เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] นิยาย บท 4

บทส่งท้าย 4.2 วิวาห์ตระการ

………………..

บทส่งท้าย 4.2 วิวาห์ตระการ

ณ แดนภวังค์ทมิฬ

เมืองเทาเที่ย

หมู่เมฆซ้อนลดหลั่นเป็นชั้นสูง ประหนึ่งบันไดที่ทอดลงมาจากเมืองเทาเที่ย ใช่แล้ว มันคือบันไดเมฆาอันเลื่องชื่อ!

เนื่องจากเมืองเทาเที่ยลอยสูงเหนือพื้นดิน มันจึงถูกเรียกว่าเมืองในท้องฟ้า

แน่นอน อีกชื่อหนึ่งที่โด่งดังที่สุดคงไม่พ้นเมืองหลวงแห่งความอร่อย

เผ่าเทาเที่ยเป็นเผ่าโบราณที่ชื่นชอบอาหารเลิศรส พวกเขามีทักษะในการทำอาหารอันโอชะ และใช่ พ่อครัววิญญาณที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกส่วนใหญ่นั้นสืบเชื้อสายมาจากเผ่าเทาเที่ย

ปัจจุบันเมืองเทาเที่ยยังคงรุ่งเรืองเช่นเคย อาจกล่าวได้ว่ามันรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ ถนนในเมืองที่สว่างไสวไปด้วยโคมไฟมีแผงค้าที่ขายของอร่อยนานาชนิดเรียงกันเป็นแถว มันพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมาหนาตา

อาหารที่นี่มี่ชื่อเสียงไปทั่วโลกจริง ๆ และแม้แต่อากาศก็ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอันเย้ายวนของอาหาร

อย่างไรก็ตาม หัวข้อที่ทุกคนในเมืองเทาเที่ยพูดคุยกันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้นั้นไม่เกี่ยวข้องกับอาหารดี ๆ เลย

พวกเขาพูดคุยกันเกี่ยวกับบุคคลในตำนาน ตามตำนาน เขาเคยอาศัยอยู่ที่เมืองเทาเที่ยระยะหนึ่ง และได้ทิ้งสูตรอาหารอันโอชะชั้นเลิศที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลก จิตใจล่องลอย เอาไว้ มันเป็นอาหารที่ทำให้คนทั้งเมืองตกตะลึงด้วยความอร่อยของมัน

บุคคลในตำนานผู้นั้นคือเทวราชของโลกใบนี้ เฉินซี

เขากลายเป็นตำนานที่ทำให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลกมาเยือนเมืองเทาเที่ย และทำให้ชื่อเสียงของเมืองนี้ยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น

ม่านราตรีสงบเงียบดั่งน้ำนิ่ง ลมเย็นพัดผ่าน จันทราหนาวเหน็บบนฟากฟ้าส่องแสงบริสุทธิ์สว่างเรืองรอง

ถนนเมืองเทาเที่ยสว่างไสวไปด้วยโคมและของประดับหลักสีสัน เป็นภาพที่งดงามประการตา เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเสียงตะโกนและการแสดง กลิ่นอาหารทั้งหลายหอมโชยไปทั่วทุกซอกมุมเมือง

ชายหนุ่มในชุดสีเขียวยืนอยู่ด้านหลังเตาขนาดใหญ่ของร้านข้างถนนแห่งหนึ่ง เขากำลังทำกุ้งหางมังกรตุ๋น น้ำมันในกระทะกำลังเดือดปุดระหว่างที่มีกุ้งหางมังกรตัวยาวกว่าสิบจั้งอยู่ภายในนั้น เจ้ากุ้งตัวสีจัดกำลังร้อนได้ที่ ส่งกลิ่นหอมชวนกินและค่อย ๆ งอตัวอยู่ในกระทะพร้อมกับสมุนไพรอ่อนที่ถูกใส่เพิ่มเข้ามา

ในร้านนี้มีโต๊ะไม้เพียงตัวเดียวเท่านั้น ด้านข้างมีหญิงสาวในชุดเขียวกำลังนั่งเอื่อยเฉื่อยอยู่ แขนเรียวสวยกำลังใช้เท้าคางนั่งอยู่ตรงนั้น มุมปากคลี่ยิ้มมองชายที่กำลังทำอาหารอยู่ คิ้วงามดำดั่งหมึก ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดง ใบหน้างดงามหยดย้อย เต็มไปด้วยความสุขระบายทั่วหน้า

