เสี่ยวเตี๋ยมองหลิ่วซีอินอย่างประหม่า เมื่อเห็นนางหันขวับมาแล้วยื่นมือมาหยิกตน ก็รีบกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้หลุดเสียงร้องออกมา
ครั้นหลิ่วซีอินระบายอารมณ์จนพอใจแล้ว จึงค่อยดึงมือกลับ
จากนั้นก็โยนเศษเงินให้นางสองสามอีแปะ “เจ้าไปจ้างคนให้ปล่อยข่าว บอกว่ามู่เหยาป่วยหนักเกินเยียวยา หากนางตายไป ทรัพย์สินทั้งหมดก็จะตกอยู่ในกำมือของตระกูลสามี”
นางจะยอมให้มู่เหยาเข้าจวนโหวไม่ได้เด็ดขาด!
หากนางได้เข้าไป นาง ก็จะเป็นได้เพียงอนุภรรยาไปชั่วชีวิต!
แม้ลู่จื้อจะยกย่องให้เป็นภรรยาเท่าเทียม ก็ยังคงเป็นรองอยู่วันยังค่ำ!
พอหนิงจู๋กลับถึงจวนสกุลมู่และได้พบกับมู่เหยา ก็รีบเล่าเรื่องที่ตนได้พบหลิ่วซีอินที่หอจินโหลวให้นางฟัง
มู่เหยาตรวจดูสีสันของกำไลทองในมือ พลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก “นางก็แค่ต้องการหยั่งเชิงดูว่า ข้าป่วยหนักจริงหรือไม่ก็เท่านั้น”
“หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด พรุ่งนี้คงมีคนปล่อยข่าวว่าข้าป่วยหนักเกินเยียวยา แต่งข้าเข้าจวนไปก็ได้แต่สินเดิมมหาศาลไปครองโดยเปล่า นางก็แค่ไม่อยากให้ข้าได้เข้าจวนโหวอีก เพราะหากข้าตายไป ถึงลู่จื้อจะยกนางขึ้นเป็นภรรยาเท่าเทียม ก็ยังคงต่ำกว่าอยู่ดี!”
ในหมู่ชนชั้นสูงของเมืองหลวงก็มีการแบ่งชนชั้นกัน
ยิ่งเมื่อรวมกับเรื่องที่หลิ่วซีอินเคยถูกฮ่องเต้ตำหนิ แม้แต่อนุภรรยาต่ำต้อยของบ้านอื่นก็ยังดูถูกนาง
ไม่ต้องพูดถึงสายตาดูแคลนจากเหล่าฮูหยินทั้งหลายหากนางได้เลื่อนขึ้นเป็นภรรยาเท่าเทียม!
“คุณหนู หลิ่วซีอินจะได้เลื่อนเป็นภรรยาเท่าเทียมจริงหรือเจ้าคะ? ฝ่าบาทมิใช่เคยพูดว่าชั่วชีวิตนี้นางเป็นได้เพียงอนุชั้นต่ำหรอกหรือเจ้าคะ?” หนิงจู๋เบะปาก ในใจลึก ๆ แล้วนางไม่อยากให้หลิ่วซีอินได้เป็นฮูหยินจวนโหวในอนาคตเลย
ช่างไม่คู่ควรเอาเสียเลย
มู่เหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางส่งกล่องเครื่องประดับให้ชิงอิ่ง “เรื่องนั้นคงต้องดูแล้วว่า คุณชายใหญ่ลู่ผู้นี้จะมีความสามารถเพียงใด”
“ไม่แน่ว่าปีนี้ลู่จื้ออาจสอบได้ตำแหน่งจอหงวน แล้วทูลขอพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้เพื่อยกภรรยาก็เป็นได้?”
