นัยน์ตาของมู่เหยาไหววูบ นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าข่าวลือเกี่ยวกับนางในเมืองหลวงยิ่งเลวร้ายลงทุกที
ถึงกับมีคนไม่น้อยคาดเดาว่า ที่นางล้มป่วยหนักกะทันหัน ก็เพื่อหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงครอบครัวเทศกาลไหว้พระจันทร์!
“คุณหนู กล้วยไม้เจ้าค่ะ”
เสียงของหนิงจู๋ทำให้มู่เหยาตื่นจากภวังค์ นางเลือกมาจำนวนหนึ่งแล้วจึงใช้ผ้านุ่มห่อไว้ มัดปากถุงแล้วยัดใส่ในถุงหอม
กล้วยไม้ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อบอวล พกติดตัวไว้ก็ช่วยป้องกันยุงและแมลงได้บ้าง
หากนำไปวางไว้ข้างหมอนในยามค่ำคืน ก็จะช่วยให้นอนหลับสบายตลอดคืน!
ขณะเดียวกัน ณ จวนผิงหยางโหว
จังซื่อเหลือบมองลู่จื้อที่กำลังทบทวนตำราอยู่ในห้องตำรา แววตาของนางกวาดไปมองหลิ่วซีอิน ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา “ความประสงค์ของพ่อเจ้าคือ ในงานเลี้ยงครอบครัวเทศกาลไหว้พระจันทร์วันมะรืนนี้ จะให้ทูลขอพระกรุณาเพื่อแต่งคุณหนูสกุลมู่ใหม่”
“พรุ่งนี้เจ้าไปร่วมงานเลี้ยง อย่าได้พาอนุชั้นต่ำคนนี้ไปอีก!”
มือที่กำลังฝนหมึกของหลิ่วซีอินชะงักไป นางรีบคุกเข่าลงตรงหน้าจังซื่อ “ท่านแม่โปรดวางใจ ซีอินรู้ว่าสิ่งใดควรมิควร พรุ่งนี้จะไม่ติดตามคุณชายใหญ่ไปเป็นอันขาดเจ้าค่ะ”
จังซื่อหัวเราะเยาะ แล้วเหลือบมองลู่จื้อ แสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากจะสนใจนาง
“เจ้าได้ยินหรือไม่”
ลู่จื้อมีท่าทีรำคาญใจอยู่บ้าง เขาโยนพู่กันขนหมาป่าทิ้ง “รู้แล้ว พรุ่งนี้ลูกจะทำตัวให้ดี... ท่านแม่ ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้มู่เหยาป่วยหนักกะทันหัน เห็นชัดว่าต้องมีโรคร้ายที่ปิดบังไว้ หากแต่งเข้ามาแล้วตายจะทำอย่างไร? ท่านไม่รังเกียจว่าจะอัปมงคลหรือไร!”
หากเป็นเมื่อก่อน เมื่อเห็นรูปโฉมอันงดงามของมู่เหยาอีกทั้งสินเดิมเหล่านั้น ลู่จื้อก็ยังคิดอยากจะแต่งนางเข้ามา
แต่เมื่อได้ฟังข่าวลือในเมืองหลวงตอนนี้ ความคิดของเขาก็ย่อมเปลี่ยนไปอีก ไม่อยากจะเพิ่มเรื่องอัปมงคลให้ตนเองโดยใช่เหตุ!
จังซื่อแทบจะถูกวาจาของลู่จื้อทำให้นางโมโหจนสิ้นสติไป นางคว้าส้มในจานแล้วขว้างใส่ทันที
“เจ้าโง่! ข้าคลอดเจ้าคนโง่เง่าเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกัน!”