ผ่านไปไม่นานอาหารก็เสร็จ จานถูกวางลงที่ตรงหน้านาง

หญิงสาวไม่รีรอ รีบกินอาหารด้วยความเพลิดเพลินทันที

ชายหนุ่มชุดเขียวเห็นแล้วก็ยิ้ม เดินกลับไปที่เตาแล้วเริ่มทำอาหารอีกครั้ง ครั้งนี้เขาทำไก่ห้ากลิ่น

“อ้อ เฉินซี หากถามว่าข้าชอบที่ไหนที่สุด ก็คงต้องเป็นที่เมืองเทาเที่ยนี่แหละ ที่นี่มีของกินมากมายหลายอย่าง แต่กิน ๆ ไปแล้วอาหารของเจ้านี่แหละถูกปากข้าที่สุด” หญิงสาวแก้มป่องเพราะกินเข้าไปมาก เอ่ยเสียงแทบฟังไม่รู้เรื่องออกมา ใบหน้างามขึ้นสีเล็กน้อย

“ฮ่า ๆ อาซิ่ว เดี๋ยวนี้รู้จักชมคนอื่นแล้ว” ชายหนุ่มชุดเขียวหัวเราะ เขาก็คือเฉินซีนั่นเอง

เหลืออีกสามวันทั้งสองคนก็จะแต่งงานกันแล้ว ทว่าอาซิ่วกลับอยู่เฉยไม่ได้ ลากเขามาที่เมืองเทาเที่ยแห่งนี้

อาซิ่วพาเฉินซีเดินไปทั่วเมืองหาของกินไปเรื่อย แต่สุดท้ายก็ไม่สมใจอยาก เลยงอแงอยากให้เฉินซีทำให้นางกิน

เฉินซีย่อมไม่อาจปฏิเสธ เขาจึงซื้อร้านนี้มาแล้วเริ่มลงมือทำอาหารให้อาซิ่วกิน

เมื่อก่อนนานมากแล้ว ตอนที่เขาเพิ่งพบอาซิ่วเป็นครั้งแรก พวกเขาก็ท่องเที่ยวอยู่ในเมืองเทาเที่ย พากันกินอาหารหลากหลายในถนนคึกคักเส้นนี้เช่นกัน

ตอนนั้นอาซิ่วอย่างกับนางบนสวรรค์ ใช้ชีวิตอิสรเสรี

ตอนนั้นเฉินซีเพิ่งจะเริ่มมีชื่อขึ้นในแดนภวังค์ทมิฬ ยังไม่ได้เป็นเซียนสวรรค์เลยด้วยซ้ำ

พอนึกถึงเรื่องในอดีตเหล่านั้นขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นความทรงจำที่สวยงามในชีวิตของเขาทีเดียว

“จริง ๆ แล้วจัดงานแต่งที่นี่ก็ไม่เลวนะ ทุกคนจะได้กินอย่างที่อยากกิน แบบนั้นคงสะใจน่าดู” อาซิ่วพูดไปกินกุ้งไปอีกตัว จากนั้นก็แลบลิ้นเลียน้ำมันที่ติดริมฝีปาก ดูท่าจะอร่อยจริง ๆ

“หากเจ้าต้องการจะแต่งที่นี่ก็ได้” เฉินซีพูดสบาย ๆ

อาซิ่วได้แต่ส่ายหัว “ไม่ได้หรอก! ไม่ได้แน่ ๆ! คิดดูอีกทีแล้ว ใช้ที่นี่เป็นที่หลบของเราดีกว่า จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้หรอก”

เฉินซียิ้มทันใด เขารู้ว่าอาซิ่วพูดแบบนี้ไปเพราะอยากให้เหลือความทรงจำที่มีแต่นางกับเขาเท่านั้นอยู่

“นี่ เจ้าหัวเราะที่ข้าเห็นแก่ตัวหรือ?” อาซิ่วขมวดคิ้ว

“ข้าจะกล้าได้อย่างไร?” เฉินซีรีบปฏิเสธ

อาซิ่วเม้มปาก “ไม่รู้ล่ะ เจ้าจะเอาที่อื่นก็เอาไป แต่พี่สาวคนอื่น ๆ ห้ามเข้ามาที่นี่เด็ดขาด”

