“แต่ว่า ตอนนี้มีอยู่ตระกูลหนึ่งที่ยังมิอาจแตะต้องได้ นั่นคือสวี่เหนียน ขุนนางเก่าแก่ในราชวงศ์ก่อน”
“ข้าได้ส่งเทียบเชิญไปให้ฉีซื่อฮูหยินภรรยาของเขาแล้ว หากนางมา ก็จะถือโอกาสในงานเลี้ยงนี้เกลี้ยกล่อมดู หากพวกเขายินยอมมอบทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตระกูลและกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่สวีโจว ก็มิจำเป็นต้องทำให้เรื่องนี้อื้อฉาวจนใครต่อใครรับรู้”
เมื่อได้ฟังเขาพูดเช่นนี้ มู่เหยาก็เข้าใจในทันที
คนผู้นี้ต้องเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและบารมีอย่างสูงในราชวงศ์ก่อนเป็นแน่
มิฉะนั้นแล้ว เยี่ยนสวินคงไม่ไว้หน้าถึงเพียงนี้!
“ข้าจะลองดูแล้วกัน ว่าแต่การล่าสัตว์วสันตฤดูจะจัดขึ้นเมื่อใดหรือ? จะตรงกับช่วงสอบฤดูใบไม้ผลิหรือไม่?”
“การสอบฤดูใบไม้ผลิอยู่ในเดือนสี่ ส่วนการล่าสัตว์วสันตฤดูอยู่ช่วงต้นเดือนสาม อาหน่วน ในการล่าสัตว์ครานี้อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ ช่วงหนึ่งเดือนนี้ข้าจำต้องสอนวิชาป้องกันตัวให้เจ้าบ้าง”
มู่เหยาชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นเขาพูดจาจริงจังถึงเพียงนั้น แววตาของนางก็ฉายความกังวลขึ้นมาทันที
“เจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นนางรับปาก เยี่ยนสวินก็จูงมือนางไปยังสวนหลังบ้านทันที
ในสวนหลังบ้านมีลานว่างอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งจัดไว้สำหรับฝึกยุทธ์โดยเฉพาะ
ขณะนั้น ฉางชิงกำลังจัดวางอาวุธต่าง ๆ ลงบนโต๊ะยาว เมื่อเห็นคนทั้งสองมาถึงจึงประสานมือคารวะ
“ดูเถิด ลองเลือกชิ้นที่เจ้าถนัดมือ”
มู่เหยาเดินเข้าไปเลือกสรรอย่างพินิจพิเคราะห์ อาวุธเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของผู้หญิง มีน้ำหนักเบาและเหมาะมือ
นางเดินดูจนทั่ว ก่อนจะเลือกมาสองชิ้น
ชิ้นหนึ่งคือกระบี่อ่อน และอีกชิ้นคือคันธนู
เยี่ยนสวินประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ว่ากระไร “ในเมื่ออาหน่วนเลือกสองสิ่งนี้แล้ว เกรงว่าคงต้องลำบากเสียหน่อย”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ความลำบากในวัยเยาว์ไม่เคยได้ลิ้มลอง เมื่อเติบใหญ่ย่อมต้องเผชิญ”
นางเองก็ชื่นชมสตรีที่ร่ำเรียนวิทยายุทธ์ พวกนางดูองอาจกล้าหาญ ราวกับมีโลกเป็นของตนเอง
ในไม่ช้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของมู่เหยาก็ดังขึ้นในสวนหลังบ้าน ทว่านางไม่เคยยอมแพ้แม้แต่ครั้งเดียว ยังคงฝึกฝนต่อไป
โชคดีที่เมื่อครั้งยังเยาว์วัยเคยฝึกรำ ทำให้ร่างกายอ่อนช้อย กระบวนท่าของกระบี่อ่อนจึงพอจะเลียนแบบได้หลายส่วน ขอเพียงฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันตัวย่อมไม่เป็นปัญหา
ที่ยากลำบากอย่างแท้จริงคือการยิงธนู
เพราะเคยฝึกรำมาก่อน พละกำลังของนางจึงสู้คนอื่นไม่ได้ แต่ความอ่อนช้อยนั้นมีมากกว่า
ดังนั้น การยิงธนูจึงทำได้เพียงแค่เหนี่ยวสายให้ลูกศรพุ่งออกไปเท่านั้น แต่ก็ไปไม่ถึงเป้าหมาย
แต่ยามนี้คนที่อยู่ตรงหน้าคือยอดดวงใจ จะหยาบกระด้างเช่นนั้นได้อย่างไร
เพียงแต่แม้เขาจะเบามือเพียงใด มู่เหยาก็ยังร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เหงื่อแตกพลั่กทั่วทั้งร่าง
โชคดีที่เยี่ยนสวินทำแผลได้รวดเร็ว มู่เหยาจึงไม่ต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดนานนัก
“เฮ้อ คราวหน้าข้าจะระวังให้มากขึ้นเจ้าค่ะ จะไม่ทำให้ตนเองบาดเจ็บอีกแล้ว” นางมักจะรีบร้อนอยากทำทุกสิ่งให้สำเร็จโดยเร็ว เพราะรู้สึกอยู่เสมอว่าเวลาไม่เคยรอใคร
กลับลืมไปว่า ความใจร้อนมีแต่จะทำร้ายตนเอง
“ดี การล่าสัตว์วสันตฤดูใกล้เข้ามาแล้ว หลังงานเลี้ยงข้าเกรงว่าจะต้องออกแต่เช้ากลับค่ำ หากที่บ้านมีเรื่องอันใด เจ้าไปหาท่านแม่ก่อน หากยังแก้ไขไม่ได้ก็ไปที่ศาลต้าหลี่เพื่อพบเซี่ยหนี้”
มู่เหยาพยักหน้า “คงไม่มีเรื่องใหญ่อันใดหรอกเจ้าค่ะ แต่ในวันงานเลี้ยง อาจจะมีคนจงใจหาเรื่อง”
ในเมืองหลวงมีคนมากมายที่ไม่ชอบหน้านาง ยิ่งไปกว่านั้น ในวันงานยังไม่อาจไม่เชิญองค์หญิงใหญ่และซูหรงได้
ขอเพียงสองคนนี้อยู่ด้วย งานเลี้ยงย่อมไม่อาจสงบสุข
“ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเผชิญหน้าไปพร้อมกัน”
ในอีกด้านหนึ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...