“ข้ารู้ดี ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจในตัวท่านอ๋องของเจ้าเหลือเกิน”
แววตาของชิงอิ่งฉายแวสงสัย นางจ้องมองสีหน้าของมู่เหยาอย่างพินิจพิเคราะห์
ในใจเกิดเป็นข้อสันนิษฐานอันอาจหาญ: หรือท่านอ๋องจะยังมิได้บอก ว่าคนที่เขาเฝ้าคิดถึงตลอดหลายปีมานี้คือพระชายา?
ชิงอิ่งทำท่าจะเอ่ยปากพูด ทว่ายังมิทันได้พูดก็ถูกหนิงจู๋ที่ยกโจ๊กเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“คุณหนู ดื่มโจ๊กให้ร่างกายอบอุ่นสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ!”
มู่เหยาพยักหน้า มองโจ๊กขาวที่ไอความร้อนกรุ่นอยู่ตรงหน้าแล้วค่อย ๆ กิน
ทว่าในใจนางกำลังขบคิดเรื่องอื่นอยู่ จึงมิได้มีความอยากอาหารสักเท่าใดนัก
นางดื่มไปเพียงครึ่งถ้วยเล็ก ก็ให้หนิงจู๋นำออกไป
ด้านนอกห้องอุ่นมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
คนในห้องจึงมองออกไป ก็เห็นชิงอู้เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
“คุณหนู เป็นสาส์นจากนกพิราบสื่อสารของท่านอ๋องเจ้าค่ะ”
มู่เหยาชะงักไป รับกระดาษแผ่นนั้นมาโดยสัญชาตญาณ
เมื่อคลี่ออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือลายมืออันทรงพลังและหนักแน่นของบุรุษ ข้อความที่เขียนนั้นทำให้นางอดที่จะยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มมิได้
“รอข้ากลับไป จะระบายความแค้นให้เจ้า”
มู่เหยามอบกระดาษแผ่นนั้นให้หนิงจู๋ แล้วเงยหน้ามองชิงอู้ “เรื่องทางนี้ พวกเจ้าบอกท่านอ๋องของพวกเจ้าหมดแล้วหรือ?”
ชิงอู้ยังมิทันได้เอ่ยคำใด ชิงอิ่งก็คุกเข่าลงกับพื้นเสียก่อน
“ขอคุณหนูโปรดอภัย พวกเราสองพี่น้องมิได้ตั้งใจจะแพร่งพรายข่าว ทว่า…”
มิทันที่พวกนางจะพูดจบ มู่เหยาก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองคนลุกขึ้น
“ข้าเข้าใจดี พวกเจ้าแม้จะติดตามข้า ทว่าอย่างไรเสียเจ้านายที่แท้จริงก็ยังคงเป็นเขา อีกทั้งพวกเจ้าก็เป็นคนที่เขาส่งมาอยู่ข้างกายข้าเพื่อคุ้มครองข้า เกิดเรื่องอันใดขึ้นย่อมต้องรายงานให้เขาทราบเป็นธรรมดา”
มู่เหยาสามารถเข้าใจได้
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังรู้สึกว่าชิงอิ่งและชิงอู้เป็นคนรู้จักที่รู้จักควร
มิใช่นำเรื่องราวทุกอย่างไปเล่าสู่ภายนอก
สองพี่น้องสบตากัน เมื่อมองไปยังมู่เหยาอีกครั้ง แววตาของพวกนางก็เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ
การที่พวกนางกระทำการโดยพลการเช่นนี้ หากเป็นบ้านอื่นแล้วไซร้
เกรงว่า…คงถูกโยนไปทิ้งที่ป่าช้าแล้วกระมัง!
“คุณหนูวางใจเถิดเจ้าค่ะ พวกเราสองพี่น้องรู้ขอบเขต เรื่องราวของจวนสกุลมู่ พวกเรามิได้แจ้งแก่ท่านอ๋อง”
“เพียงแต่แจ้งเรื่องความเป็นอยู่ของคุณหนู และก็…เรื่องที่คุณชายใหญ่ลู่ยังคงพัวพันอยู่กับคุณหนูเจ้าค่ะ”
ไม่รู้เหตุใด พอได้ยินประโยคสุดท้ายที่ชิงอิ่งกล่าว
มู่เหยาก็พลันรู้สึกผิดขึ้นมา
“เรื่องของคุณชายใหญ่ลู่ ต่อไปก็ไม่ต้องแล้ว ยังไงตระกูลลู่ก็คงจะพัวพันได้อีกไม่นาน”
รอเพียงราชโองการมาถึง ความคิดเหล่านั้นของจวนผิงหยางโหว
พลันนึกถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นได้ แววตาก็ฉายประกายอาฆาตแค้น
นางยื่นมือออกไปจับแขนแม่นมฟังไว้อย่างแรง “ตอนนี้นังเด็กเหลือขอนั่นหลอกยากแล้ว เรื่องเมื่อก่อนนั้นพ่อบ้านแซ่หวังต้องยังจำได้แน่”
“เดี๋ยวเจ้าไปจัดการซูชิงเสีย ให้เขาจากไปตลอดกาล แล้วก็…ทำให้มันเด็ดขาดหน่อย!”
แม่นมฟังใจสั่นสะท้าน มองสบตาจางซื่อที่ฉายแววอำมหิตราวกับอสรพิษ เสียงพูดของนางจึงสั่นเครือเล็กน้อย
“แต่ฮูหยิน ซูชิงรับใช้ท่านมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วนะเจ้าคะ…”
จังซื่อหรี่ตาลงเล็กน้อย สะบัดมือที่จับแขนแม่นมฟังออก
“นังเด็กสารเลวนั่นกล้าถึงขนาดไปโวยวายถึงหน้าประตูวังเพื่อขอถอนหมั้น ให้ฮ่องเต้ทรงตัดสิน ถ้ามันสืบสาวเรื่องนี้จนเจออะไรเข้า”
“คนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่แค่ข้า เจ้าอย่าลืมสิว่าลูกชายของเจ้าก็กำลังจะแต่งงาน!”
หัวใจของแม่นมฟังเย็นวาบ
แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงบ่าวไพร่ ชีวิตล้วนอยู่ในกำมือของผู้อื่น
เพื่อเอาชีวิตรอด นางจึงจำต้องละทิ้งความเห็นอกเห็นใจ
“บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
มองตามหลังแม่นมฟังที่เดินจากไป จางซื่อยิบน้ำชาขึ้นจิบเพื่อสงบสติอารมณ์
พลางนึกถึงข่าวคราวที่เพิ่งได้ยินมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดาย
“นึกว่าจะได้แต่งเข้ามาแล้วค่อยตายเสียอีก ถึงตอนนั้นทรัพย์สมบัติของสกุลมู่ก็จะเป็นของจื้อเอ๋อร์ลูกข้าทั้งหมด ไม่นึกเลยว่าจะไม่ได้เรื่องขนาดนี้”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...