เฉินซีพยักหน้าให้รัว ๆ “ก็ได้ ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”

ตาใสของอาซิ่วเป็นประกาย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมีความสุข “ดี เช่นนั้นเอาตามนี้”

เฉินซีทำอีกหลายจานมานั่งกินกับอาซิ่ว การได้กินอาหารเช่นนี้ท่ามกลางถนนอันคึกคักวุ่นวายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตชีวาช่างเป็นสิ่งที่ทำให้สบายใจและน่าพึงพอใจยิ่ง

“เจ้าของร้าน มีที่นั่งอีกหรือไม่?” ตอนที่กำลังจะกินเสร็จนั้นเอง ชายชราในชุดคลุมสีดำก็ปรากฏขึ้นหน้าร้าน ท่าทีเขาดูสบาย ๆ แต่ก็ดูดุดันไม่ใช่น้อย ข้างกายมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ฐานะคงไม่ธรรมดา

ร้านนี้เป็นร้านข้างถนน นอกจากเตาแล้วในร้านก็มีแค่โต๊ะไม้เพียงโต๊ะเดียวเท่านั้น ให้คนนั่งได้เพียงสองคน

ซึ่งตอนนี้โต๊ะนั้นก็มีเฉินซีกับอาซิ่วนั่งอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีที่ว่างหรือมีเหตุผลใดให้ชายชราถามคำถามแบบนี้

เมื่อเห็นท่าทางสบาย ๆ ของชายชราแล้ว เฉินซีก็ลุกขึ้นเอ่ยขอโทษขอโพย “ขออภัยด้วย แต่วันนี้ข้าไม่เปิดร้าน”

ชายชราดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ติดตามคนหนึ่งยั้งตนเองไม่ได้ เอ่ยตำหนิขึ้นด้วยเสียงต่ำ “ได้ยินว่าร้านในเมืองเทาเที่ยเปิดจนรุ่งสาง นี่ก็เพิ่งผ่านไปค่อนคืน เจ้ากลับปฏิเสธเราแล้ว หรือเจ้าจะดูถูกพวกเรางั้นหรือ?”

เฉินซีมุ่นคิ้ว ส่วนชายชราก็โบกมือกล่าว “ช่างเถอะ ไปร้านอื่นเอาก็ได้ ได้ยินว่าบุคคลในตำนานผู้นั้นได้ทิ้งสูตรอาหารนามว่าจิตใจล่องลอยไว้ตอนเดินทางมาที่นี่ แต่เดินมาทั่วทั้งเมืองยังไม่เห็นมีใครทำอาหารจานนั้นขึ้นมาได้เลย ข้ารู้สึกท้อเหลือเกิน”

ระหว่างที่พูด เขาก็ส่ายหน้าทำท่าจะจากไป

ชายชราเห็นคนอื่นอึ้งไปก็ถอนหายใจใส่ “พวกเจ้ามันบื้อ! หากข้าไม่สังเกต ก็คงเออออไปกับพวกเจ้าแล้วพลาดโอกาสชั้นยอดเช่นนี้ไปแล้ว!”

โอกาสชั้นยอดงั้นหรือ? ของเหลือพวกนี้น่ะหรือ?

ทุกคนได้แต่ประหลาดใจว่าตนเองโง่จริงหรือไม่ เพราะถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจในนายของตนเองเลย!

“พวกเจ้านี่มัน….” ชายชราส่ายหัวให้ด้วยความเหนื่อยใจ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ข้ารับใช้ทั้งหลายรีบติดตามไปทั้งที่ยังมึนงงอยู่

สามวันให้หลังตอนที่มาถึงสำนักศึกษาจักรพรรดิเต๋า พวกเขาก็เลยเข้าใจ ได้แต่อึ้งทึ่งอยู่แบบนั้น

จังหวะที่เฉินซีจากไปพร้อมกับอาซิ่ว อาซิ่วก็หัวเราะคิกคัก เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไพเราะ “เจ้านี่นิสัยไม่ดีเลย ไปให้เขากินของเหลือได้อย่างไร?”

