เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] นิยาย บท 5

บทส่งท้าย 5.7 นักเรียนตัวท็อปกับหนอนหนังสือ

………………..

บทส่งท้าย 5.7 นักเรียนตัวท็อปกับหนอนหนังสือ

“นี่ พวกนายเห็นหรือเปล่า? มีคนกล้ามาหาเรื่องเราด้วยนะวันนี้! น้องชายเป็นใครกันเนี่ย? ทำไมถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย? ไปเอาความกล้าเข้ามาก่อปัญหาในถิ่นผานอวิ๋นชิงมาจากไหนกัน?” ชายหนุ่มที่กำลังกดหญิงสาวอยู่บนโซฟาและเทไวน์ลงคอยืนขึ้น จากนั้นมองแขกไม่ได้รับเชิญด้วยสายตามืดมิด

ชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าผานอวิ๋นชิงมีหน้าตาค่อนข้างหล่อเหลา แต่ซีดเซียวไปหน่อย ตาก็หรี่ลงเล็กน้อย เผยท่าทางโหดเหี้ยมอยู่บ้าง

เฉินหลานมุ่นคิ้ว บรรยากาศที่นี่ทั้งเหม็นและเต็มไปด้วยขวัญ เขาไม่ชอบเลย เลยพูดออกไปตามตรง “ปล่อยผู้หญิงคนนั้นซะ”

ผานอวิ๋นชิงชะงักไป จากนั้นก็คำรามเสียงหัวเราะเย่อหยิ่ง ชี้นิ้วไปยังผู้หญิงคนนั้น “นี่ ๆ ๆ! มีคนคิดจะเล่นบทฮีโร่กับฉันว่ะ! น้องชาย หรือว่าน้องชายจะเป็นแฟนตัวยงของยัยนี่งั้นเหรอ?”

คนอื่น ๆ เองก็หัวเราะขึ้นเช่นกัน ทุกคนในห้องเป็นทายาทจากตระกูลมีชื่อเสียงทรงอิทธิพลกันทั้งนั้น หรือก็คือเป็นพวกลูกคนรวยนั่นเอง

คนอย่างพวกเขาชอบเอาอิทธิพลเอาอำนาจมาใช้ประโยชน์ ผ่านเรื่องรักเรื่องใคร่มานักต่อนัก เมื่อรวมกับฐานะทางบ้านที่ไม่ธรรมดา ก็นับว่าเป็นพวกคนรวยเสเพลแห่งเมืองหลวงเลยก็ว่าได้ ทำตัวตามใจชอบ แล้วไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเขาด้วย

ตอนนี้ ในขณะที่กำลังประหลาดใจที่เฉินหลานเข้าห้องมาซัดพวกเขาไปคนหนึ่งอยู่ แต่ก็ไม่ได้กลัวอะไร กลับตื่นเต้นขึ้นมาแทน

เจ้าพวกนี้เป็นพวกตัวปัญหาทั้งนั้น พึ่งแต่ที่บ้านเอาชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้ ดังนั้นเจออะไรแบบนี้จึงไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างไร

“น้องชาย ฉันลืมไปอย่าง พ่อเจ้าคนที่น้องชายเพิ่งเตะสลบไปน่ะเป็นหัวหน้ากองบัญชาการความมั่นคงเชียวนะ” หญิงสาวแต่งหน้าจัดคนหนึ่งหัวเราะขึ้น “ที่สำคัญ พ่อเขาหวงลูกชายมาก ระวังโดนจับด้วยล่ะ”

คนอื่น ๆ หัวเราะลั่นขึ้นมาแล้วมองด้วยสายตาเยาะเย้ย

เฉินหลานรู้ว่าพูดไปก็ไม่ได้อะไร จึงเดินไปข้างหน้าหมายจะพาผู้หญิงไปกับเขาด้วย

ผมเผ้าเธอไม่เป็นทรง กำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นตัวสั่นอยู่บนโซฟา ดูน่าสงสารมาก

