ฉีซื่อหยั่งความคิดของคนตรงหน้าไม่ออกจริง ๆ นางคิดว่าควรจะหาข้ออ้างปลีกตัวออกไปก่อนดีหรือไม่?
ทว่าขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปาก อีกฝ่ายกลับเป็นผู้ชิงกล่าวขึ้นมาก่อน
“สวี่ฮูหยิน ท่านกับข้าต่างก็เป็นคนเข้าใจเรื่องราวดีอยู่แก่ใจ ข้าก็จะไม่พูดอ้อมค้อมอีกต่อไป”
ฉีซื่อขมวดคิ้ว อย่างไรเสียนางก็มีอาวุโสกว่ามู่เหยา
จะให้นางเรียกขานตนว่าฮูหยินผู้เฒ่าก็ย่อมได้
ทว่ามู่เหยามิได้ใส่ใจในเรื่องนี้ น้ำเสียงของนางเย็นเยียบลงหลายส่วน
“ในรายชื่อตระกูลที่ต้องถูกยึดทรัพย์นั้นยังเหลืออยู่อีกหนึ่งตระกูล สวี่ฮูหยินพอจะทราบหรือไม่ว่าเป็นตระกูลใด?”
คำว่ายึดทรัพย์เพิ่งพูดออกมา
ความไม่พอใจในใจของฉีซื่อก็มลายหายไปในทันที นางพลันเงยหน้าขึ้นมองเด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมตรงหน้า
จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า สายตาที่คมกริบของมู่เหยานั้น ไม่ด้อยไปกว่าสตรีสูงวัยที่ผ่านโลกมาอย่างนางเลย!
ฉีซื่อตื่นตระหนกขึ้นมา “พระชายาฉู่หมายความว่ากระไร? หรือว่าตระกูลสุดท้ายที่ว่าคือตระกูลสวี่ของข้า?”
วาจานี้เป็นเพียงการหยั่งเชิง
ทว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบคำ เพียงแต่เหลือบตามองนางอย่างเงียบงัน
หัวใจที่แขวนอยู่ของฉีซื่อก็สิ้นหวังโดยสิ้นเชิง
หลายวันที่ผ่านมา ตระกูลสวี่ของพวกนางใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดผวามาโดยตลอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รู้ว่าตระกูลที่ถูกยึดทรัพย์ล้วนเป็นขุนนางเก่าแก่แต่ดั้งเดิม ตระกูลสวี่ก็ยิ่งใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความอกสั่นขวัญแขวน
รอแล้วรอเล่าจนข่าวคราวเงียบหายไป
อีกทั้งยังคิดว่าเมื่อจวนฉู่อ๋องส่งเทียบเชิญมาให้ ก็จะไม่มีชื่อตระกูลของตนเองอย่างแน่นอน
แต่ยามนี้…
“พระชายาฉู่อย่าได้ล้อเล่น เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องที่จะนำมาพูดเล่นกันได้”
ฉีซื่อจ้องมู่เหยาเขม็ง พยายามมองหาช่องโหว่หรือพิรุธจากสีหน้าของนาง
ทว่าเด็กสาวตรงหน้าเพียงแค่ยิ้มอย่างจนปัญญา ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ
“สวี่ฮูหยินอยู่เคียงข้างใต้เท้าสวี่มานานหลายปี ในฐานะคู่ทุกข์คู่ยากข้างหมอน ย่อมต้องทราบดีว่าตลอดหลายปีมานี้ใต้เท้าสวี่ได้ทำสิ่งใดลงไปบ้าง”
“วาจาที่ข้ากล่าวไปเมื่อครู่เป็นจริงหรือเท็จ สวี่ฮูหยินมิใช่รู้ดีที่สุดหรือ?”
ร่างของฉีซื่อสั่นสะท้าน จอกชาในมือก็ร่วงหล่นลงสู่พื้น
แต่นางก็ยังไม่เข้าใจความหมายของสองสามีภรรยาคู่นี้อยู่ดี
หรือว่า…
ฉีซื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางมองไปนอกห้องอย่างไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสังเกต จึงได้กดเสียงให้ต่ำลง
“หรือว่าพระชายาและท่านอ๋องต้องการสิ่งใด? หากท่านต้องการสิ่งใด ขอเพียงตระกูลสวี่ของข้ามีอยู่ ย่อมยินดีมอบให้ท่านร้อยเท่า”
“เรื่องการยึดทรัพย์ จะพอให้ยุติลงเพียงเท่านี้ได้หรือไม่?”
มู่เหยาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าคนตรงหน้าจะอาจหาญถึงเพียงนี้ คิดจะติดสินบนพวกนางอย่างโจ่งแจ้งเชียวหรือ?
แววตาเวทนาของนางเลือนหายไปกว่าครึ่ง น้ำเสียงเข้มงวดขึ้น “สวี่ฮูหยิน รายชื่อตระกูลที่จะถูกยึดทรัพย์นั้นได้ผ่านสายตาของฝ่าบาทแล้ว”
“ท่านอ๋องไม่มีความสามารถนี้ ที่จะละเว้นตระกูลสวี่ของท่านไว้เพียงตระกูลเดียวได้”
“ดังนั้น ขอสวี่ฮูหยินโปรดระวังด้วย”
ฉีซื่อเองก็ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นี้นางคงจะเลอะเลือนไปจริง ๆ จึงได้หัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน และไม่เอ่ยถึงเรื่องที่พูดไปเมื่อครู่นี้อีก
แต่กลับมองไปยังมู่เหยาอย่างร้อนรน “พระชายาฉู่พูดกับข้ามาเสียยืดยาวเช่นนี้ คงเป็นเพราะฝ่าบาทมีพระประสงค์อื่นใช่หรือไม่?”
มู่เหยายิ้มบาง ๆ และพยักหน้า

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...