ลู่จื้อเบ้ปากแล้วหลบไป
จังซื่อสะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นยืน “อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้เจ้าก็ทำตามที่พ่อเจ้าจัดการไว้ ตอนนี้มู่เหยาป่วยหนักเช่นนี้ ยิ่งไม่มีใครอื่นต้องการนาง ขอเพียงเจ้าแสดงความห่วงใยออกมาบ้าง นางจะต้องใจอ่อนกับเจ้าแน่”
เมื่อเห็นลู่จื้อรับคำอย่างขอไปที ในอกของจังซื่อก็พลันบังเกิดความขุ่นเคืองขึ้นมาอีกระลอก
นางจึงรีบพาแม่นมฟังจากไปทันที มิเช่นนั้นเกรงว่าจะถูกเจ้าลูกชายโง่เขลาผู้นี้ทำให้โมโหจนสิ้นสติอยู่ที่นี่เป็นแน่!
ครั้นจังซื่อจากไปแล้ว หลิ่วซีอินที่คุกเข่าอยู่บนพื้นพลันมีแววตาประกายวูบขึ้น ในสมองขบคิดถึงคำพูดของจังซื่อ นางหันไปออดอ้อนบุรุษ “คุณชายใหญ่ ซีอินอยากไปซื้อเสื้อผ้าสักสองสามชุดเจ้าค่ะ”
ลู่จื้อยิ้มพลางรวบร่างนางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน ยื่นถุงเงินใส่มือให้ “ไปเถิด แต่อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวายอันใด จนทำให้ท่านแม่ต้องโมโหอีกเล่า”
หลิ่วซีอินขานรับอย่างแช่มช้อย เมื่อเดินออกจากห้องตำราแล้ว นัยน์ตาก็ปรากฏประกายเจ้าเล่ห์
“ในเมื่อได้พบน้องหญิงหนิงจู๋ที่นี่แล้ว ก็ขอให้น้องหญิงช่วยนำไปมอบให้แทนข้าด้วย ถือเป็นน้ำใจจากจวนผิงหยางโหวของพวกเรา”
หนิงจู๋เหลือบมองโสมที่ทั้งเล็กทั้งดูไม่น่ามองนั้น เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของดีอะไรนัก
กลับดูเหมือนโสมป่าที่ขายตามแผงลอยที่นางเดินผ่านมาระหว่างทางเสียมากกว่า
“คุณหนูของบ่าวสุขภาพไม่ค่อยดี ของเหล่านี้จะทานสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ น้ำใจจากจวนผิงหยางโหว บ่าวจะนำไปเรียนให้คุณหนูทราบแน่นอน เพียงแต่บ่าวเป็นเพียงบ่าวไพร่ ไม่กล้าทำการแทน หวังว่าอนุหลิ่วจะโปรดเข้าใจด้วย”
พูดจบ พนักงานในร้านก็นำกล่องเครื่องประดับมามอบให้หนิงจู๋
หนิงจู๋ไม่อยากจะเสียเวลาต่อปากต่อคำกับหลิ่วซีอินที่นี่ จึงทำความเคารพอย่างขอไปที แล้วรีบถือกล่องเครื่องประดับเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ท่าทางเช่นนั้น ราวกับมีหมาป่าเสือดาวไล่กวดตามหลังมาอย่างนั้น!
“รีบไปเร็ว ๆ เดี๋ยวจะมีคนมาแสร้งทำเป็นน่าสงสาร แล้วจะทำให้คุณหนูต้องพลอยโดนกล่าวหาไปด้วยอีก”
เสียงของหนิงจู๋ไม่เบานัก คนที่อยู่แถวประตูหลายคนจึงได้ยินชัดเจน สายตาที่มองมายังหลิ่วซีอินจึงเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
หลิ่วซีอินยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนใจ แล้วรีบพาเสี่ยวเตี๋ยจากไปอย่างรวดเร็ว
พอเดินมาถึงปากตรอก นางก็ระเบิดโทสะออกมาอย่างสุดจะทน “นังไพร่! แค่สาวใช้คนหนึ่ง ยังกล้ามาทำวางท่าสั่งสอนข้า ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยจริง ๆ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...