ถ้าเฉินหลานจำไม่ผิด เธอก็คือ ‘คนงามของชาติ’ อวิ๋นไช่เหว่ย เป็นดาราดัง

เฉินหลานไม่ใช่แฟนคลับเธอ แต่จำเธอได้เพราะเคยมีคนเอารูปมู่ชิงกับเธอมาเทียบกันในกระทู้มาก่อน ทำให้เกิดเรื่องฮือฮาครั้งใหญ่เลยทีเดียว

ทว่าดาราดังกลับถูกพวกลูกคนรวยและตระกูลทรงอิทธิพลทำให้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เสียได้ เฉินหลานเห็นแล้วก็ประหลาดใจอยู่บ้าง อีกทั้งยังสงสัยว่าถ้าแฟนคลับตัวยงของเธอรู้เข้าจะว่าอย่างไร

“นี่น้องชาย! จะเอาตัวคนไปทั้งอย่างนั้นเลยเหรอ? ขอเราก่อนหรือยัง?” ชายหนุ่มตัวเหม็นเหล้าขวางทางเฉินหลานไว้ กลิ่นเหล้าในปากตีหน้าเฉินหลานอย่างจัง

“อีกคนหนึ่งแล้วนะ! น้องชายนี่สุดยอดจริง ๆ! ไอ้นั่นน่ะมันลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของหัวหน้าเลขาธิการคณะกรรมการบริหารภายในของจักรวรรดิเชียวนา อย่าตกใจไปล่ะ” หญิงสาวแต่งหน้าจัดเอ่ยขึ้นพร้อมกับปรบมือ

เฉินหลานยังคงมีใบหน้าเรียบเฉยแล้วเดินไปต่อ

ตอนนี้ผานอวิ๋นชิงรู้แล้วว่ากลิ่นมันแปลก ๆ จึงมุ่นคิ้ว “รู้ไหมว่าตัวเองทำอะไรอยู่?”

เฉินหลานยังทำไม่รู้ไม่ชี้ เพียงแต่พยักพเยิดไปทางอวิ๋นไช่เหว่ย “มากับฉัน”

อวิ๋นไช่เหว่ยร้องไห้จนตาบวม ผมเผ้ายุ่งเหยิง เธอมองใบหน้าชายหนุ่มที่ไม่คุ้นเคยตรงหน้า พอได้ยินคำเขาก็พูดว่า “น… นาย… นายต้องซวยแน่ถ้าไปขัดใจพวกนั้น…. รีบ… ไปเถอะ!”

ผานอวิ๋นชิงหัวเราะเสียงเย็น “เลิกเก๊กได้แล้ว! ไม่คิดว่ามันน่ารังเกียจเหรอ? จะไปทั้งอย่างนี้เนี่ยนะ? อย่าหวังเลย!”

ผานอวิ๋นชิงชี้เฉินหลาน “ไม่ว่าแกจะเป็นใคร ในเมื่อมาทำร้ายเพื่อน ทำลายแผนการของฉัน ก็ถือว่าเป็นศัตรูกันแล้ว แต่วันนี้ฉันรับแขกอยู่ ปลีกตัวไปยุ่งด้วยไม่ได้ ฉะนั้นแกคุกเข่าขอโทษซะ ฉันอาจจะไว้หน้าแกบ้าง ไม่ทำให้แกถึงขั้นต้องไปขอทานอาหารอยู่ตามถนน ดีไหม?”

“คุกเข่าขอโทษเหรอ? ใจดีไปแล้ว แบบนี้ก็ไม่สนุกเลยดิ” คนอื่น ๆ เริ่มร้องโห่

เฉินหลานไม่รู้ว่าคนพวกนี้สมองเป็นอะไรกันไปแล้ว อยู่ในสภาพแบบนี้ยังคิดว่าจะรับมือฉันไหวอยู่อีกเหรอ?

หรือจะบีบให้ต้องสั่งสอนบทเรียนรายตัวไปเลย?

ปึง!

