เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] นิยาย บท 3

บทส่งท้าย 3.5 บุตรชายตระกูลเฉิน

………………..

บทส่งท้าย 3.5 บุตรชายตระกูลเฉิน

ส่วนเหวินเหรินชงหลินและคนอื่น ๆ เองก็รู้สึกเสียหน้ายิ่ง เพราะอย่างไรนี่ก็ต่อหน้าสาธารณชน ถูกทำให้อับอายตกอยู่ในสภาพดูไม่ได้โดยไม่อาจต้านทานได้เลยสักนิด เป็นอะไรที่เสียหน้าสุด ๆ

จงหลีเจิน เจี้ยงไท่จง และคนอื่น ๆ ไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป อยากจะหายไปเสียตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

เรื่องที่เกิดขึ้นเดิมทีไม่เกี่ยวกับพวกเขาเลยด้วยซ้ำ แค่กล่าววาจาตักเตือนชายหนุ่มเพราะเห็นว่าเหวินเหรินชงหลินเป็นสหายตนก็เท่านั้น

ในความคิดพวกเขาแล้ว พวกเขาก็แค่สั่งสอนชายหนุ่ม ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่คิดเลยว่ากลับเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน!

ไม่เพียงแต่สอนคนอื่นไม่ได้ แต่ยังถูกตีเสียอ่วม ขายขี้หน้ายิ่ง นอกจากโกรธและอับอายแล้ว ในใจยังรู้สึกหวาดกลัวด้วย จะมีใครอยากอยู่ต่ออีก?

เพราะอย่างไรสายตาทั้งหลายที่มองมาเหมือนพวกเขาเป็นตัวตลกไปแล้ว มีครั้งไหนที่พวกเขาตั้งฐานะเช่นนี้ต้องมาอับอายขายหน้าแบบนี้บ้าง?

ต้องไป! ข้าต้องไปแล้ว! ส่วนเรื่องงานเลี้ยงวันเกิดก็ช่างหัวมันปะไร? มีแต่ทำให้คนอื่นเขาได้ขำเยาะเย้ยเอาสิ!

ทว่าเหวินเหรินชงหลินก็หยุดพวกเขาไว้ “ทุกคน เรายังไปไม่ได้!”

น้ำเสียงเขาหนักหน่วง เจือแววกังวลเอาไว้

ใบหน้าจงหลีเจินและคนอื่น ๆ คว่ำทันใด “ทำไมกัน? หรือว่าพี่ชงหลินยังไม่คิดจบเรื่อง คิดจะหาเรื่องไอ้หนุ่มนั่นต่อหรือ? เราไม่อยากเสียหน้าต่อหรอกนะ!”

ถึงแม้จะไม่ได้รู้ฐานะของเฉินผูมาจากเซวียนหยวนชิวเหิง แต่จงหลีเจินและคนอื่น ๆ ก็เป็นตาแก่มากประสบการณ์ พอเดาได้อยู่แล้วว่าฐานะของชายหนุ่มคงน่ากลัวมากเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะยอมฝืนทนความอับอายเช่นนี้ได้หรือ?

เจี้ยงไท่จงเองก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “พี่ชงหลิน ข้าคิดว่าท่านคงยังไม่รู้ เราก็จะไม่เก็บเอาไปคิดอะไรหรอก แต่ท่านจะมาหยุดเราทำไมตอนนี้? หรือยังรู้สึกว่ายังเสียหน้าไม่พออีก?”

คนอื่น ๆ เองก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาเล็กน้อย หรือว่าไฟโกรธในใจเหวินเหรินชงหลินจะมีมากกว่าเหตุผลไปแล้ว? อยากจะทำให้ตนเองอับอายขายหน้ามากกว่าเก่าแทนที่จะออกไปเสียตอนนี้?

ตอนนี้กระทั่งเหวินเหรินเลี่ยยังเอ่ยอย่างระมัดระวัง “พวกเขาพูดถูกนะขอรับ บรรพจารย์ลุง เรารั้งอยู่ก็ไม่มีประโยชน์….”

“หุบปาก!” เหวินเหรินชงหลินตวัดสายตาโกรธมองเหวินเหรินเลี่ย มันคมปลาบเหมือนคมมีด ทำเอาเหวินเหรินเลี่ยกลัวจนตัวสั่น ใบหน้าสลับซีดสลับแดง

สุดท้ายทั้งหมดก็เป็นเพราะเหวินเหรินเลี่ย หากเหวินเหรินเลี่ยไม่ใช่ทายาทสายตรงตระกูลเหวินเหริน เหวินเหรินชงหลินคงตบเหวินเหรินเลี่ยตายไปแล้ว

ตอนนี้พอเห็นเหวินเหรินเลี่ยกลับยังไม่เข้าใจสถานการณ์แล้วยังมีหน้าส่งเสียงขึ้นมาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเหวินเหรินชงหลินโกรธขนาดไหน

ไอ้บัดซบน้อย! ดันไปล่วงเกินทายาทตระกูลนั้นเข้า! คิดว่าตระกูลเหวินเหรินเราไม่อยากอยู่แล้วหรือไร?