เดิมทีตระกูลลู่ก็มีบรรดาศักดิ์โหวอยู่แล้ว เพียงแต่มู่เหยารู้ดีว่าผิงหยางโหวยังต้องการก้าวขึ้นไปให้สูงกว่านี้อีก จึงย่อมต้องให้บุตรชายทั้งสองคนเดินในเส้นทางขุนนางด้วยการสอบเคอจวี่
และก่อนหน้านี้ผู้ที่ผิงหยางโหวฝากความหวังไว้มากที่สุดก็คือลู่จื้อ ทว่าบัดนี้...เกรงว่าคงจะไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว
“คุณชายใหญ่ลู่น่ะหรือ จะหมายปองตำแหน่งจอหงวน?” น้ำเสียงของชิงอู้แฝงแววเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง เมื่อเห็นทุกคนมองมาที่ตน จึงค่อยเล่าเรื่องที่ตนเห็นลู่จื้อที่หอคณิกาเมื่อคืนวานให้ฟัง
เมื่อได้ยินคำว่าหอคณิกา มู่เหยาก็ขมวดคิ้ว
“พอแล้ว ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องของจวนผิงหยางโหวอีก สั่งให้ห้องครัวเล็กเตรียมสำรับให้พร้อม ท่านอ๋องน่าจะมาทานอาหารค่ำที่นี่”
ครั้นมู่เหยาสั่งการลงไป คนในจวนสกุลมู่ต่างก็พากันปิดปากเงียบสนิท
แสดงท่าทีว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปอย่างเด็ดขาด
ต่อให้มีใครเอาเงินมาให้ ก็จะไม่มีทางล้วงข้อมูลออกไปได้!
สำรับมื้อค่ำเพิ่งจะจัดเตรียมเสร็จและยกไปยังห้องอุ่นได้ไม่ทันไร มู่เหยาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ระเบียงทางเดิน
“ข้าถามชิงอิ่งและชิงอู้แล้ว ตั้งใจสั่งให้เตรียมอาหารจานโปรดของท่านอ๋องไว้หลายอย่างเจ้าค่ะ”
ใต้แสงเทียน มู่เหยาเพิ่งสังเกตเห็นเค้าความเหนื่อยล้าบนใบหน้าและแววตาของชายหนุ่ม
“หนิงจู๋ นำชาเก๊กฮวยแดงมาให้ท่านอ๋อง”
เยี่ยนสวินมองถ้วยชาสีแดงอ่อน จิบเข้าไปหนึ่งคำ พลันรู้สึกสดชื่นขึ้นไม่น้อย
“นี่ก็เป็นสิ่งที่คุณหนูมู่ตั้งใจเตรียมให้ข้าเป็นพิเศษหรือ?”
รอยยิ้มของเยี่ยนสวินนั้นช่างงดงาม ชวนให้มู่เหยาถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
นางรีบก้มหน้าลง “ข้าคิดว่าท่านอ๋องเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน เก๊กฮวยแดงสามารถช่วยคลายความอ่อนล้า ลดไฟในกายได้ ท่านอ๋องดื่มแล้วจะรู้สึกชุ่มคอเจ้าค่ะ”
เยี่ยนสวินก้มมองถ้วยชา มุมปากยังคงยกยิ้มไม่จางหาย
มื้อนี้มู่เหยารู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า ส่วนเยี่ยนสวินกลับเจริญอาหารยิ่งนัก
ฉางชิงที่ยืนรออยู่ด้านข้างเห็นแล้วแทบจะร้องไห้ออกมา!
ต้องรู้ว่านับตั้งแต่ท่านอ๋องป่วย นี่เป็นครั้งแรกที่ทานอาหารได้มากถึงเพียงนี้!
“ข้าได้นำคนมาให้เจ้าแล้ว สั่งให้ชิงอู้นำไปขังไว้ที่ห้องเก็บฟืนแล้ว วันมะรืนงานเลี้ยงครอบครัวเทศกาลไหว้พระจันทร์ พวกเราค่อยพบกันใหม่”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...