บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] นิยาย บท 34

บทที่ 34 ผึ้งเหมันต์
บทที่ 34 ผึ้งเหมันต์

ทุก ๆ สามปี เขตแดนต้องห้ามจะปรากฏขึ้นภายในดินแดนรกร้างใต้พิภพ

หากผู้ใดต้องการเข้าสู่ดินแดนรกร้างใต้พิภพ ย่อมต้องเดินผ่านป่าอันกว้างใหญ่ที่มีบรรดาอสูรปีศาจอาศัยกันอยู่อย่างคับคั่ง แล้วถึงจะเข้าไปยังเขตแดนต้องห้ามได้ แต่กระนั้น ยังมีความเป็นไปได้สูงว่าจะพบกับอสูรปีศาจตัวใหญ่ยักษ์ที่ดำรงอยู่ภายใน กล่าวได้ว่าทั่วทุกหนแห่งมีจิตสังหารแฝงเร้นอยู่ นับเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง

เนื่องจากการปรากฏตัวของดินแดนรกร้างใต้พิภพ ทำให้เมืองหมอกสนในตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยฝูงชน บนท้องถนนมีคนพลุกพล่านมากกว่าเมื่อก่อนถึงสองสามเท่า มองไกล ๆ ดูเป็นภาพที่แออัดราวกับมวลน้ำหลากอย่างเห็นได้ชัด

“สำนักพันกระบี่ เมืองศิลาหยก เมืองหยดทราย… ดูเหมือนว่าผู้บ่มเพาะจากทุกสำนักในดินแดนทางตอนใต้จะมาปรากฏตัวที่นี่แล้ว การทดสอบ ณ ดินแดนรกร้างใต้พิภพครั้งนี้ นับเป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!”

“แล้วผู้ใดว่าไม่ใช่? ข้าสงสัยนักว่าจวนแม่ทัพกำลังคิดอันใดอยู่ ถึงยินยอมให้ผู้บ่มเพาะจากภายนอกเข้าร่วมได้ ไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งอื่นใด เพียงต่อสู้เพื่อให้ได้ไข่มุกปีศาจอันล้ำค่ามา การทดสอบดินแดนรกร้างใต้พิภพครานี้ก็มิอาจหาความสงบสุขได้แล้ว”

“จริงอย่างที่เจ้าพูด แต่ข้าได้ยินมาว่า ผู้บ่มเพาะส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพียงเพราะเห็นแก่ไข่มุกอสูรร้าย แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องการเสาะหาที่พำนักของเซียนกระบี่ภายในดินแดนรกร้างใต้พิภพ ข้าสงสัยว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”

“ที่พำนักของเซียนกระบี่? อุ้บ! อย่าได้กล่าววาจาเหลวไหล! ปราณวิญญาณภายในดินแดนรกร้างใต้พิภพได้แห้งเหือดไปนานแล้ว เหลือเพียงแต่ลมปราณอันไม่บริสุทธิ์ที่ลอยล่องอยู่ทั่วท้องนภา เป็นเซียนกระบี่ผู้ใดกันที่เบื่อหน่ายจนต้องสร้างที่พำนักของตนไว้ที่นั่น?”

ตลอดเส้นทาง บังเกิดเสียงวิวาทโต้แย้งอยู่เต็มท้องถนน เป็นเหมือนบรรยากาศอันมาคุก่อนที่พายุจะโหมกระหน่ำ

“ดินแดนรกร้างใต้พิภพจะปรากฏขึ้นในวันพรุ่งนี้ และทางเข้าจะเปิดเพียงสามชั่วยามเท่านั้น ดังนั้นเราต้องรีบไปที่นั่นในชั่วข้ามคืน”

ตู้ชิงซีหยิบแผนที่หยกออกมา เมื่อพวกเขาเดินขึ้นไปยังทางก่อนที่จะถึงเทือกเขาป่าเถื่อนตอนใต้ นางมองมันอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ทุกคนระมัดระวังตัวไว้ ยามราตรี สัตว์อสูรมักเดินเตร่ไปมาภายในเทือกเขา นับว่าอันตรายยิ่ง เช่นนั้นแล้วอย่าได้ชะล่าใจไป”

“เจ้าอย่าได้กังวลไปชิงซี แม้ว่าเราจะพบกับสัตว์อสูรที่ระดับพลังเหนือกว่าขอบเขตตำหนักอินทนิล แต่ความแข็งแกร่งของพวกเราทั้งสามคนนับว่าเพียงพอที่จะฆ่ามันได้แล้ว” ต้วนมู่เจ๋อคลี่ยิ้มเล็กน้อย ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด

สังหารสัตว์อสูรยักษ์ระดับขอบเขตตำหนักอินทนิล?

หัวใจของเฉินซีพลันสั่นสะท้านเพราะคนผู้นี้ อาจหาญกล่าวอย่างถือดี เช่นนี้ย่อมหมายความว่า ความแข็งแกร่งของเขาควรจะก้าวไปสู่ขอบเขตตำหนักอินทนิลแล้วเป็นแน่ ส่วนตู้ชิงซีกับซ่งหลินก็คงไม่ต่างกันนัก

ทว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าขอบเขตตำหนักอินทนิลนั้น มิอาจเข้าสู่ดินแดนรกร้างใต้พิภพได้จริงหรือ? ไม่แน่ว่า พวกเขาอาจมีวิธีการบางอย่างอยู่เพื่อที่จะสามารถเข้าไปได้…

แต่คำถามนี้เกี่ยวพันถึงความลับบางอย่าง อีกทั้งเฉินซีก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับคนทั้งสาม เช่นนั้นจึงไม่เป็นการดีสำหรับเขาที่จะสอบถามเพิ่มเติม และทำได้เพียงเก็บซ่อนมันไว้ในใจเท่านั้น

ไม่นานนัก ราตรีเริ่มเข้าปกคลุม ขณะที่ดวงดาราพากันกระจัดกระจายไปทั่วผืนฟ้า

หากสามารถมองลงมาจากท้องฟ้าได้ ผู้คนนับไม่ถ้วนคงเป็นเหมือนกับขบวนของเหล่ามด เมื่อพวกเขาหลั่งไหลเข้าสู่เทือกเขา ประมาณการคร่าว ๆ คาดว่ามีผู้คนไม่น้อยกว่านับหมื่นนับพันเป็นแน่

“เอ๋ ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่? ต้วนมู่เจ๋อผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของเมืองทะเลสาบมังกร ก็มาด้วยหรือ?”

“เจ้าจำไม่ผิด คนผู้นั้นคือต้วนมู่เจ๋ออย่างแน่นอน เขาควรจะมีการบ่มเพาะอยู่ในขอบเขตตำหนักอินทนิลขั้นสี่ ไม่แน่ว่าเขาอาจได้กลายเป็นผู้สืบทอดคนต่อไปของตระกูลต้วนมู่ด้วย”

“ดียิ่งนัก! คนผู้นั้นเป็นต้วนมู่เจ๋อที่ข้าเฝ้าฝันถึงจริงด้วย ร่ำลือกันว่าเขามีรูปโฉมสง่าและไม่ธรรมดา ความจริงกลับหล่อเหลายิ่งกว่าที่ผู้อื่นพูดเสียอีก!”

ในขณะที่กลุ่มของเฉินซีกำลังตั้งหน้าตั้งตามุ่งเข้าไปในเทือกเขา ฝูงชนในบริเวณโดยรอบที่รู้จักต้วนมู่เจ๋อ เมื่อเห็นเขาก็พลันบังเกิดเสียงชื่นชมและอุทานด้วยความประหลาดใจ

ใบหน้าอันหล่อเหลาของต้วนมู่เจ๋อ ปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจออกมา เขาคุ้นเคยกับการได้เห็นฉากนี้ในเมืองทะเลสาบมังกรเสมอมา จึงไม่ได้คิดอะไรและยิ้มให้ตู้ชิงซีที่อยู่ข้างกาย “ข้าหาได้คาดคิดว่าจะถูกระบุตัวตนรวดเร็วเช่นนี้ พวกเขาไม่มีสิ่งใดให้กระทำแล้วหรือ?”

“ในเมื่อพวกเราไม่มีสิ่งใดให้ต้องทำ เช่นนั้นก็ออกเดินทางต่อเถิด” ตู้ชิงซีกล่าวด้วยท่าทีปกติ แต่ท่าทีที่ว่ากลับเย็นยะเยือกดุจหิมะ ราวกับสรรพสิ่งรอบกายมิอาจกระตุ้นความสนใจของนางได้

ต้วนมู่เจ๋อถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหัวและคลี่ยิ้มดังเดิม แต่ภายในใจกลับไม่พอใจเป็นอย่างมาก สตรีจากตระกูลตู้ผู้นี้ช่างพยศเสียจริง เป็นไปได้ไหมว่านางต้องการให้ข้าใช้กำลังบีบบังคับ?

