นางเชิญมาในวันนี้ล้วนเป็นบุตรสาวภรรยาเอกและบุตรสาวอนุจากตระกูลดัง หลิ่วซีอินเป็นแค่อนุต่ำต้อยไม่ควรปรากฏตัวต่อสาธารณะ มีสิทธิ์อะไรมาร่วมงานเลี้ยง
มันเป็นการตบหน้านางไม่ใช่หรือ!
“เจ้านั่งก่อน ข้าจะไปไล่คน”
เห็นนางจะลุกไปไล่คน มู่เหยากวาดตามองเงาร่างที่เดินมาทางนี้ พลันยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของจางจิ้งหรู เพื่อบอกให้นางนั่งลง
อีกฝ่ายชะงัก หลังจากรู้ว่านางติดจะทำอะไร ก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นและนั่งลง
หลิ่วซีอินเห็นว่าจางจิ้งหรูมองไม่เห็นนาง ก็ยิ่งลำพองใจ
แต่พอเห็นเงาร่างที่นั่งอยู่ข้างจางจิ้งหรู ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาทันที
มู่เหยานังสารเลวนั่นแต่งตัวโอ้อวดขนาดนี้ คิดจะยั่วยวนพี่จื้อของนางอีกสินะ!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลิ่วซีอินไม่สนอาการเจ็บฝ่าเท้า ทำหน้าบึ้ง และสาวเท้าเข้าไปตรงหน้าทั้งสองคน
“คารวะนายหญิง”
หลิ่วซีอินเหมือนตั้งใจแยกทั้งสองคนไม่ออก นางโค้งคำนับมู่เหยา
การกระทำนี้ทำให้ในลานเงียบลงทันที ทุกคนต่างมองไปทางจางจิ้งหรูโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นสีหน้าของจางจิ้งหรูมืดมนลง ก็รู้ว่าวันนี้มีละครดี ๆ ให้ดูแล้ว
“ดูเหมือนหลายวันนี้อนุหลิ่วจะโดนขังไว้ในจวน ขังจนเป็นโรคตา ฮูหยินใหญ่ลู่ต้องเชิญหมอดี ๆ มาตรวจดูแล้ว”
มู่เหยาหัวเราะเบา ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเล็กด้านข้างอย่างช้า ๆ ใบหน้าไม่มีอารมณ์ใด ๆ เลย
“อ้า!”
หลิ่วซีอินส่งเสียงตกใจออกมา และคุกเข่าลงข้าง ๆ มู่เหยา อย่างลนลาน “เป็นความผิดของข้าเอง ข้าตาลาย คิดว่าคนใส่ชุดสีแดงในวันนี้คือนายหญิง มู่จวิ้นจู่อภัยให้ข้าด้วย”
แต่ละคำพูด ล้วนอยากสร้างเรื่องให้นางกับจางจิ้งหรู
มู่เหยาหน้าตายังยิ้มแย้ม แต่รอยยิ้มไม่ถึงดวงตา ถึงขั้นทำให้คนรู้สึกหนาวเย็น
“วันนี้ข้าเจอเรื่องมงคล อีกอย่างชุดของข้าเป็นสีแดงชมพู ของฮูหยินใหญ่ลู่ต่างหากที่เป็นสีแดง โดดเด่นเช่นนี้ อนุหลิ่วยังจำผิดอีกหรือ?”
แม้ชุดของทั้งสองจะดูเหมือนเป็นสีเดียวกัน แต่ขณะนี้ทั้งสองนั่งด้วยกัน
ความแตกต่างจึงชัดเจน ขอแค่ตาไม่บอด ต้องแยกออกอย่างแน่นอน
หลิ่วซีอินมีเจตนาอะไรกันนะ?
“ฮูหยินใหญ่ลู่ จวนลู่ของพวกท่านมีกฎระเบียบอย่างไรกันแน่ อนุต่ำต้อยถึงได้กล้ามาร่วมงานเลี้ยง?”
ผู้พูดคือหวังรั่วเมิ่งบุตรสาวภรรยาเอกแห่งตระกูลหวังซึ่งไม่ลงรอยกับจางจิ้งหรูมาแต่ไหนแต่ไร
หญิงสาวจากตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋นจำน้อยไม่น้อย เห็นฉากนี้แล้ว ล้วนแอบส่ายหน้า
และนี่ ก็คือสิ่งที่มู่เหยากับจางจิ้งหรูต้องการ
ถึงก่อนหน้านี้ลู่จื้อจะทำเรื่องเหลวไหลไว้ไม่น้อย แต่ยังมีชื่อเสียงว่าเก่งวรรณกรรมเป็นอันดับหนึ่ง หากตั้งใจต้องได้รับการสนับสนุนจากขุนนางฝ่ายบุ๋นไม่น้อย
แต่บัดนี้ลู่จื้อเอาแต่ลุ่มหลงในความรัก ไม่สนใจหน้าตาของวงศ์ตระกูล หญิงสาวพวกนี้กลับไปต้องคุยกับสามีบ้างแน่นอน
ลู่จื้อก็จะยิ่งเสียการสนับสนุน
เมื่อไม่มีการสนับสนุน สิ่งที่เข้าหูฮ่องเต้ก็เป็นแค่คำพูดเหลวไหล
ต่อให้เขาวรรณกรรมโดดเด่นเพียงใด หากศีลธรรมเสื่อมเสีย ก็ไม่มีทางได้ตำแหน่งสามอันดับแรก
จางจิ้งหรูเกลียดชังจังซื่อ แน่นอนว่าต้องทำลายสิ่งที่จังซื่อให้ความสำคัญที่สุด
ลู่จื้อขมวดคิ้ว มองหลิ่วซีอินที่เข้ามาข้างหลังเขาและจับแขนเสื้อของเขาแน่น และมองจางจิ้งหรูที่หางตาเปียกชุ่ม ช่างเลือกยากจริง ๆ
“อ้า! คุณชาย เท้าของข้าเจ็บจัง”
เสียงร้องหลิ่วซีอินดังมาจากข้างหลัง ลู่จื้อดึงคนเข้ามาไว้ในอ้อมกอดโดยไม่ลังเล เมื่อเห็นสีเลือดที่ซึมออกมาจากรองเท้านาง สีหน้าก็เปลี่ยนไปมากทันที
ไม่สนใจว่ายังมีคนอยู่มากมาย เขาอุ้มหลิ่วซีอินและพูดทิ้งไว้ว่า “เท้าของหลิ่วซีอินมีบาดแผล ข้าจะพานางไปส่งในเรือนก่อนแล้วจะกลับมาอยู่กับเจ้า”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...