ให้พวกข้าตายไปกับเจ้าให้หมดเลยจะพอใจหรือไม่?

เหวินเหรินชงหลินตัดสินใจแล้วว่ากลับไปเมื่อไหร่จะตีไอ้ตัวปัญหานี้ให้หนัก!

แต่ก่อน เหวินเหรินเลี่ยดูเป็นคนฉลาดแล้วมีเหตุผลมาตลอด ไม่คิดเลยว่าจะมาทำอะไรเช่นนี้ได้ หากไม่ใช่เพราะเจ้าเด็กตระกูลนั้นไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ คนทั้งตระกูลเหวินเหรินคงได้ถูกลูกหลงไปด้วยเช่นกัน!

แต่แน่นอนว่ายังไม่ใช่เวลาเผยความโกรธในตอนนี้ หลังด่าเหวินเหรินเลี่ยไป เหวินเหรินชงหลินก็ส่งสายตามองจงหลีเจินและคนอื่น ๆ ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยเสียงเบา “ทุกคน เราไปตอนนี้ไม่ได้จริง ๆ ”

เหวินเหรินชงหลินรีบอธิบายเหตุผลก่อนที่จะมีใครถาม

พอได้ยินว่าเฉินผูมาจากตระกูลนั้น จงหลีเจิน เจี้ยงไท่จง และคนอื่น ๆ ก็เหมือนถูกฟ้าผ่า อึ้งไปชั่วขณะ

ตระกูลเฉิน!

เราล่วงเกินทายาทตระกูลเฉินหรือนี่….

สวรรค์โปรด! ยอดฝีมือทรงพลังของสามภพทั้งหลายที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเป็นผ่านตายมาก็มาก แต่กลับรู้สึกเหมือนฟ้าจะถล่มพอได้ยินคำนี้ รู้สึกหวาดหวั่นในใจเป็นอย่างยิ่ง

ผ่านไปนาน จงหลีเจินจึงยกนิ้วสั่น ๆ ขึ้นชี้เหวินเหรินชงหลิน เอ่ยด้วยใบหน้าซับซ้อน “เจ้า…. เจ้าลากเรามามีปัญหาจริง ๆ !”

คนอื่น ๆ ดูเหมือนว่าวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว

ในใจเหวินเหรินชงหลินเต็มไปด้วยความขมขื่น แล้วเขาจะพูดอะไรได้อีก? เพราะอย่างไรความซวยที่เขาลากคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องมันก็เลวร้ายจนเกินจินตนาการจริง ๆ

ในใจเหวินเหรินเลี่ยก็เกิดคลื่นอารมณ์ขึ้นเช่นกัน ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าชายหนุ่มที่เขาทนเห็นหน้าไม่ได้คนนั้นจริง ๆ แล้วเป็นทายาทจากตระกูลเฉิน!

ไม่แปลกที่อาจารย์ใหญ่โจวจื่อหลีจะเดินติดตามอยู่ข้างกายตอนเขาเข้าสำนักมา ไม่แปลกที่ข้ารับใช้ข้างกายชายหนุ่มจะแข็งแกร่งถึงขนาดนั้น

พร้อมกันนั้น เหวินเหรินเลี่ยก็นึกถึงถังเป่าเอ๋อร์ ในใจรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา เข้าใจแล้วว่าเหตุใดข้าถึงเอื้อมหาโฉมสราญอย่างนางไม่ถึง

ทว่าเหวินเหรินเลี่ยก็ยังไม่เข้าใจอยู่ ในเมื่อเขาล่วงเกินทายาทตระกูลเฉิน เจ้าตัวกลับไม่เอาเรื่องอะไร ก็นับว่าโชคดีแล้วไม่ใช่หรือ แล้วเรายังจะอยู่รออะไรอยู่อีก?

“ดูเหมือนว่า… วันนี้เราคงจะต้องอยู่จริง ๆ ข้าหวังว่า… สถานการณ์จะไม่พลิกผันอะไรอีก ไม่เช่นนั้น….” จงหลีเจินพูดเหมือนวิญญาณหลุดจากร่างไปแล้ว

คนอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่

“บรรพจารย์ลุง ทำไมเราต้องอยู่ด้วยเล่า?” เหวินเหรินเลี่ยอดถามขึ้นไม่ได้

“เจ้าโง่!” เหวินเหรินชงหลินมองเหวินเหรินเลี่ยแล้วก็อยากฆ่าคน ด่าขึ้นมาทันใด “ให้ไปหรือ? ตระกูลเซวียนหยวนคงไม่ว่าอะไร แต่หาก… คุณชายผู้นั้นเข้าใจผิดเล่า?”

