นางร้อนใจอยากจะเอ่ยปากพูด
แต่ฮูหยินใหญ่จางรู้ใจบุตรสาวของตนดีอยู่แล้ว ได้ตวัดสายตาเย็นชาปรามมาทันที
เป็นสัญญาณบอกนางว่าอย่าเพิ่งก่อเรื่องในเวลานี้!
“ฮูหยินผิงหยางโหวจะให้คุณหนูมู่หลอกลวงเบื้องสูงหรือ!”
เสียงสตรีที่ตำหนิอย่างเข้มงวดดังมาจากด้านหลังทุกคน ผู้คนต่างหลีกทางให้โดยสัญชาตญาณ
เห็นฮูหยินเฒ่าเซียวเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชา
“เจ้ามานี่”
น้ำเสียงของฮูหยินเฒ่าเซียวยังคงเยียบเย็นเช่นเดิม
แต่ผู้มีสายตาแหลมคมต่างมองเห็นได้ว่า แววตาของนางยามมองไปยังมู่เหยาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าค่ะ”
มู่เหยาดึงมือของตนออกสุดแรง แล้วรีบเดินไปอยู่ข้างกายฮูหยินเฒ่าเซียวโดยมีชิงอู้ประคอง
เมื่อเห็นนางเข้ามาแล้ว สายตาอันเย็นชาของฮูหยินเฒ่าเซียวจึงตวัดกลับไปทางจางซื่ออีกครั้ง พร้อมกับหัวเราะเย็นชา
“จังซื่อ ได้ยินว่าช่วงนี้จวนผิงหยางโหวของเจ้ามีข่าวลือแพร่สะพัดไม่น้อยเลยนี่ ได้ข่าวว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าคิดจะขัดราชโองการ แต่งตั้งอนุชั้นต่ำขึ้นเป็นภรรยาเท่าเทียมอย่างนั้นหรือ?”
“ดูท่าคงจะลืมเลือนคำพูดของฝ่าบาทในวันนั้นไปจนหมดสิ้นแล้วกระมัง!”
“เดี๋ยวอีกสักครู่เมื่อข้าได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท จะต้องทูลถามฝ่าบาทเสียหน่อยแล้วว่า ราชโองการนี้ยังจะนับว่าใช้ได้อยู่หรือไม่!”
ที่ฮูหยินเฒ่าเซียวกล้าพูดเช่นนี้ ก็เพราะนางกล้าทำเช่นนั้นจริง ๆ
เพราะตระกูลของนางมีปู่ที่ได้รับการจารึกชื่อไว้ในศาลบรรพชน บรรพบุรุษก็เป็นขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งแผ่นดิน บิดาก็ยังเป็นถึงอาจารย์ขององค์รัชทายาท
จึงมีความมั่นใจที่จะกล้าหยิ่งผยองได้ถึงเพียงนี้
มู่เหยากะพริบตา มองไปยังจังซื่อ
ยามนี้สีหน้าของจังซื่อซีดเผือดจนไร้สีเลือดไปแล้ว เอ่ยปากพูดจาติด ๆ ขัด ๆ “ฮูหยินเฒ่าเซียวไปได้ยินข่าวลือเหล่านี้มาจากที่ใดกันเจ้าคะ คงเป็นคนอื่นพูดจาเหลวไหลเป็นแน่”
“จวนผิงหยางโหวของข้า ไม่มีทางขัดราชโองการเด็ดขาดเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินเฒ่าเซียวเหลือบมองจังซื่อที่ถูกนางขู่เพียงสองสามประโยคก็หวาดกลัวเสียแล้ว ในแววตายิ่งฉายแววดูแคลน
“ก็ขอให้เป็นเช่นนั้น”
พูดจบนางก็หันกลับไป ไม่สนใจคนกลุ่มนั้นที่หน้าเสียอีก
เมื่อมองใบหน้าซีดขาวของมู่เหยา ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “เหตุใดสีหน้าถึงดูไม่ดีเช่นนี้?”
มู่เหยาคิดถึงแผนการในวันนี้ ย่อมไม่อาจบอกความจริงแก่ฮูหยินเฒ่าเซียวต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ได้โดยตรง
ทำได้เพียงฝืนใจยิ้มอย่างจนปัญญา “ขอบพระคุณฮูหยินเฒ่าที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่ตากลมนานไปหน่อย สีหน้าจึงดูไม่ดีเช่นนี้เจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาที่ฮูหยินเฒ่าเซียวใช้มองคนตระกูลจางก็ยิ่งทวีความรังเกียจมากขึ้น
“เข้าไปข้างในเถิด อีกสักครู่ฮองเฮาก็จะเสด็จแล้ว”
“ลุกขึ้นเถิด ฝ่าบาทยังทรงหารือราชกิจกับฉู่อ๋องอยู่ พวกท่านเชิญเดินเล่นชมสวนไปก่อน ไว้ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วค่อยเริ่มงานเลี้ยง”
น้ำเสียงของฮองเฮานุ่มนวลอ่ จนทำให้มู่เหยาเหลือบมองไปอีกสองครั้ง
หากมองเพียงรูปโฉมภายนอกแล้ว แน่นอนว่าต้องเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยเมตตาเป็นแน่
ทว่า...เมื่อนึกถึงข่าวลือต่าง ๆ ในวัง มู่เหยารีบละสายตาโดยเร็ว
ใบหน้าเช่นนี้ หากไม่ได้มีจิตใจดุจพระโพธิสัตว์จริง ๆ ก็ย่อมเป็นบุคคลที่น่ากลัวที่สุด!
ฮองเฮานำคนไปพูดคุยกับบรรดาฮูหยินจากตระกูลต่าง ๆ ส่วนบรรดาคุณหนูและคุณชายก็เริ่มกล้าหาญ ลุกจากที่นั่งทีละคนสองคน เริ่มออกไปพูดคุยทักทายกัน
“คุณหนู บ่าวเพิ่งเห็นว่าดอกโบตั๋นในสวนกำลังบานสะพรั่งงดงาม คุณหนูอยากจะออกไปเดินเล่นหรือไม่เจ้าคะ?”
มู่เหยาจิบชาร้อนอึกหนึ่ง แล้วพยักหน้า
ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นออกจากโถง เบื้องหน้าก็ปรากฏร่างหนึ่งขึ้นมา
“คุณหนูมู่ พอจะขอคุยด้วยสักครู่ได้หรือไม่?”
ลู่ยวน?
แววตาของมู่เหยาไหววูบ หางตาเหลือบไปเห็นลู่จื้อที่อยู่ไม่ไกลกำลังจับจ้องมาทางนี้ คำปฏิเสธที่คิดไว้ในตอนแรกจึงถูกกลืนกลับลงไป
“ได้”
คนทั้งสองเดินเลี่ยงไปด้านข้าง ไม่ได้ปลีกตัวไปจนลับตาคน เพียงแต่หาที่ที่คนน้อยลงเท่านั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...