เป็นจังหวะนั้นเองที่ประตูถูกเตะเปิดเข้ามา หญิงสาวท่าทางเด็ดดวงคนหนึ่ง ใบหน้าดูเย็นชาทว่าเย้ายวนเดินเข้ามาในห้อง เธออยู่ในชุดกระโปรงสีน้ำเงินเข้ม เกล้าผมขึ้นด้านหลัง

เธอก็คือเหลียงเลี่ยงนั่นเอง หลังจากเปลี่ยนชุดทหารออกแล้ว ชุดกระโปรงในตอนนี้ก็สวยสดงดงามมาก เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งบนเรือนร่างเป็นอย่างดี ริมฝีปากเย้ายวนยกยิ้มขึ้น

แต่ตอนนี้ใบหน้ากลับเป็นยิ้มเหี้ยม เธอเหลือบมองชายหนุ่มหญิงสาวในห้องแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อไม่สนุกแล้ว งั้นฉันขอถามพวกแกหน่อยว่าแล้วความสนุกของพวกแกมันคือห่าเหวอะไรกันแน่?”

ผานอวิ๋นชิงกับคนอื่น ๆ อึ้งไปเมื่อเห็นเหลียงเลี่ยง ไม่ใช่เพราะจำไม่ได้ แต่เป็นเพราะไม่เคยเห็นเธอในชุดกระโปรงแบบนี้ต่างหาก!

ทว่าก็ตั้งสติได้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงกร้าว ต่างก็รู้สึกตกใจขึ้นมา ไม่รู้ว่าเหลียงเลี่ยงมีปัญหาอะไรกันแน่

“พี่เหลียงเลี่ยง พี่มาทำอะไรที่นี่? นี่มัน….” ชายหนุ่มท่าทางเหลาะแหละคนหนึ่งยิ้มเดินออกมาทักทายเหลียงเลี่ยง แต่เหลียงเลี่ยงกลับหยิบขวดไวน์ฟาดเข้าให้ที่หัวจนแตกกระจาย

เจ้านั่นเลือดอาบหน้าร้องเสียงโหยหวนทันที

“ไสหัวออกไป อย่ามายุ่ง ฉันจะจัดการแกทีหลัง!” เหลียงเลี่ยงเอ่ยด้วยสายตากร้าว จากนั้นก็คว้าขวดไวน์อีกขวดขึ้นมา

“เหลียงเลี่ยง เธอจะเอาอะไร?” ผานอวิ๋นชิงค่อนข้างตกใจเมื่อเห็นแบบนั้น เพราะถ้ายัยบ้านี่คลั่งขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครหยุดได้แล้ว

“จะเอาอะไรเหรอ? ฉันก็อยากจะถามพวกแกเหมือนกันว่าพวกแกต้องการอะไร!” พูดจบ เธอก็เหวี่ยงขวดฟาดกบาลชายอีกคน ชายหนุ่มยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกตีหัวแล้ว ร้องลั่นแล้วสลบเหมือดไปทันที ช่าง… โชคร้ายจริง

“น… นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย? ถ้าฉันไปทำอะไรเธอไว้ก็ขอโทษด้วยก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะชดใช้ให้ ตกลงไหม?” ผานอวิ๋นชิงเห็นเหลียงเลี่ยงหยิบขวดไวน์อีกขวดขึ้นมาก็ร้อนใจ ถึงเขาจะมีพ่อเป็นถึงหนึ่งในรัฐมนตรีของจักรวรรดิ แต่มีหรือเขาจะกล้าหือกับเชื้อพระวงศ์อย่างเหลียงเลี่ยงได้?

“ทำอะไรฉันมันไม่เท่าไหร่หรอก แต่แกทำเพื่อนฉัน ฉะนั้นเรื่องนี้มันไม่ง่ายหรอกนะ ฉันจะบอกพวกแกไว้นะว่าครั้งนี้ไม่ว่าพ่อหรือแม่แกก็ช่วยพวกแกไม่ได้แน่!” เหลียงเลี่ยงสวมชุดกระโปรงค่อนข้างทางการสีน้ำเงินเข้ม มันเป็นชุดที่ควรจะทำให้เธอดูเป็นสุภาพสตรี แต่ตอนนี้เธอเหมือนมังกรคลั่งเสียมากกว่า เป็นภาพที่ดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

เธอโกรธมากจริง ๆ เพราะเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นตอนที่เธอเดินไปเปลี่ยนชุดเท่านั้นเอง แล้วจะไม่ให้โกรธได้ยังไง?

เพื่อนเหรอ? ผานอวิ๋นชิงกับคนอื่น ๆ มองเฉินหลาน จากนั้นก็พอเข้าใจ พร้อมกันนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันใด ถ้ารู้ว่าเป็นเพื่อนเหลียงเลี่ยง พวกเขาจะกล้าทำอย่างนั้นเหรอ?

เห็นได้ชัดว่าในเมื่อเหลียงเลี่ยงใช้คำนั้น เพื่อนคนนี้คงไม่ใช่เพื่อนธรรมดา ฉะนั้นขนาดผานอวิ๋นชิงยังรู้สึกจนปัญญาขึ้นมา

“ไอ้หยา มันเรื่องเข้าใจผิดกันทั้งนั้น คนอย่างเรามันควรจะพวกเดียวกันสิ พี่เหลียง พวกเราผิดไปแล้ว พวกเราขอโทษแล้วขอชดใช้ให้ได้ไหม?” ผานอวิ๋นชิงเอ่ยเสียงอ่อน

เพล้ง!

เหลียงเลี่ยงฟาดขวดเข้าที่หัวอีกฝ่าย ทำเอาเลือดไหลอาบหน้าจนร่างเซ แทบร่วงลงกับพื้น

ตอนนี้เธอนั่งเงียบอยู่ ใจยังอึ้ง ๆ ขณะมองชายหนุ่มหญิงสาวนั่งดื่มกันอยู่ในห้อง

เธอเป็นดาราที่ดังที่สุดในวงการบันเทิงของจักรวรรดิคาเธ่ย์ เป็นซูเปอร์สตาร์ที่ถูกเรียกว่าคนงามของชาติ แถมยังมีอิทธิพลมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือเพลงของเธอก็ล้วนเป็นที่โด่งดัง ถึงขั้นที่มีแฟนคลับอยู่นอกจักรวรรดิเลยด้วยซ้ำ

ตัวอย่างก็คงเป็น บัญชีส่วนตัวของอวิ๋นไช่เหว่ยบนโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ดังที่สุดมีแฟนคลับติดตามอยู่หลายสิบล้านคนทีเดียว!

แต่ก็เป็นซูเปอร์สตาร์คนนี้นี่ล่ะที่เกือบจะถูกขืนใจ เห็นได้ชัดว่าเธอสั่นกลัวขนาดไหน

อวิ๋นไช่เหว่ยได้ยินมาว่าในวงการบันเทิงมีทั้งขาวและดำ เป็นเหมือนสถานที่รวมคนทุกประเภทเอาไว้ในที่เดียว แต่ไม่ว่ายังไงมันก็เป็นแค่วงการบันเทิง ในสายตาของผู้มีอิทธิพลและคนร่ำรวยทั้งหลายแล้ว พวกเขาก็มองว่าพวกเธอเป็นแค่สินค้าที่อยู่ในวงการเท่านั้น

แต่ก่อนอวิ๋นไช่เหว่ยไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เธอเชื่อแล้ว

เธอเคยถามตัวเองว่าเธอจะทำอย่างไรถ้าถูกบังคับแบบเมื่อก่อนหน้านี้ขึ้นมา แต่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะทำยังไง ไปแจ้งตำรวจก็คงไม่ได้เรื่อง เอาเรื่องไปลงเว็บไซต์ก็คงไม่ได้เหมือนกัน เพราะก็คงจะถูกลบหายไปอย่างเงียบ ๆ

ส่วนจะหาใครมาแก้แค้นแทนเหรอ?