ทันใดนั้น เหวินเหรินเลี่ยจึงเข้าใจ แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าพวกเรารีบจากไปเขาจะคิดอย่างไรเล่า?

ถ้าเข้าใจผิดว่าพวกเราโกรธแค้นเล่า? เช่นนั้นก็เป็นเรื่องแน่!

ดังนั้นทุกคนจึงต้องอยู่ต่อ ถึงแม้จะถูกสายตาผู้คนดูถูกเหยียดหยาม ถึงจะต้องอับอายขายหน้า แต่ก็ยังต้องฝืนทนอยู่ไปจนงานเลี้ยงจบ เพื่อให้เห็นว่าพวกเขามีท่าทีต่อเรื่องทั้งหมดอย่างไร

ที่สำคัญที่สุดคือต้องขอโทษ! ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิด แต่ก็ต้องขอโทษและหาทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดให้เจอให้ได้!

แม้ว่าเฉินผูจะไม่สนเรื่องนี้ แต่พวกเขาก็ยังต้องทำ!

ไม่เช่นนั้นหากข่าวเรื่องที่ล่วงเกินตระกูลเฉินแพร่ออกไปในสามภพ พวกเขาก็คงถูกมองว่าเป็นศัตรูกับตระกูลเฉินแน่

หากเป็นเช่นนั้นเข้าก็เลวร้ายเกินบรรยาย เพราะถึงแล้วว่าตระกูลเฉินจะไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่มหาอำนาจอื่นก็คงออกมาขยี้พวกเขาแทนตระกูลเฉินแน่!

กล่าวเกินไปหรือ?

ไม่เลย!

มีแต่คนที่รู้ซึ้งถึงความสามารถของตระกูลเฉินเท่านั้นที่จะรู้ว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

เซวียนหยวนชิวเหิงยืนมองอยู่ไกล ๆ มาตั้งแต่ต้น สังเกตสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด ได้แต่ถอนใจออกมาเมื่อเห็นว่าเหวินเหรินชงหลินและคนอื่น ๆ เลือกทำอย่างไร อีกทั้งเขาเองก็ไม่ได้ดูถูกอีกฝ่ายเลยด้วย

เพราะหากเป็นเขาก็คงทำเช่นเดียวกัน

เฉินอันหยุดไปเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “ก็เหมือนกับเรื่องเมื่อครู่นี้ หากเจ้าบอกไปเลยว่าเจ้าเป็นใคร ก็ไม่มีใครกล้าหยุดเจ้าแล้ว”

เซวียนหยวนพัวจวินลังเลอยู่เล็กน้อยแล้วถามขึ้น “เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าเอาฐานะมารังแกคนอื่นหรือ? หากสหายน้อยเฉินผูติดนิสัยแบบนั้นไป ก็คงไม่ดีต่อหนทางการบ่มเพราะข้างหน้าของเขานะ”

ถังเป่าเอ๋อร์ก็คิดเหมือนกัน แต่นางไม่กล้าถามกับเฉินอันด้วยฐานะเช่นนางหรอก

เฉินอันส่ายหน้า “มันไม่ใช่การรังแกหรอก หากน้องสี่ทำเช่นนั้น ก็ทำเพื่อรับมือกับปัญหาที่ไม่ควรจะเกิดเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร”

เขาหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “นอกจากนั้นแล้ว ทั้งความแข็งแกร่ง ฐานะ และชาติตระกูลล้วนเป็นสิ่งที่น้องสี่มีมาตั้งแต่ต้น ไม่มีใครปฏิเสธข้อนี้ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จะไปโยนความจริงพวกนั้นทิ้ง แล้วใช้วิธีที่โง่กว่านั้นรับมือปัญหาตรงหน้าไปทำไมกัน?”

“ก็เหมือนกับในบ้านมีสมบัติล้ำค่าอยู่ ไม่มีใครรู้ว่ามันมีอำนาจมากแค่ไหน แต่ถ้าเจ้าเอาแต่คิดว่าการเก็บมันเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินเป็นการรังแกคนอื่นด้วยพลังที่ไม่ใช่ของตนเอง เลือกที่จะลงมือทำอะไรผลีผลามไปแทน แล้วจะมีสมบัติล้ำค่าไปตั้งแต่แรกทำไมกัน?”

มันเป็นคำพูดที่เข้าใจง่ายไม่ได้ยากอะไรเลย ไม่ได้ลึกซึ้งหรือมีหลักการอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ทำให้ทั้งเซวียนหยวนพัวจวินและถังเป่าเอ๋อร์ครุ่นคิดลึกล้ำ

ก็จริง เฉินผูมีของเหล่านี้มาตั้งแต่เกิด ทำไมไม่หยิบเอามาใช้เล่า?

