เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 81

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ฉางชิงก็รีบร้อนเดินเข้ามา “ท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าวังขอรับ”

“เวลานี้หรือ?”

เวลานี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว แม้แต่ประตูวังก็ปิดลงกลอนไปแล้ว ยังจะมีรับสั่งให้เขาเข้าวังอีกหรือ?

“ขอรับ หลี่กงกงแจ้งว่าเป็นเรื่องด่วน กำลังรอท่านอ๋องอยู่ที่ประตูเล็กขอรับ”

เยี่ยนสวินขมวดคิ้ว ก่อนจะรับคำแล้วควบม้าจากไป

เมื่อไปถึงประตูเล็ก ก็เห็นหลี่กงกงกำลังยืนรอคอยอย่างร้อนรนอยู่จริง ๆ

“ท่านอ๋อง ในที่สุดท่านก็มาแล้ว รีบตามบ่าวเข้าไปเถิด คืนนี้ฝ่าบาททรงกริ้วหนักมาก!”

เมื่อได้ยินหลี่กงกงกล่าวเช่นนั้น คิ้วของเยี่ยนสวินก็ยิ่งขมวดลึกขึ้น “เหตุใดฝ่าบาทถึงทรงกริ้วหนักถึงเพียงนี้? เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”

หลี่กงกงมองไปรอบ ๆ ก่อนจะลดเสียงลงแล้วกระซิบเสียงเบา

หลังจากได้ฟังต้นสายปลายเหตุ มือที่ปล่อยอยู่ข้างลำตัวของเยี่ยนสวินก็กำขึ้นอย่างอดไม่ได้ แม้แต่ฝีเท้าก็ยังเร่งให้เร็วขึ้น

พอเข้ามาในห้องทรงพระอักษร ก็เห็นผิงหยางโหวกำลังคุกเข่าอยู่ด้วยใบหน้าซีดเผือด ที่หน้าผากปูดโนเป็นลูกใหญ่ ข้างกายมีเศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อน

ส่วนฮ่องเต้ที่ประทับอยู่เบื้องสูงนั้น ทรงกริ้วจนสีหน้าดำคล้ำ คล้ายพายุใหญ่กำลังจะพัดกระหน่ำ!

“ถวายบังคมฝ่าบาท”

เยี่ยนสวินประสานมือคารวะ สายตาเย็นเยียบกวาดมองไปบนร่างของผิงหยางโหว “มิทราบว่าฝ่าบาททรงเรียกหากระหม่อมในยามนี้ด้วยเรื่องอันใดพ่ะย่ะค่ะ?”

ฝ่าบาททรงจิบชาเพื่อระงับโทสะ แต่พอเห็นผิงหยางโหว ความโมโหที่เพิ่งสงบลงก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง

“เจ้าไสหัวกลับไปให้พ้นหน้าเรา!”

ผิงหยางโหวลุกขึ้นอย่างโซซัดโซเซ เกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น

เยี่ยนสวินยื่นมือไปช่วยพยุงไว้ แน่นอนว่าเขามองเห็นแววแห่งความโล่งใจที่ฉายวาบขึ้นมาในดวงตาของชายผู้นั้น เขาจึงค่อย ๆ ชักมือกลับ “ผิงหยางโหวเดินทางดี ๆ”

คนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะลากขาที่คุกเข่าจนชาด้านตามหลังหลี่กงกงออกไปอย่างช้า ๆ

เมื่อเสียงปิดประตูตำหนักดังขึ้น ฮ่องเต้ก็นวดขมับที่ปวดอย่างฉุนเฉียว

จากนั้นจึงโยนฎีกาที่ผิงหยางโหวเพิ่งถวายเมื่อครู่ลงตรงหน้าชายหนุ่ม “เจ้าดูเอาเองเถิด”

เยี่ยนสวินก้มลงเก็บขึ้นมา เมื่อเปิดฎีกาออกอ่าน พอได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า ‘การสารภาพผิด’ และ ‘ความไม่รู้เห็น’ ของผิงหยางโหว เขาก็อดที่จะหัวเราะเย็นชาออกมาไม่ได้

“ฝ่าบาททรงเชื่อคำพูดของผิงหยางโหวหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

บอกว่าตนเองไม่รู้เรื่องที่ตระกูลจางยักยอกเงินบรรเทาทุกข์ที่เมืองอวิ๋นงั้นหรือ?

ที่เยี่ยนสวินกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะในปีนั้นมีข่าวลือเช่นว่าอยู่จริง

หากจงซู่กงนำเงินทั้งหมดไปใช้เพื่อการบรรเทาทุกข์จริง... ตระกูลจางก็คงจะพบจุดจบที่ไม่สู้ดีนัก!

ฮ่องเต้ไม่ได้ตอบ ราวกับกำลังหวนรำลึกถึงเรื่องราวในปีนั้น

“เมื่อครั้งที่ไปยังเมืองอวิ๋นเพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติ นอกจากจงซู่กงแล้วก็มีผิงหยางโหว และขุนนางเก่าแก่อย่างจางชิงเหอ...”

จางชิงเหอคือคนที่เขาส่งไปเพื่อควบคุมดูแลคนทั้งสอง ทว่าจงซู่กงกลับประสบเหตุจนเสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง บัดนี้ตระกูลจางกลับมารื้อฟื้นเรื่องการยักยอกเงินหลวงในปีนั้นขึ้นมาอีก

หากไม่สืบสวนให้กระจ่างแจ้ง เกรงว่าจะทำให้ราษฎรคลางแคลงใจได้

“เจ้าจงส่งคนไปยังเมืองอวิ๋น จัดการส่งข่าวกลับมาให้เร็วที่สุด”

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำอย่างสุดความสามารถ เพียงแต่เรื่องการทุจริตนั้นเกี่ยวพันกับหลายฝ่าย อีกทั้งเรื่องที่คุณหนูสกุลมู่ถูกผิงหยางโหวลอบวางยา ผิงหยางโหว...”

เมื่อทรงทราบว่าเขาต้องการจะพูดสิ่งใด ฮ่องเต้ก็โบกมือขัดไว้

ในใจก็ปรากฏภาพเด็กสาวใบหน้าซีดขาวในงานเลี้ยงที่วังวันนั้น ความเวทนาสงสารก็บังเกิดขึ้นมา

“เนื่องจากผิงหยางโหวมีส่วนพัวพันในคดียักยอกเงินหลวง ให้ยึดบรรดาศักดิ์โหวคืน และก่อนที่เรื่องราวจะถูกสืบสวนจนกระจ่าง ก็ให้ไปคัดลอกตำราอยู่ที่กรมพิธีการเถิด”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง