เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 58

นางร้อนใจอยากจะเอ่ยปากพูด

แต่ฮูหยินใหญ่จางรู้ใจบุตรสาวของตนดีอยู่แล้ว ได้ตวัดสายตาเย็นชาปรามมาทันที

เป็นสัญญาณบอกนางว่าอย่าเพิ่งก่อเรื่องในเวลานี้!

“ฮูหยินผิงหยางโหวจะให้คุณหนูมู่หลอกลวงเบื้องสูงหรือ!”

เสียงสตรีที่ตำหนิอย่างเข้มงวดดังมาจากด้านหลังทุกคน ผู้คนต่างหลีกทางให้โดยสัญชาตญาณ

เห็นฮูหยินเฒ่าเซียวเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชา

“เจ้ามานี่”

น้ำเสียงของฮูหยินเฒ่าเซียวยังคงเยียบเย็นเช่นเดิม

แต่ผู้มีสายตาแหลมคมต่างมองเห็นได้ว่า แววตาของนางยามมองไปยังมู่เหยาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“เจ้าค่ะ”

มู่เหยาดึงมือของตนออกสุดแรง แล้วรีบเดินไปอยู่ข้างกายฮูหยินเฒ่าเซียวโดยมีชิงอู้ประคอง

เมื่อเห็นนางเข้ามาแล้ว สายตาอันเย็นชาของฮูหยินเฒ่าเซียวจึงตวัดกลับไปทางจางซื่ออีกครั้ง พร้อมกับหัวเราะเย็นชา

“จังซื่อ ได้ยินว่าช่วงนี้จวนผิงหยางโหวของเจ้ามีข่าวลือแพร่สะพัดไม่น้อยเลยนี่ ได้ข่าวว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าคิดจะขัดราชโองการ แต่งตั้งอนุชั้นต่ำขึ้นเป็นภรรยาเท่าเทียมอย่างนั้นหรือ?”

“ดูท่าคงจะลืมเลือนคำพูดของฝ่าบาทในวันนั้นไปจนหมดสิ้นแล้วกระมัง!”

“เดี๋ยวอีกสักครู่เมื่อข้าได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท จะต้องทูลถามฝ่าบาทเสียหน่อยแล้วว่า ราชโองการนี้ยังจะนับว่าใช้ได้อยู่หรือไม่!”

ที่ฮูหยินเฒ่าเซียวกล้าพูดเช่นนี้ ก็เพราะนางกล้าทำเช่นนั้นจริง ๆ

เพราะตระกูลของนางมีปู่ที่ได้รับการจารึกชื่อไว้ในศาลบรรพชน บรรพบุรุษก็เป็นขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งแผ่นดิน บิดาก็ยังเป็นถึงอาจารย์ขององค์รัชทายาท

จึงมีความมั่นใจที่จะกล้าหยิ่งผยองได้ถึงเพียงนี้

มู่เหยากะพริบตา มองไปยังจังซื่อ

ยามนี้สีหน้าของจังซื่อซีดเผือดจนไร้สีเลือดไปแล้ว เอ่ยปากพูดจาติด ๆ ขัด ๆ “ฮูหยินเฒ่าเซียวไปได้ยินข่าวลือเหล่านี้มาจากที่ใดกันเจ้าคะ คงเป็นคนอื่นพูดจาเหลวไหลเป็นแน่”

“จวนผิงหยางโหวของข้า ไม่มีทางขัดราชโองการเด็ดขาดเจ้าค่ะ!”

ฮูหยินเฒ่าเซียวเหลือบมองจังซื่อที่ถูกนางขู่เพียงสองสามประโยคก็หวาดกลัวเสียแล้ว ในแววตายิ่งฉายแววดูแคลน

“ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น”

พูดจบนางก็หันกลับไป ไม่สนใจคนกลุ่มนั้นที่หน้าเสียอีก

เมื่อมองใบหน้าซีดขาวของมู่เหยา ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “เหตุใดสีหน้าถึงดูไม่ดีเช่นนี้?”

มู่เหยาคิดถึงแผนการในวันนี้ ย่อมไม่อาจบอกความจริงแก่ฮูหยินเฒ่าเซียวต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ได้โดยตรง

ทำได้เพียงฝืนใจยิ้มอย่างจนปัญญา “ขอบพระคุณฮูหยินเฒ่าที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่ตากลมนานไปหน่อย สีหน้าจึงดูไม่ดีเช่นนี้เจ้าค่ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาที่ฮูหยินเฒ่าเซียวใช้มองคนตระกูลจางก็ยิ่งทวีความรังเกียจมากขึ้น

“เข้าไปข้างในเถิด อีกสักครู่ฮองเฮาก็จะเสด็จแล้ว”

“ลุกขึ้นเถิด ฝ่าบาทยังทรงหารือราชกิจกับฉู่อ๋องอยู่ พวกท่านเชิญเดินเล่นชมสวนไปก่อน ไว้ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วค่อยเริ่มงานเลี้ยง”

น้ำเสียงของฮองเฮานุ่มนวลอ่ จนทำให้มู่เหยาเหลือบมองไปอีกสองครั้ง

หากมองเพียงรูปโฉมภายนอกแล้ว แน่นอนว่าต้องเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยเมตตาเป็นแน่

ทว่า...เมื่อนึกถึงข่าวลือต่าง ๆ ในวัง มู่เหยารีบละสายตาโดยเร็ว

ใบหน้าเช่นนี้ หากไม่ได้มีจิตใจดุจพระโพธิสัตว์จริง ๆ ก็ย่อมเป็นบุคคลที่น่ากลัวที่สุด!

ฮองเฮานำคนไปพูดคุยกับบรรดาฮูหยินจากตระกูลต่าง ๆ ส่วนบรรดาคุณหนูและคุณชายก็เริ่มกล้าหาญ ลุกจากที่นั่งทีละคนสองคน เริ่มออกไปพูดคุยทักทายกัน

“คุณหนู บ่าวเพิ่งเห็นว่าดอกโบตั๋นในสวนกำลังบานสะพรั่งงดงาม คุณหนูอยากจะออกไปเดินเล่นหรือไม่เจ้าคะ?”

มู่เหยาจิบชาร้อนอึกหนึ่ง แล้วพยักหน้า

ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นออกจากโถง เบื้องหน้าก็ปรากฏร่างหนึ่งขึ้นมา

“คุณหนูมู่ พอจะขอคุยด้วยสักครู่ได้หรือไม่?”

ลู่ยวน?

แววตาของมู่เหยาไหววูบ หางตาเหลือบไปเห็นลู่จื้อที่อยู่ไม่ไกลกำลังจับจ้องมาทางนี้ คำปฏิเสธที่คิดไว้ในตอนแรกจึงถูกกลืนกลับลงไป

“ได้”

คนทั้งสองเดินเลี่ยงไปด้านข้าง ไม่ได้ปลีกตัวไปจนลับตาคน เพียงแต่หาที่ที่คนน้อยลงเท่านั้น

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง