“หากฮูหยินสามารถเกลี้ยกล่อมใต้เท้าสวี่ให้เข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลลาออกจากราชการด้วยตนเองได้ เกียรติยศของตระกูลสวี่ก็ยังจะดำรงอยู่ต่อไป”
“มิเช่นนั้นแล้ว เกรงว่าบุตรธิดาของท่านก็อาจถูกไต่สวนไปด้วย อีกทั้งใต้เท้าสวี่ก็รับราชการมานานนัก หากการสืบสวนครั้งนี้พบเจอสิ่งที่ไม่สมควรเข้า”
“เกรงว่าจะสร้างความกริ้วโกรธให้แก่ฝ่าบาท และเมื่อถึงยามนั้น อนาคตของบุตรธิดาทุกคนของท่าน คงต้องจบสิ้นลงเป็นแน่”
ได้ฟังดังนั้น
หัวใจฉีซื่อก็สั่นสะท้าน!
นางย่อมรู้ดีว่าจุดจบของการถูกยึดทรัพย์นั้นเป็นเช่นไร
และบุตรธิดาของนางแต่ละคน บัดนี้ล้วนเติบโตมาอย่างมีความสามารถและอนาคตไกล
หากต้องมาอนาคตดับวูบลงเพราะเรื่องนี้ สวรรค์ของตระกูลสวี่คงได้พังทลายลงอย่างแท้จริง!
ฉีซื่อมองไปยังมู่เหยาด้วยแววตาตื่นตระหนก “พระชายาฉู่ หากว่าสามีของข้าเข้าเฝ้าเพื่อทูลขอเกษียณอายุด้วยตนเอง เช่นนั้นอนาคตของลูก ๆ ข้า...”
มู่เหยาเพียงกะพริบตา เรื่องที่ฝ่าบาทตัดสินใจแล้ว นางย่อมไม่กล้าล่วงเกินลิขิตฟ้า
ทว่า นางก็รู้ว่าควรจะตอบเช่นไร
“ไม่ว่าฝ่าบาทจะทรงจัดการเช่นไร ก็ย่อมดีกว่าผลลัพธ์ที่ท่านอ๋องต้องบุกไปยึดทรัพย์ที่จวน”
“ดังนั้น คงต้องให้สวี่ฮูหยินไปเกลี้ยกล่อมใต้เท้าสวี่ให้มากหน่อยเถิด”
กล่าวจบ มู่เหยาก็ถอนหายใจพลางลุกขึ้นยืน
โดยไม่สนใจสีหน้าของคนที่นั่งอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป
ฉีซื่อนั่งนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งได้ยินเสียงขององค์หญิงใหญ่จึงได้สติกลับคืนมา
“เหตุใดสวี่ฮูหยินจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก หรือว่าพระชายาฉู่ล่วงเกินท่านเข้า? เด็กคนนี้ยังเยาว์วัยนัก หากมีสิ่งใดที่ต้อนรับขับสู้ได้ไม่ทั่วถึง ก็ขอสวี่ฮูหยินโปรดอภัยด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉีซื่อก็มององค์หญิงใหญ่ด้วยแววตาประหลาดใจ
แต่นางย่อมไม่เอ่ยถึงเรื่องที่สนทนากับมู่เหยาเมื่อครู่ให้คนตรงหน้าฟัง
นางทำเพียงยกมือขึ้นทาบที่อกแล้วยิ้ม “คนแก่แล้ว อายุมากแล้ว แค่พูดคุยไม่กี่ประโยคก็รู้สึกเหนื่อย ไม่ได้เกี่ยวกับพระชายาฉู่เลย”
เมื่อเห็นว่านางไม่ยอมพูด
องค์หญิงใหญ่ก็ไม่ได้คาดคั้นต่อ เพียงแต่ทอดสายตามองไปยังทิศทางที่มู่เหยาเพิ่งจากไป ในใจรู้สึกไม่สงบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เหตุใดซูหรงไปนานเพียงนี้แล้วยังไม่กลับมา?
หรือว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น?
ช่างเถิด รออีกสักหน่อยแล้วค่อยว่ากัน
“นำคนไปทิ้งไว้ที่ทางเดินเมื่อครู่นี้ ทำให้ดูเหมือนว่านางเป็นลมไปเอง ส่วนน้ำชาก็ให้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ทำราวกับว่าพวกเราไม่รู้เรื่องนี้”
ทั้งสามคนรับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่
มู่เหยาเดินออกจากเรือนเล็ก สั่งให้ชิงอู้ไปส่งข่าวให้เยี่ยนสวินที่เรือนหน้า จากนั้นจึงกลับมาที่เรือนหลังเพื่อสั่งให้เริ่มงานเลี้ยงได้
ไม่นานนัก ซูหรงก็เดินกลับมาด้วยสีหน้าฉงนและขมวดคิ้วมุ่น
องค์หญิงใหญ่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบคว้าแขนนางเข้ามาใกล้ “ไปที่ใดมา? เรื่องที่ให้ไปทำ จัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
ซูหรงย่อมไม่กล้าบอกว่าตนไม่รู้เรื่อง จึงทำได้เพียงก้มหน้าพยักหน้า
องค์หญิงใหญ่มองนางแวบหนึ่ง แล้วจึงชายตามองไปยังมู่เหยาที่กำลังสนทนากับผู้อื่น ก่อนจะเอ่ยปากในที่สุด
“ไม่ว่าเจ้าจะลงมือไปแล้วหรือไม่ ก็อย่าไปที่นั่นอีก เผื่อว่าจะมีกับดัก”
เมื่อพูดคำนี้ออกมา
ซูหรงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกในทันที
เพียงแต่ในใจยังคงรู้สึกเจ็บใจอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงตอนที่ตนฟื้นขึ้นมาในพงหญ้า ก็ยังคงหวาดหวั่นไม่หาย
มู่เหยาเหลือบมองเห็นว่าซูหรงไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนไหวใด ๆ ในใจก็พอจะคาดเดาได้ จึงลอบส่งสัญญาณทางสายตาให้แก่ชิงอู้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...