เฉินซียักไหล่ให้ “ก็เขาเต็มใจกินนี่นา ข้าไม่ได้ไปบังคับเขาเสียหน่อย”

จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้บอกอาซิ่ว่าชายชราผู้นั้นคือเชินถูฮวาเถิง ลุงของเชินถูเยียนหราน ถึงเขาจะเกรงใจเชินถูเยียนหราน ไม่ได้คิดแค้นอะไรกับเชินถูฮวาเถิง

แต่หากเฉินซีไม่ลงโทษที่ข้ารับใช้พวกนั้นเสียมารยาท เช่นนั้นเชินถูฮวาเถิงก็คงจะได้แต่วิตกและหวาดกลัวยามเผชิญหน้าในอนาคต แบบนั้นเขาก็คงไม่สบายใจ

ดังนั้นเขาเลยทำไปเช่นนั้น ถือว่าเป็นบทลงโทษของเฉินซี จากนั้นเขาก็จะไม่เอาเรื่องอะไรอีก

ยอดฝีมือทั้งหลายอย่างไรก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้ แต่ละคำพูดแต่ละการกระทำถูกคนอื่นคิดวิเคราะห์อยู่เสมอ ถึงแม้จะแสดงความเป็นมิตรออกมา แต่ก็ต้องสื่อสิ่งที่อยู่ภายในให้คนอื่นเข้าใจได้ด้วย ไม่เช่นนั้นมีแต่จะทำให้คนอื่นเข้าใจผิด

เฉินซีเชื่อว่าเชินถูฮวาเถิงคงเข้าใจดี

อีกทั้งของเหลือเหล่านั้นยังเป็นอาหารฝีมือเฉินซี ถึงแม้จะเป็นของเหลือ แต่ก็ไม่ใช่ของที่ใครบนโลกนี้จะได้ลิ้มลองง่าย ๆ!

แน่นอนว่าเฉินซีไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ก็รู้ว่าเชินถูฮวาเถิงคงคิดแบบนั้นแน่ อาจจะฟังดูไร้สาระไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร

ก็เหมือนกับราชาในโลกมนุษย์ ถึงแม้จะมอบชุดข้างในตนเองให้ข้ารับใช้ ข้ารับใช้ผู้นั้นก็คงไม่เห็นเป็นเรื่องเลวร้ายอะไร มองว่าเป็นเกียรติเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นของ ‘มังกร’ แห่งจักรวรรดิ จะมีใครสักกี่คนที่ได้ครอบครองสมบัติเช่นนั้นบ้าง? หมายความว่าอย่างไร? ก็หมายความว่าองค์ราชามองว่าเขาเป็นคนของตน หากใครกล้ามามีปัญหาด้วยก็สามารถใช้ของชิ้นนี้ไปข่มขู่อีกฝ่ายได้!

ภายใต้ความไร้สาระทั้งหลายนี้ จริง ๆ แล้วเป็นเครื่องแสดงความเคารพต่ออำนาจและความแข็งแกร่งต่างหาก

“กลับบ้านกันดีหรือไม่?” เฉินซีมองถนนอันสว่างไสวของเมืองเทาเที่ย จากนั้นก้มหน้าลงคลี่ยิ้มให้อาซิ่ว

“อืม” อาซิ่วพยักหน้า พอคิดถึงงานแต่งงานที่จะมาถึงในอีกสามวันก็ให้รู้สึกเขินอายขึ้นมา รู้สึกหวานล้ำในใจยิ่ง

ในชีวิตคนเรามีความปีติยินดีอันยิ่งใหญ่อยู่สี่อย่าง ได้พบสหายในสถานที่ห่างไกล คว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขัน ทำความปรารถนานานหลายปีให้สำเร็จ และคืนแต่งงาน

คืนแต่งงานนับว่าเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุดเลยก็ว่าได้ อย่างน้อย ๆ สตรีอย่างอาซิ่วก็ยังอยากมีอะไรเช่นนี้

ถึงไม่กล่าวถึงฐานะของนาง วันนี้ก็เป็นวันที่สตรีทั้งหลายเฝ้าหาใครอีกคนที่จะมาเป็นอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตไม่ใช่หรือไร?

อาซิ่วรู้สึกเช่นนั้น สิ่งที่นางรู้สึกภูมิใจที่สุดคือแม้นางจะไม่ใช่คนแรกที่คลอดลูกให้เขา แต่นางเป็นคนแรกที่เขาจัดงานแต่งด้วย!

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]