เขาคอยเทียวไล้เทียวขื่อตู้ชิงซีมาตลอด แต่ด้วยนิสัยที่เย็นชาเกินไปของนาง ถึงเขาจะลองใช้วิธีต่าง ๆ มากมายก็ต้องจบลงด้วยความล้มเหลวในท้ายที่สุด

ด้วยฐานะคนรุ่นเยาว์แห่งตระกูลที่มีชื่อเสียงเช่นเขา ย่อมสามารถหาหญิงงามมากมายได้ตามต้องการ ทว่าในสายตาของต้วนมู่เจ๋อ หญิงเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงอิสตรีธรรมดาทั่วไป และภายในเมืองทะเลสาบมังกรมีเพียงไม่กี่นางที่คู่ควรกับเขา แน่นอนว่าตู้ชิงซีที่เกิดจากตระกูลตู้ก็เป็นหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

รูปโฉมของตู้ชิงซีนั้นนับว่างดงามมาก อีกทั้งนางยังเฉลียวฉลาดไม่น้อย สิ่งสำคัญที่สุดคือ นางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลตู้ หากเขาได้แต่งงานกับนาง ไม่เพียงแค่ได้รับหญิงงาม แต่เขาจะยังได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตู้ด้วย สำหรับต้วนมู่เจ๋อ นี่คือผลลัพธ์ที่เขาต้องการมากที่สุด

เนื่องจากการเป็นบุตรเขยของตระกูลตู้นั้น เทียบเท่ากับการได้รับการสนับสนุนทั้งมวลจากตระกูลตู้ ด้วยความช่วยเหลือนี้ ต้วนมู่เจ๋อย่อมมีความมั่นใจในการที่จะครองตำแหน่งผู้นำตระกูลต้วนมู่อย่างแน่นอน

เพราะอย่างนั้นแล้ว ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะได้รับท่าทีอันเย็นชาจากหญิงสาว แต่ต้วนมู่เจ๋อย่อมไม่คิดล้มเลิกการติดตามตู้ชิงซีเพียงเพราะสาเหตุเล็กน้อยเช่นนี้แน่

แต่อย่างไร ความไม่พอใจในทรวงอกก็หาใช่สิ่งที่จะยับยั้งได้ โดยเฉพาะในตอนที่เฉินซีกำลังเฝ้าดูอยู่ใกล้ ๆ

เจ้าเด็กคนนี้คงหัวเราะเยาะข้าในใจแล้วว่า คนผู้นี้ช่างหวังสูงนัก…ใช่หรือไม่?

ต้วนมู่เจ๋อเหลือบมองไปยังเฉินซี แต่ชายผู้นี้ดูจะไม่สนใจสิ่งใดเลย กลับกัน เขาดูมีท่าทางเหมือนคนเหม่อลอย ทำให้ต้วนมู่เจ๋อไม่มีโอกาสที่จะจับผิดเขาเลยแม้แต่น้อย

ชั่วขณะหนึ่ง ต้วนมู่เจ๋อกัดฟันด้วยความเกลียดชังและคิดในใจ ‘ยามเมื่อพวกเราเข้าไปในแนวป่าแล้ว ข้าจะหาโอกาสจัดการกับเจ้าแน่ ไอ้ข้ารับใช้ชั้นต่ำ!’

ยามราตรีเข้าปกคลุม ความมืดยืดขยายตัวเรื่อย ๆ ราวกับสีของหมึกยามสัมผัสกับกระดาษ แผ่ไปทั่วเทือกเขาป่าเถื่อนตอนใต้ทั้งหมด เสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัวแว่วดังมาแต่ไกลลิบ เพิ่มกลิ่นอายจิตสังหารที่ชวนให้ใจสั่นสะท้านมากขึ้น

เมื่อต้องเผชิญกับสภาพนี้ แม้แต่ซ่งหลินที่หลับตามาตลอดทางก็อดไม่ได้ที่จะต้องลืมตาขึ้น อีกทั้งแววตาของเขาก็เปล่งประกายไปด้วยรัศมีที่ไม่ธรรมดา

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]