ท่านพ่อสู้อุตส่าห์เดินทางผจญความยากลำบากทั้งหลาย สร้างตระกูลเฉินมาจนถึงจุดนี้ ที่เขาทำมาทั้งหมดก็เพื่อให้คนในตระกูลมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมไม่ใช่หรือ?

ฐานะ ตัวตน ชาติตระกูล เงินทอง ความแข็งแกร่ง…. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย!

เฉินอันมองเฉินผูแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “จริง ๆ แล้วหลังจากพูดแบบนั้นไป ข้าเพียงแต่จะบอกเจ้าว่า น้องสี่เอ๋ย ท่านพ่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมดนี้ไว้ก็เพื่อให้เรานำมาใช้ให้ดี ไม่ใช่ฝืนหรือปฏิเสธมัน พูดตรง ๆ ก็คือฐานะบ้านเรามันถูกกำหนดมาให้ไม่เหมือนคนอื่นอยู่แล้ว ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร ความจริงก็คือความจริง ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงมันได้ หากเจ้าเจอเรื่องยากลำบากหรือเจอภาระอะไร สิ่งแรกที่ควรนึกถึงก็ควรจะคิดก่อนว่ามีอะไรในมือที่นำมาใช้ได้บ้าง ไม่ใช่พยายามหลีกเลี่ยงฐานะตนเองเวลาเจอปัญหา”

เฉินผูเงียบไปเล็กน้อยก่อนยืนขึ้นแล้วป้องมือ “ขอบคุณพี่รองที่ชี้แนะ”

เฉินอันยิ้ม “เจ้าต้องเลือกเดินทางของตนเอง ข้าบอกได้แค่นั้นแหละ หากเจ้ายอมเผยตัวตนเอง เรื่องมันก็คงไม่ลามมาจนถึงตอนนี้ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องขอให้อามู่ขุยใช้กำลังกับพวกเขา เจ้าก็เห็นแล้วว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าเหวินเหรินชงหลินและคนอื่น ๆ จะพ่ายแพ้ไป ก็จำได้เพียงว่าเจ้าเป็นคนตระกูลเฉิน ไม่ได้กลัวตัวเจ้า แต่กลัวอำนาจตระกูลเบื้องหลังเจ้าต่างหาก”

เฉินผูพยักหน้ารับ

เขาถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อเฉินซี หรือจะเป็นท่านแม่เจิ้นหลิวชิง หรือกระทั่งท่านปู่ทวดเฉินเทียนลี่ ท่านปู่เฉินหลิงจวิน และท่านย่าจั่วชิวเสวี่ย อีกทั้งผู้อาวุโสตระกูลเฉินคนอื่น ๆ ก็คอยปกป้องเขาเช่นกัน

เมื่อเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ทำให้มีแต่รู้สึกกดดันกับฐานะและตัวตนที่แท้จริงของตนเอง

ยิ่งเมื่อได้ยินตำนานจักรพรรดิมด เขายิ่งอยากหลบหนีจากอำนาจตระกูลแล้วสร้างความสำเร็จเป็นของตนเองขึ้นมาบ้าง

แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่มา เฉินผูก็เข้าใจแล้วว่าเขาไม่ได้เหมือนจักรพรรดิมดเลย….

เขาคือบุตรชายของเฉินซี เป็นคนที่ใครหลายคนให้ความรัก ถูกกำหนดมาแล้วว่าเส้นทางที่เลือกเดินจะแตกต่างจากคนอื่น

เงินทอง ฐานะ ความแข็งแกร่ง ชื่อเสียง และชาติตระกูล…. ทั้งหมดล้วนเป็นทรัพยากรที่เขามีอยู่ในมือ ในเมื่อมันเป็นของเขา เหตุใดจะต้องไปปฏิเสธมันด้วย?

หากทำเช่นนั้น เขาก็คงโง่มาก

ตอนนี้เฉินผูจึงนึกคำที่เขาเคยพูดกับท่านพ่อในวันนั้นขึ้นมาได้ เขาบอกว่าอยากออกไปดูนอกจักรวาลสามภพ เส้นทางที่เขาเลือกเดินเพื่อไปสู่ความสำเร็จจะไม่เหมือนใครอื่น

ตอนนี้ท่านพ่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดมาให้แล้ว เหตุใดเขาไม่หยิบมันมาใช้เล่า?

จังหวะนี้เซวียนหยวนพัวจวินถึงได้หัวเราะลั่นขึ้นมา “ถึงเวลาแล้ว ไปพบแขกกับข้าเถอะ”

เฉินอันกับเฉินผูจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับพยักหน้าด้วยรอยยิ้มทันที

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]