เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 57

มู่เหยาเอาแต่หลบหน้าไม่ยอมพบเจอ ตอนนี้ดูท่าแล้ว คงใกล้จะตายเต็มที!

“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

ฮูหยินใหญ่จางมองบุตรสาวสุดที่รักของตนด้วยใจที่ปวดร้าว พลางดึงนางมาหลบอยู่ด้านหลัง ไม่ลืมที่จะถลึงตาใส่มู่เหยา

จางซิ่วหรูทำท่าจะเอ่ยปากพูด แต่ก็ถูกมู่เหยาชิงพูดตัดหน้าไปก่อน

“เป็นความผิดของข้าเอง ไม่ควรลากสังขารที่ป่วยมาร่วมงานเลี้ยงรวมญาติเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทำให้เสียบรรยากาศเปล่า ๆ”

“ข้าจะกลับจวนตามความประสงค์ของคุณหนูใหญ่จาง เพียงแต่ขอให้ฮูหยินใหญ่จางตอบตามความจริงเมื่อฝ่าบาททรงตรัสถามด้วยเถิด”

เมื่อเอ่ยถึงฮ่องเต้ สีหน้าของฮูหยินใหญ่จางก็เปลี่ยนไปทันที

นางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ถึงรับสั่งของฮ่องเต้ก่อนหน้านี้ ที่ให้มู่เหยาเลือกคู่ครองในงานเลี้ยงรวมญาติเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ให้ได้

หากนางต้องกลับไปเพราะคำพูดของบุตรสาวตน เช่นนั้นมิใช่ว่าจะเป็นการสร้างความขุ่นเคืองต่อฝ่าบาทหรอกหรือ!

คิ้วของฮูหยินใหญ่จางกระตุกอย่างแรงสองสามครั้ง รีบร้องเรียกมู่เหยาที่กำลังจะจากไป

“คุณหนูมู่ช้าก่อน บุตรสาวของข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”

มู่เหยาหันกลับมา ก็เห็นฮูหยินใหญ่จางดึงจางซิ่วหรูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “ยังไม่รีบขอโทษคุณหนูมู่อีก!”

จางซิ่วหรูชะงักไปครู่หนึ่ง เหลือบมองมู่เหยาที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว แล้วบิดตัวอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ ข้าไม่ได้พูดอะไรผิด ข้าไม่ขอโทษ!”

เมื่อมองบุตรสาวคนโตที่ตนตามใจจนเสียคนผู้นี้ เป็นครั้งแรกที่ฮูหยินใหญ่จางรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจถึงเพียงนี้

นางสัมผัสได้ถึงสายตาของเหล่าฮูหยินจากตระกูลต่าง ๆ ที่มองมาอย่างเยาะเย้ย ความโกรธก็พลันปะทุขึ้นในใจ นางหยิกบุตรสาวอย่างแรง “ตอนนี้แม้แต่คำพูดของข้าเจ้าก็กล้าไม่ฟังแล้วใช่ไหม!”

จางซิ่วหรูเบะปากอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ ถลึงตาใส่มู่เหยาแล้วกล่าวอย่างไม่เต็มใจนัก “เป็นข้าที่พูดผิดไปเอง คุณหนูมู่อย่าได้ถือสาเลย”

มู่เหยาไอออกมาสองสามครั้ง พลางยิ้มอย่างใจกว้าง “ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสาหรอก อันที่จริงที่คุณหนูใหญ่สกุลจางพูดก็มีเหตุผล ข้าควรจะไปเสีย เพื่อจะได้ไม่เป็นที่รังเกียจของใคร”

ขณะที่มู่เหยากำลังจะก้าวเท้าจากไป นางก็ถูกจังซื่อรั้งเอาไว้

“เจ้าเด็กคนนี้ พวกเราก็แค่พูดล้อเล่นกันสองสามประโยค เจ้าก็จริงจังไปเสียได้ เอาล่ะ ในเมื่อนางก็ขอโทษเจ้าแล้ว เจ้าก็อย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย เดี๋ยวจะถูกคนอื่นครหาว่าใจแคบเอาได้!”

จังซื่อทำทีเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ขณะเดียวกันก็แอบขยิบตาให้พี่สะใภ้ของตน

ฮูหยินใหญ่จางเข้าใจในทันที รีบเปลี่ยนเรื่องพูด “ก่อนหน้านี้คุณหนูมู่เคยสัญญากับฝ่าบาทไว้ว่า จะพาว่าที่สามีมาในงานเลี้ยงรวมญาติเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วย เหตุใดจึงยังไม่เห็นเลยเล่า?”

ว่าแล้ว นางก็ทำทีกวาดตามองไปรอบ ๆ

เมื่อหัวข้อนี้ถูกหยิบยกขึ้นมา เหล่าผู้คนที่เพิ่งดูเรื่องสนุกจบและคิดจะแยกย้าย ต่างก็พากันหยุดฝีเท้าอีกครั้ง

มู่เหยาลดสายตาลงเล็กน้อย ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาไอเบา ๆ สองครั้ง “ล้วนเป็นคนที่ทุกท่านรู้จัก หากทุกท่านสงสัย เดี๋ยวก็จะได้ทราบเอง”

สิ้นเสียงของนาง ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างจนปัญญาดังมาจากด้านข้าง

จังซื่อขมวดคิ้ว ดึงมือของมู่เหยาไว้ แล้วแสดงท่าทีราวกับผู้ใหญ่ที่เอ็นดูผู้น้อย “มู่เหยา ข้ารู้ว่าเรื่องของจื้อเอ๋อร์ทำให้เจ้าโกรธแค้น แต่ถึงอย่างไรหลิ่วซีอินนั่นก็เป็นได้แค่อนุชั้นต่ำเท่านั้น”

“ตอนที่แม่ของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ นางเคยพูดกับข้าครั้งแล้วครั้งเล่าว่าอยากให้เจ้าได้ออกเรือนกับคนดี ตัวเจ้าเองก็ชื่นชมจื้อเอ๋อร์ของข้ามาตั้งแต่เด็ก เรื่องความรักความใคร่นี้ ข้าเป็นผู้มีประสบการณ์ย่อมเข้าใจดี”

“บัดนี้ สกุลลู่ของข้ายินดีจัดขบวนเกี้ยวสิบหามมารับเจ้ากลับไป ดีหรือไม่?”

คำพูดของจังซื่อทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึง

ต้องรู้ก่อนว่า ขบวนเกี้ยวสิบหามนั้นจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อองค์หญิงอภิเษกสมรส หรืออ๋องสมรสรับพระชายาเท่านั้น

แต่ไหนแต่ไรมามีเพียงองค์หญิงเลือกราชบุตรเขย ในแคว้นอวิ๋นนี้ยังไม่เคยมีสตรีใดได้รับเกียรติยศจากขบวนเกี้ยวสิบหามมาก่อน

การที่จังซื่อกล่าวเช่นนี้ แสดงว่านางตั้งใจจะไปทูลขอต่อฮองเฮา!

ความจริงใจถึงเพียงนี้ ช่างทำให้ผู้อื่นมองแล้วรู้สึกอิจฉาตาร้อนยิ่งนัก

จางซิ่วหรูมองภาพที่จังซื่อกุมมือของมู่เหยาไว้ ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองซีดเผือดลงในทันที

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง