราะแบบนี้ลู่เหวินเจิ้งถึงจะยอมทำงานให้นาง”
เยี่ยนสวินเอื้อมมือไปจัดเส้นผมที่ปรกลงมาด้านหลังของนางให้เข้าที่ ในใจเขาก็รู้สึกยากจะอธิบายกับการกระทำขององค์หญิงใหญ่เช่นกัน
“ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนมีข่าวลือหนาหู ว่าบุตรขององค์หญิงใหญ่กับราชบุตรเขยต้องสิ้นไป ก็เพราะอนุที่ราชบุตรเขยเลี้ยงไว้นอกจวน เรื่องนี้จริงเท็จเช่นไร?”
มู่เหยานึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้กะทันหัน จึงถือโอกาสเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนองค์หญิงใหญ่เมื่อตอนกลางวันให้เขาฟัง
โดยเน้นย้ำเรื่องของอวิ๋นเยี่ยนเป็นพิเศษ
“นั่นเป็นเพียงข่าวลือที่ปล่อยออกไปภายนอก เท่าที่ข้ารู้ ราชบุตรเขยป่วยมาหลายปี ไม่เคยย่างเท้าออกจากจวนเลย อีกทั้งเรื่องที่ทั้งสองไม่มีทายาท ก็เป็นความตั้งใจขององค์หญิงใหญ่เอง”
“องค์หญิงใหญ่ไม่ต้องการมีบุตรกับราชบุตรเขยหรือ?” มู่เหยารู้สึกประหลาดใจ
เพราะข่าวลือภายนอกส่วนใหญ่ล้วนบอกว่าทั้งสองรักใคร่ปรองดองกันยิ่งนัก
“อืม องค์หญิงใหญ่เห็นว่าราชบุตรเขยมีชาติกำเนิดต่ำต้อย จึงไม่ต้องการมีบุตรกับเขา แต่ก็เพราะราชบุตรเขยมาจากตระกูลที่ตกต่ำ องค์หญิงใหญ่จึงไม่ถูกฝ่าบาทจับตามอง”
คำพูดของเยี่ยนสวินทำให้มู่เหยาเม้มปาก “เช่นนั้นที่ผ่านมาท่านทำทีสนิทสนมกับองค์หญิงใหญ่ ก็เป็นการเสแสร้งด้วยหรือ?”
คำถามที่แทงใจดำนี้ ทำให้เยี่ยนสวินถึงกับกะพริบตาปริบ ๆ
“แน่นอนอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นเป็นองค์หญิงใหญ่ที่อยากจะชักจูงข้าไปเป็นพวก ข้าก็บ่ายเบี่ยงเลี่ยงตอบอย่างคลุมเครือมาตลอด นางจึงหมดความอดทนไปเอง”
มู่เหยาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
มิน่าเล่า หลังจากองค์หญิงใหญ่กลับมาครั้งนี้จึงเป็นเหมือนคนละคน ไม่มีสีหน้าดี ๆ ให้พวกเขาสามีภรรยาเลย
“ชักจูงท่านหรือ?” มู่เหยาได้สติและตระหนักถึงเรื่องที่สำคัญกว่า “นางคิดจะชักจูงท่านไปทำไม? หรือว่านางหมายจะชิงบัลลังก์?”
แม้จะเป็นเพียงคำพูดที่หลุดปากออกมา
แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ยิ้มแต่ไม่ตอบของเยี่ยนสวิน ทำให้มู่เหยาที่ตอนแรกไม่ได้ใส่ใจ ตกใจขึ้นมาทันที
เยี่ยนสวินพยักหน้า “ตอนที่เสด็จปู่ไต่สวนคนผู้นั้น เซียวฮองเฮาร้องไห้จนหมดสติไป เมื่อเสด็จปู่ทราบเรื่องจึงมีรับสั่งห้ามมิให้ผู้ใดแพร่งพรายเรื่องนี้ให้นางรู้ ดังนั้น...”
“แต่ข้าคิดว่า บัดนี้ฮองเฮาคงจะตระหนักในตัวตนที่แท้จริงของฝ่าบาทแล้ว ไม่ช้าก็เร็วจะต้องตื่นจากภวังค์เป็นแน่”
มู่เหยานึกถึงคำพูดที่ฮองเฮาเคยพูดกับนางในวันนั้น แล้วมองเยี่ยนสวินอย่างจริงจัง “แต่เรื่องนี้ ข้าก็จะไม่บอกฮองเฮาเช่นกัน”
“ก็ได้แต่หวัง หากเซียวฮองเฮาสามารถมีโอรสได้สักองค์หนึ่ง แล้วให้เสด็จปู่กลับมาอบรมสั่งสอน บางทีอาจจะทำให้แคว้นอวิ๋นเข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง”
ทั้งสองสบตากัน ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังต่ออนาคต
……
เช้าวันรุ่งขึ้น มู่เหยาตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมายังท่าเรือริมแม่น้ำ
หลันชิวเหิงสะพายห่อผ้า เมื่อเห็นร่างที่ยืนอยู่บนท่าเรือ ก็ชะงักไปด้วยความประหลาดใจทันที
เขาเรียกชื่อนางอย่างไม่แน่ใจนัก “อาหน่วน?”
มู่เหยาหันกลับมา เพียงไม่กี่วันที่ไม่ได้พบกัน ท่านลุงรองของนางดูซูบเซียวอิดโรยกว่าเดิมมากนัก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...