ลืมไปได้เลย! มันเป็นไปไม่ได้เลยที่อวิ๋นไช่เหว่ยจะมารู้จักใครในเมืองหลวงที่สามารถเอาคืนไอ้คนพวกนั้นได้

ฉะนั้นหลังจากคิด ๆ ดูแล้ว อวิ๋นไช่เหว่ยเลยลงเอยว่าเธอคงต้องทนไป นี่คือความทุกข์ของคนเป็นดารา

ภายนอกเหมือนเปล่งประกาย ไปที่ไหนก็มีแต่แฟนคลับรายล้อม แต่ต่อหน้าคนที่มีพลังจริง ๆ คนอย่างเธอจะมีอำนาจไปสู้อะไรได้

ดังนั้นเมื่อกี้อวิ๋นไช่เหว่ยจึงสิ้นหวัง ยอมจำนวนต่อชะตากรรม แต่ไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มกับหญิงสาวคนนี้จะพลันเข้ามาในห้องแล้วช่วยเธอไว้

อวิ๋นไช่เหว่ยคิดไม่ออกเลยว่าเฉินหลานมีพื้นเพเป็นมายังไงกันแน่ ไม่รู้ด้วยว่าเหลียงเลี่ยงเป็นใคร แต่ก็เห็นเต็มสองตาว่าพวกชายหนุ่มหญิงสาวที่มาจากบ้านทรงอิทธิพล ที่ไม่มีใครกล้าไปทำอะไร ได้แต่ถูกอัดจนร้องลั่น ทั้งเฉินหลานกับเหลียงเลี่ยงต่างก็ไม่สนคำขอโทษของอีกฝ่าย

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก การที่เธอมาจนถึงจุดนี้ได้ อวิ๋นไช่เหว่ยจึงไม่ใช่คนโง่ เธอเดาได้ทันทีว่าชายหญิงคู่นี้คงไม่ใช่คนธรรมดา และมีฐานะเหนือกว่าเจ้าพวกนั้นแน่

ทว่าอวิ๋นไช่เหว่ยก็สงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงช่วยเธอไว้ แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก

เธอมั่นใจในรูปลักษณ์ตนเองมาก แต่ก็ยังมั่นใจว่าชายหนุ่มที่ช่วยเธอไว้ไม่ได้ช่วยเธอมาเพราะความสวยแน่ ๆ

พร้อมกันนั้น อวิ๋นไช่เหว่ยก็ยังมั่นใจในชื่อเสียงตนเอง แต่ข้อนี้จะใช้ได้ก็กับคนธรรมดาเท่านั้น คงเอามาเทียบกับสองคนนี้ไม่ได้

ดังนั้นอวิ๋นไช่เหว่ยจึงคิดเหตุผลที่พวกเขาช่วยเธอไว้ไม่ออก

“เสียอารมณ์หมดเลย ฉันคิดว่าจะพานายมาสนุกแท้ ๆ เชียว แต่ไอ้เวรพวกนั้นกลับทำพังหมด” ไวน์ขวดแรกถูกดื่มจนหมดอย่างรวดเร็ว จากนั้นเหลียงเลี่ยงก็ถอนหายใจ

“ฉันเป็นต้นเหตุ ฉันผิดเองแหละ”

เหลียงเลี่ยงกำลังจะเปิดอีกขวดหนึ่งกระดก เฉินหลานก็พูดขึ้นมาแล้วหยุดเธอไว้ “ดื่มให้มันน้อย ๆ หน่อย เดี๋ยวเธอต้องขับรถนะ”

เหลียงเลี่ยงส่งสายตาเย้ามองเฉินหลานแล้วยิ้ม “ไม่เห็นต้องมาสุภาพอะไรกันเลย ถ้าฉันเมา นายจะทำอะไรตามใจเลยก็ได้ไม่ใช่เหรอ?”

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]