เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 102

บทที่ 102 การโต้แย้งในราชสำนัก

ขณะที่หลี่ซวี่กำลังจะออกมา เขาดูประหม่าเป็นพิเศษ เลขาธิการกรมคลังเข้ามาโค้งคำนับ และเอ่ยทัดทานฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง

“กระหม่อมขอร้อง ฝ่าบาทโปรดริบเข็มขัดทองคำกลับคืนมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ! ผู้ที่ได้รับพระราชทานเข็มขัดทองคำในราชวงศ์ล้วนเป็นเสาหลักของแว่นแคว้น กระดูกสันหลังของใต้หล้า เป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามสูงสุดของเสาหลักแห่งต้าเหลียง ฉินเฟิงสามัญชนผู้นี้จะแบกรับเกียรติยศนั้นได้อย่างไร? หากเรื่องนี้กระจายออกไป ย่อมเป็นบ่อนทำลายคุณค่าของเข็มขัดทองคำ ทั้งยังทำให้คุณงามความดีของบรรพบุรุษเสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ!”

หลี่ซวี่รู้ดีว่าเกียรติยศของเข็มขัดทองคำนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของสิทธิพิเศษที่ผู้สวมใส่จะได้รับ

หากฉินเฟิงมีเข็มขัดทองคำอยู่กับตัว ศาลาว่าการท้องถิ่นหมื่นพันแห่งในใต้หล้านี้ มีเพียงศาลต้าหลี่แห่งเดียวเท่านั้นที่สามารถตัดสินเขาได้ ต่อไปหากคิดจะจัดการกับฉินเฟิง หรือแม้แต่ตระกูลฉิน มันจะยิ่งยากลำบากมากขึ้น

บรรดาขุนนางกรมคลังต่างคล้อยตามหลี่ซวี่จนถึงที่สุด พวกเขาทยอยเข้ามาทัดทานเพื่อขอให้ฝ่าบาทถอนรับสั่ง

แม้แต่มหาบัณฑิตเฉิงหยินก็ทนมองไม่ไหวอีกต่อไป เขาโค้งคำนับ และเอ่ยว่า

“ฉินเฟิงอายุยังน้อย ประการแรกไม่มีสถานะอย่างเป็นทางการ ประการที่สองไม่มีตำแหน่งบรรดาศักดิ์ ประการที่สามไม่มีคุณงามความดี ว่ากันว่าชื่อเสียงของเขาในเมืองหลวงก็ค่อนข้างเสื่อมเสีย เป็นเรื่องยากที่จะคู่ควรกับเกียรติยศสูงสุดนี้พ่ะย่ะค่ะ หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป คนทั้งใต้หล้าจะมองฝ่าบาทเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ? หรือฝ่าบาทลืมบทเรียนนองเลือดของฮ่องเต้องค์ก่อนที่โง่เขลาไร้ศีลธรรม ให้ความสำคัญกับขุนนางเจ้าเล่ห์ประจบสอพลอจนทำลายแม่น้ำและภูผาใหญ่ที่ดีงามมากมายไปสิ้นแล้ว?”

มหาบัณฑิตมีสิทธิพิเศษ สามารถเอ่ยทัดทานอย่างตรงไปตรงมาได้ เมื่อมองดูทั่วทั้งราชสำนัก แม้แต่ขุนนางระดับสูงยังไม่กล้าพูดกับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเช่นนี้ แต่เฉิงหยินกลับกล้าทำ

เมื่อเผชิญกับความเคลือบแคลง และการตักเตือนของทุกคน ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกลับยิ้มตั้งแต่ต้นจนจบ ดูราวกับว่าทรงคาดการณ์ผลลัพธ์นี้ไว้แล้ว พระองค์เอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

“ความกังวลของทุกคนนั้นมิใช่ว่ามิมีเหตุผล เจิ้นพระราชทานเข็มขัดทองคำให้ฉินเฟิง ย่อมผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ส่วนชื่อเสียงอันเสื่อมเสียของฉินเฟิง เป็นเพียงการกระจายข่าวเท็จในแวดวงบุตรหลานขุนนางที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เท่านั้น หากฉินเฟิงประพฤติตัวเสื่อมเสียกับราษฎร เจิ้นย่อมไม่ละเว้นเขา!

“ฉินเฟิงนำเสนอแผนภาพกลยุทธ์ทางทหารซึ่งวางรากฐานสำหรับกองทัพต้าเหลียงในการส่งกองกำลังไปยังเป่ยตี๋ จากคุณความดีนี้เพียงอย่างเดียว มีผู้ใดบ้างในบรรดาขุนนางผู้ภักดีที่สามารถเทียบเคียงได้? นอกจากนี้ท้องพระคลังที่ว่างเปล่าและความบกพร่องทางการเงินในปัจจุบัน ล้วนถูกฉินเฟิงเติมเต็มด้วยเงินหลายแสนตำลึงเงินในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ยังมีผู้ใดสามารถเทียบเทียมเขาได้อีกหรือ?

“ดังที่มหาบัณฑิตเฉิงกล่าว ฉินเฟิงไม่มีสถานะทางการ และไม่มีตำแหน่งบรรดาศักดิ์ เป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา อย่างไรก็ตาม หัวใจของฉินเฟิงได้เกี่ยวพันกับปณิธานอันยิ่งใหญ่ของต้าเหลียงแล้ว นั่นทำให้เจิ้นค่อนข้างประทับใจ มีใจที่จะเลื่อนตำแหน่งให้เขา ทว่าฉินเฟิงยังไม่เคยผ่านการสอบขุนนางและไม่มีผลงานใด ๆ ในกองทัพ หลังจากคิดไปคิดมาก็มีเพียงเข็มขัดทองคำนี้เท่านั้นที่คู่ควร”

พระตำหนักไท่เหอเงียบสนิท ไม่มีใครคาดคิดว่าฝ่าบาทจะตรัสออกมามากมายเพียงนี้ นี่ไม่ใช่เพื่อช่วยฉินเฟิงอธิบาย เห็นได้ชัดว่าเป็นการถือหางอย่างเปิดเผย!

เหล่าขุนนางโมโหทว่าไม่กล้าพูด และบัณฑิตขงจื๊เองก็ทำได้เพียงเอ่ยทัดทาน แต่แท้จริงแล้วกลับไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินพระทัยของฮ่องเต้เลย

ฉินเทียนหู่เองก็ประหลาดใจเช่นกัน แต่ที่มากกว่านั้นคือความภูมิใจ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่บุตรสุนัขบ้านตนได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้

บรรยากาศในราชสำนักพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขุนนางกรมกลาโหมที่ก่อนหน้านี้จำศีล อดกลั้นมาโดยตลอด พากันโผล่ศีรษะออกมาตีเหล็กตอนยังร้อน

มิใช่ว่าขุนนางของกรมกลาโหมแล่นเรือไปตามทิศทางลม แต่เป็นเพราะฉินเทียนหู่ได้ส่งคนไปบอกพวกเขาก่อนเข้าราชสำนักแล้วว่า หากยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม ควรหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับเหล่าบัณฑิตขงจื๊อ

ท้ายที่สุดแล้ว ขุนนางและบัณฑิตขงจื๊อมีจุดยืนที่ไม่เหมือนกัน และมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นการยากที่จะใช้ประโยชน์จากพวกเขา อีกทั้งยังอาจถูกบัณฑิตขงจื๊อใช้โอกาสนี้ป้ายสีได้ง่าย ๆ ซึ่งถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย

แต่บัดนี้คือเวลาที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาในการหักล้างอีกฝ่าย

“เข็มขัดทองคำถือเป็นเกียรติยศสูงสุด ฮ่องเต้ตลอดทุกยุคทุกสมัยล้วนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การพระราชทานเข็มขัดทองคำเป็นครั้งแรกในราชวงศ์นี้ ย่อมเป็นผลมาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบของฝ่าบาทแล้ว หรือขุนนางกรมคลังทุกท่านกำลังตั้งคำถามกับการตัดสินพระทัยของฝ่าบาทหรือ?”

“ในเมื่อฉินเฟิงมีเข็มขัดทองคำ เขาย่อมมีคุณสมบัติที่จะหารือเกี่ยวกับกิจการในราชสำนัก หากกรมคลังทุกท่านเข้ามาแทรกแซงสุ่มสี่สุ่มห้า นี่ถือเป็นการก้าวข้ามขอบเขตรับผิดชอบอย่างโจ่งแจ้ง!”

จู่ ๆ สถานการณ์ก็กลับตาลปัตร

เมื่อเผชิญกับข้อกล่าวหาจากทุกคน เฉิงหยินแค่นเสียงอย่างเย็นชา และเอ่ยอย่างดื้อรั้น “ได้! พักเรื่องเข็มขัดทองคำไว้ก่อน ทว่าการส่งกองทัพไปเป่ยตี๋จะต้องใช้เงินหลายสิบล้านตำลึงเงิน ในขณะที่การอพยพผู้ลี้ภัยมีค่าใช้จ่ายเพียงหนึ่งล้านตำลึงเงินเท่านั้น ทุกท่านว่าควรจะเลือกเช่นไร?”

