เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 52

“ทว่า... ตอนนี้ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทำได้เสียทีเดียว”

อย่างไรเสีย ตอนนี้มู่เหยาก็ยังไม่ตายมิใช่หรือ?

เมื่อคิดได้ดังนั้น จังซื่อก็ลุกขึ้นทันที มุ่งหน้าไปยังห้องตำราของผิงหยางโหว ตั้งใจจะพูดคุยกับท่านโหวถึงเรื่องนี้

ต้องหาทุกวิถีทาง แม้จะต้องทูลขอต่อองค์ฮ่องเต้ ก็ต้องลองดูว่าจะสามารถพานางเข้ามาให้ได้ก่อนที่มู่เหยาจะสิ้นใจ!

ยามวิกาล

เงาร่างหนึ่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ ออกมาจากประตูหลังจวนผิงหยางโหว ส่วนแม่นมฟังยืนอยู่ด้านในประตู บดบังร่างจนคนมองไม่เห็น

“เงินพวกนี้เจ้ารับไป รีบออกจากเมืองหลวงเสีย อย่าให้ใครหาตัวเจ้าพบ”

“ต่อให้ถูกพบตัว อะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ในใจเจ้าก็ย่อมรู้ดี”

ซูชิงหยั่งดูน้ำหนักเงินในถุง ในแววตามีความไม่พอใจอยู่บ้าง “อย่างไรเสียข้าก็รับใช้นางมาค่อนชีวิต ช่วยนางจัดการไม่ให้อนุพวกนั้นตั้งครรภ์”

“พอเรื่องแดงขึ้นมา ก็คิดจะใช้เงินเล็กน้อยเพียงเท่านี้กำจัดข้าแล้วหรือ?”

แม่นมฟังถลึงตาใส่คนไม่รู้จักพอตรงหน้า ความเวทนาเล็กน้อยที่เคยมีในใจมลายสิ้น

“หากเจ้ายังไม่รู้จักพอ ข้าจะพาเจ้าไปพบฮูหยินเสียตอนนี้เลยก็ได้”

“แต่ถึงตอนนั้น เจ้าจะออกมาในสภาพใด ข้ามิอาจรับประกันได้”

สีหน้าของซูชิงพลันแข็งทื่อ เห็นได้ชัดว่านึกถึงวิธีการอันอำมหิตของจังซื่อขึ้นมา

เขาก็ทำได้เพียงตอบตกลง

เขาเก็บถุงเงินยัดใส่ในอกเสื้อ แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ครั้นเขาเดินจากไปแล้ว แม่นมฟังก็ส่งสายตาให้เหล่าอันธพาลที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด

คนเหล่านั้นรีบติดตามซูชิงไปทันที มุ่งหน้าออกนอกเมืองไปพร้อมกัน

ซูชิงเดินไปตามทาง อาศัยแสงจันทร์สลัว ลองหยั่งน้ำหนักถุงเงินในมืออย่างละเอียดอีกครั้ง

“นายหญิงของตระกูลใหญ่ช่างขี้เหนียวนัก! หากมิใช่เพราะข้า ป่านนี้เหล่าอนุพวกนั้นคงได้ปีนขึ้นมาเหยียบหัวนางไปนานแล้ว!”

“ตอนนี้ กลับใช้เงินเพียงสามร้อยตำลึงมาเขี่ยข้าทิ้ง!”

ขณะกำลังพึมพำอยู่นั้น พลันมีเสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลัง

ซูชิงตระหนักได้ในทันทีถึงบางสิ่ง ใบหน้าซีดเผือด เร่งฝีเท้าเร็วขึ้นหลายส่วน

แต่ต่อให้เขารีบเพียงใด ตลอดหลายปีที่อยู่ในจวนผิงหยางโหวอย่างสุขสบายอิ่มหนำ ย่อมไม่อาจเร็วเท่าอันธพาลเหล่านั้น

นั่นปะไร ยังไม่ทันเดินได้กี่ก้าว ก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งล้อมกรอบไว้เสียแล้ว!

“ปล้น!”

……

หลังจากพักผ่อนมาทั้งคืน มู่เหยาก็รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างแล้ว นางกำลังรับประทานอาหารเช้า

เมื่อได้ยินว่าเยี่ยนสวินกลับมาแล้ว ทั้งยังช่วยซูชิงไว้ระหว่างทาง มู่เหยาที่ขมวดคิ้วแน่นจึงค่อยคลายออกในที่สุด!

“ความประสงค์ของท่านอ๋องคือ คืนนี้จะพาซูชิงมาพบคุณหนูเจ้าค่ะ” แม้เสียงของชิงอู้จะแผ่วเบา แต่ทุกคนในห้องก็ได้ยินชัดเจน

ลุงหวังพลันถอนหายใจอย่างโล่งอก หันไปเอ่ยถามผู้ที่นั่งอยู่ที่นั่งหลัก “คุณหนู คนของเรายังต้องค้นหาต่อไปหรือไม่ขอรับ?”

เมื่อนึกถึงว่าจวนผิงหยางโหวคอยจับตามองจวนสกุลมู่อยู่ตลอดเวลา มู่เหยาจึงแย้มยิ้มที่มุมปาก “ค้นหาต่อไปอีกสักสองวันเถิด แล้วอย่าลืมแสร้งทำเป็นหดหู่สิ้นหวังด้วยเล่า”

ลุงหวังพยักหน้าแล้วจากไป เพื่อสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชา

เขากำชับคนของตนว่า หากทางจวนผิงหยางโหวมาสืบข่าวอันใด ก็ให้แสร้งทำเป็นจนปัญญา

เพื่อให้ฮูหยินผิงหยางโหวผู้นั้น ได้ลำพองใจไปอีกสักระยะ!

เมื่อคิดว่าคืนนี้จะต้องพบเยี่ยนสวิน มู่เหยาจึงรีบให้หนิงจู๋ไปนำกล้วยไม้ตากแห้งมาจำนวนหนึ่ง เพื่อจะได้ใส่ถุงหอมนำติดตัวไปด้วย

หนิงจู๋และคนอื่น ๆ สบตากันแล้วยิ้ม “คุณหนูใส่ใจท่านอ๋องถึงเพียงนี้ ท่านอ๋องจะต้องดีใจเป็นแน่เจ้าค่ะ”

มู่เหยาชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นทั้งสามคนกำลังหยอกเย้าตนเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันแดงก่ำ “ยังไม่รีบไปอีก!”

ทั้งสามคนขานรับแล้วจึงออกไป

ส่วนมู่เหยานั้นเก็บปลายเส้นด้ายสุดท้ายจนเรียบร้อย มองถุงหอมปักลายดอกกล้วยไม้ที่ดูราวกับมีชีวิตในมือ ในแววตาฉายประกายแห่งรอยยิ้มจาง ๆ

“หวังว่าเขาจะชอบ”

เมื่อนับดูวันเวลาแล้ว มะรืนนี้ก็จะเป็นงานเลี้ยงครอบครัวเทศกาลไหว้พระจันทร์

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง