“ผู้ใดกัน! ไม่เห็นข้าหรืออย่างไร!” องค์หญิงซูหรงเจ็บจนต้องตวาดออกมา พอหันไปก็สบเข้ากับสายตาประหลาดใจของฮูหยินใหญ่เจียง ความโกรธก็มอดลงในทันที
ฮูหยินใหญ่เจียงตกใจจนต้องยกมือขึ้นปิดปาก แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาช่วยพยุงแม้แต่น้อย “โอ๊ย นี่ เหตุใดคนที่ขวางประตูอยู่ถึงเป็นองค์หญิงใหญ่กับองค์หญิงซูหรงเล่า ข้านึกว่าเป็นบ่าวไพร่ไร้ตาจากจวนไหนเสียอีก บาปกรรมเสียจริง”
วาจาที่ด่าทอองค์หญิงใหญ่และองค์หญิงซูหรงซึ่งหน้าเช่นนี้ ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึง
แต่จะทำกระไรได้ ในเมื่อคนตรงหน้าคือฮูหยินใหญ่เจียง!
“ดูท่าฮูหยินใหญ่เจียงคงไม่ได้ออกจากจวนเสียนาน สายตาถึงได้ฝ้าฟางไปบ้าง วันหน้าเห็นทีคงต้องออกมาเดินเล่นบ่อย ๆ แล้ว”
องค์หญิงใหญ่กัดฟันกรอดมองไปยังฮูหยินใหญ่เจียง แล้วสะบัดมือสาวใช้ที่คอยประคองออกอย่างแรง
แววตาฉายชัดถึงความขุ่นเคืองและอาฆาตแค้นอย่างปิดไม่มิด
ทำให้เหล่าฮูหยินที่คิดจะเข้าไปช่วยประจบเอาหน้าต้องล้มเลิกความคิดไปในทันใด
“องค์หญิงใหญ่พูดถูกแล้วเพคะ ดูสิ วันนี้ข้าถึงได้มองพลาดไป แต่ว่า องค์หญิงใหญ่ให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียมที่สุดมิใช่หรือ เหตุใดจึงมายืนขวางทางเข้าอยู่เล่า หรือว่ากำลังรอผู้ใดอยู่หรือเพคะ?”
ฮูหยินใหญ่เจียงเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากใจจริง
สีหน้าขององค์หญิงใหญ่ดำคล้ำ ทำได้เพียงหาข้ออ้างส่งเดชไปว่า “ข้าเห็นว่าทิวทัศน์ตรงประตูงดงามดี เลยเผลอชมเพลินไปหน่อยเท่านั้น”
ฮูหยินใหญ่เจียงขานรับอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
องค์หญิงใหญ่ขมวดคิ้วคิดจะเอ่ยปากต่อ
แต่ฮูหยินใหญ่เจียงกลับไม่คิดจะสนใจนาง หันไปกวักมือเรียกหลันอิ๋ง “สะใภ้รีบเข้ามาเถิด จะไปยืนตากลมหนาวอยู่หน้าประตูทำไมกัน?”
หลันอิ๋งกลั้นยิ้มสุดกำลัง ก่อนจะรีบเดินไปหาท่านแม่สามีอย่างรวดเร็ว และคำนับให้แก่องค์หญิงใหญ่และองค์หญิงซูหรง
นางก้มหน้าลงเพื่อไม่ให้เห็นสีหน้าดำคล้ำของคนทั้งสอง
ในใจยิ่งนับถือแม่สามีของตนเองมากขึ้นทุกที!
ด้วยบารมีของฮูหยินใหญ่เจียง เหล่าฮูหยินที่ยืนตากลมอยู่ด้านนอกก่อนหน้านี้ก็ได้ทยอยกันเข้าเรือน แต่ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเฉยเมยต่อองค์หญิงใหญ่และองค์หญิงซูหรง
น่าขันสิ้นดี
คนทั้งสองจะหาเรื่องมู่อย่างไรก็ช่างเถิด แต่นี่ยังลากพวกนางเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ใครจะไปยินดีกันเล่า?
แขกบุรุษที่เรือนหน้าเองก็ย่อมได้ยินข่าวนี้เช่นกัน
ขุนนางจำนวนไม่น้อยที่สนิทสนมกับองค์หญิงใหญ่ ต่างก็มีสีหน้าย่ำแย่ยิ่งนัก
เจียงมั่วเหยียนเลิกคิ้วขึ้น หันไปมองลู่เหวินเจิ้งอย่างจงใจ “ข่าวลือในเมืองหลวงช่วงนี้ ใต้เท้าลู่เคยได้ยินบ้างหรือไม่?”
ดูท่าเรื่องนี้คงต้องรีบหาโอกาสจัดการเสียแล้ว!
เจียงมั่วเหยียนเหลือบมองลู่เหวินเจิ้งที่เดินจากไป ก่อนจะหันไปหาเยี่ยนสวินในห้องโถงด้านใน
“เจ้าหนุ่มสกุลเจียง ไม่ได้เจอกันนาน ดูท่าจะคล้ำขึ้นไม่น้อยเลยนะ”
ผู้ที่เอ่ยคือหนึ่งในขุนนางเฒ่าที่กำลังสนทนากับเยี่ยนสวินอยู่
เจียงมั่วเหยียนปล่อยให้คนผู้นั้นตบไหล่ตน “ผู้เฒ่าซุนร่างกายยังคงแข็งแรงเช่นเคยนะขอรับ”
ซุนหางหัวเราะ แล้วหันไปมองท่านผู้เฒ่าสวี่ “ผู้เฒ่าสวี่ วันนี้เหตุใดเด็ก ๆ ที่บ้านท่านถึงไม่ตามมาด้วยเล่า มัวยุ่งอันใดอยู่รึ?”
สวี่เหนียนขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการจะสนใจซุนหาง
แต่เพราะเห็นว่าอย่างไรเสียซุนหางก็นับเป็นแม่ทัพเก่า แม้จะเกษียณจากราชสำนักมาใช้ชีวิตบั้นปลายในเมืองหลวงแล้ว แต่บารมีเบื้องหลังก็ยังคงอยู่
“ล้วนแต่มีเรื่องให้ต้องทำ อีกอย่างพวกเขาเองก็ไม่ชอบเข้าร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้ ข้าอยู่ที่บ้านแล้วมันน่าเบื่อ เลยออกมาเดินเล่นเสียหน่อย”
เยี่ยนสวินมองสวี่เหนียนเงียบ ๆ พลางเม้มปากยิ้มบางเบา “หลายปีมานี้ใต้เท้าสวี่ก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจในราชสำนักไม่น้อย ข้าจำได้ว่าใต้เท้าสวี่ดูเหมือนจะอายุมากกว่าใต้เท้าซุนหนึ่งปีใช่หรือไม่?”
ซุนหางลูบเคราพลางพยักหน้า

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...