เเต่คำพูดที่หนิงจู๋เพิ่งพูดไปนั้น ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของนาง ทำให้จิตใจของนางสับสนวุ่นวาย
“คุณหนู เวลาไม่เช้าเเล่ว วันนี้พักผ่อนเเต่เนิ่นๆดีไหมเจ้าคะ พรุ่งนี้ต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนสกุลลู่อีก”
หนิงจู๋กลัวว่ามู่เหยาจะคิดมากเกินไป จนทำให้ร่างกายไม่สบายอีก จึงเอ่ยปากเตือน
“ก็ดี จุดธูปหอมเถอะ”
ช่วงนี้เนื่องจากป่วย มู่เหยาจึงหยุดการจุดธูปหอมก่อนนอน และฝันร้ายไปหลายครั้ง
วันนี้ได้รู้เรื่องราวเหล่านี้อีก จึงไม่อาจไม่จุดได้เลย
กลิ่นธูปไม้ไผ่อบอวลไปทั่วห้อง มู่เหยาที่ตอนเเรกใจร้อนก็ค่อยๆหลับไปพร้อมกับกลิ่นหอม
หนิงจู๋ไม่ห่างไปไหน พิงอยู่ข้างเตียงและหลับไปแบบนั้น
หน้าประตู ชิงอู้เเละชิงอิ่งเฝ้ายาม คอยสังเกตุรอบลานบ้านอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันคนร้าย!
โชคดีที่ได้นอนหลับสบายตลอดคืน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
เมื่อมู่เหยาตื่นขึ้นก็รู้สึกสดชื่นไปทั้งตัว ไม่มีฝันร้ายอีก ความคิดที่วุ่นวายในหัวก็ลดลงไปบ้าง
เหลืออีกหลายชั่วโมงก่อนถึงงานเลี้ยง วันนี้มู่เหยาเปลี่ยนจากชุดที่เรียบง่ายตามปกติ มาสวมชุดกระโปรงสีเเดงเพลิง เเม้เเต่เสื้อคลุมตัวนอกก็เป็นลายปักดอกหอมหมื่นลี้บนพื้นสีเเดง
นางดูสง่างามเป็นพิเศษ เเต่ไม่ขาดความมีชีวิตชีวา
“คุณหนู ได้เวลาเเล้วเจ้าค่ะ”
ชิงอู้เตือนจากด้านนอก
มู่เหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เเล้วยังคงสวมหยกอุ่นที่คอ
ทันทีที่ก้าวออกจากประตู ก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นของปลายฤดูใบไม้ร่วง มู่เหยาเงยหน้าขึ้นดึงเสื้อคลุมให้กระชับโดยไม่รู้ตัว เเล้วขึ้นรถม้าโดยมีหนิงจู๋ช่วยประคอง
“ช่วงไม่กี่วันมานี้ มีเรื่องอะไรใหญ่โตให้เมืองหลวงบ้างไหม”
นางถามเบาๆพลางพลิกหน้าหนังสือไปอีกหน้าเรื่อยๆ
“ถ้าจะว่าเรื่องใหญ่ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไทเฮาเหนียงเหนียงจะเสด็จกลับเมืองหลวงพร้อมกับองค์หญิงซูหรงในอีกเจ็ดวันข้างหน้านี้เจ้าค่ะ”
ไทเฮากลับเมืองหลวง?
แววตาของมู่เหยาฉายเเววประหลาดใจ นางปิดหนังสือในมือลง “ไทเฮาไม่ได้ตรัสว่าจะทรงบำเพ็ญเพียรในทางพุทธ ไม่เสด็จกลับเมืองหลวงเหรอ”
ไทเฮาพระองค์นี้ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง เดิมทีเป็นเพียงนางกำนัลในวัง เเต่กลับสามารถสนับสนุนฮ่องเต้ในปัจจุบันให้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ได้ หลังจากนั้นก็ได้รับการเคารพนับถือจากผู้คนมากมาย
ทว่าไม่ทราบด้วยเหตุผลใด เมื่อหลายปีก่อนจู่ๆต้องการไปบำเพ็ญเพียรทางพุทธอย่างกระทันหัน
ฮ่องเต้พยายามทูลทัดทานหลายครั้ง เเต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพระทัยผู้อาวุโสท่านนี้ได้ สุดท้ายก็ได้เเต่ให้คนสร้างวัดใหม่และให้เจ้าอาวาสดูแลเป็นอย่างดี
นางเดินตรงผ่านหน้าหญิงสาวคนนั้นไป เละมองไปยังจางจิ้งหรูที่กำลังเดินเข้ามาหานาง โดยไม่รู้ตัวก็มองไปยังด้านหลังของหญิงสาว
เมื่อไม่เห็นร่างนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
“เจ้ามองใครน่ะ” จางจิ้งหรูยิ้มหยอกเย้า เเววตาของนางดูนิ่งกว่าตอนที่เป็นสาวน้อย เเละเต็มไปด้วยความสุขสงบมากขึ้น
มู่เหยาเดินไปนั่งข้างนาง “จะเป็นใครได้อีกเล่า”
จางจิ้งหรูเลื่อนขนมตรงหน้าให้ เเล้วยิ้มมองมู่เหยา ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองดูสนิทสนมราวกับพี่น้องเเท้ๆ
ดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนมากให้มองมาบ่อยครั้ง ด้วยความเเปลกใจเป็นส่วนใหญ่
“เมื่อวานถูกลงโทษไปยกหนึ่ง ตอนนี้เกรงว่าคงกำลังร้องไห้อยู่ในลานบ้านน่ะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ จางจิ้งหรูนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงลดเสียงลง “เมื่อคืนพ่อสามีของข้าเจอลู่จื้อที่หอชุนเซียง ได้ยินมาว่าตอนนั้นเมามายไม่ได้สติ เเถมยังติดหนี้เเม่นางผู้เลื่องชื่อหลายร้อยตำลึงเงิน”
เมื่อเห็นนางบอกเรื่องราวของลู่จื้ออย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีท่าทีหึงหวงเลย มู่เหยาก็รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคงจะคิดได้เเละปล่อยวางเเล้ว
“ใต้เท้าลู่นั่นคงจะผิดหวังยิ่งกว่าเดิมเสียอีก” มู่เหยาเอ่ยขึ้นเบาๆสายตาจับจ้องไปที่ร่างที่เดินโซซัดโซเซมาเเต่ไกล ดูท่าเจ้าตีนางยังไม่เเรงพอ
แววตาของจางจิ้งหรูผุดความสงสัย นางหันหน้าตามสายตาของมู่เหยาไป
เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่สาวใช้ประคองออกมา สีหน้าก็ดำคล้ำลงทันที!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...