“นี่…”

“เป็นอย่างไรเล่า ตอบไม่ได้อย่างนั้นหรือ?” เฉิงหยินเหลือบมองกลุ่มขุนนางจากกรมกลาโหมด้วยความเหยียดหยาม ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากอีกครั้ง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังขึ้น

“มีทางเลือกแน่นอน!”

ขณะนี้ฉินเฟิงยอมเปิดปากของเขาแล้ว

ร่างที่แต่เดิมก้มศีรษะโค้งคำนับ พลันก็ยืดตรงราวกับพู่กัน จนศีรษะแทบจะแหงนขึ้นไปหาท้องฟ้า

ไม่มีทางเลือก ถึงเวลาที่นายน้องอย่างข้าจะต้องอวดเก่งแล้ว!

จากนั้นชายหนุ่มก็เผชิญหน้ากับเฉิงหยินโดยตรง

“จุดเริ่มต้นของท่านเฉิงผิดตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังผิดไปไกลอย่างมาก! สงครามระดับแคว้นจะวัดด้วยเงินทองได้อย่างไร? ควรกำหนดด้วยความมุ่งมั่นในการต่อสู้ถึงจะถูก หากเรายอมรับการล่วงล้ำของเป่ยตี๋ครั้งแล้วครั้งเล่า ชาวป่าเถื่อนเป่ยตี๋มีแต่จะเหิมเกริมมากขึ้น จากที่เคยบุกรุกโจมตีเฉพาะบางที่ อาจลุกลามไปจนถึงการคุกคามความปลอดภัยของชายแดนทั้งหมด!”

“แคว้นที่ติดกับต้าเหลียงมีมากถึงเจ็ดแคว้น ทั้งหมดต่างก็ไม่เจียมตัว หากพวกมันเห็นว่าต้าเหลียงยากจนและอ่อนแอ แคว้นที่มีพรมแดนติดกับเราย่อมเอาอย่างเป่ยตี๋แน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น ต้าเหลียงก็จะไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป!”

ใบหน้าของเฉิงหยินซีดเผือด เขาเดินโซเซไปสองสามก้าว และเกือบจะล้มลง

สิ่งที่น่าแปลกก็คือมีบัณฑิตขงจื๊อจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ข้างหลังเขา ทว่าไม่มีใครคอยช่วยพยุง

บัณฑิตขงจื๊อทุกคนหน้าแดงหูแดงเนื่องจากถูกฉินเฟิงทำให้อับอาย และรู้สึกละอายใจอย่างสุดซึ้งกับแนวคิดที่พวกเขาเคยยึดถือก่อนหน้านี้ เหล่าบัณฑิตขงจื๊อต่างเริ่มตั้งคำถามต่อตัวเองว่า พวกเขาควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของราชสำนักหรือไม่ แม้ว่าอยากจะแทรกแซง แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขามีคุณสมบัติ และความสามารถที่จะทำเช่นนั้นหรือเปล่า?

โดยไม่มีใครสังเกตเห็น ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงแอบถอนพระทัยด้วยความโล่งอก

หลังจากการโต้แย้งนี้ จะไม่มีใครในใต้หล้าสงสัยในความจำเป็นของการกรีธาทัพอีกต่อไป

แม้เจ้าฉินเฟิงคนนี้จะเอ้อระเหยลอยชายและไม่น่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาสำคัญ กลับไม่เคยเสียเหลี่ยม ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงยิ่งมองก็ยิ่งชอบเด็กคนนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ความสงสัยและความระแวงในใจค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความซาบซึ้ง

ขณะที่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกำลังจะประกาศผลการอภิปราย เสียงของฉินเฟิงกลับดังขึ้นอีกครั้ง

“ความมุ่งมั่นที่จะโจมตีเป่ยตี๋ไม่อาจสั่นคลอน! อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายทางการทหารหนึ่งร้อยล้านตำลึงเงินก็เป็นปัญหาที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน ขณะนี้ท้องพระคลังฝืดเคืองมานานปี ทั้งยังต้องบรรเทาทุกข์ชาวประชาที่ประสบภัยจากทุกด้าน ถือเป็นความกดดันอันยิ่งใหญ่ในประวัติการณ์ การระดมทุนทางการทหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด กระหม่อมมีข้อเสนอแนะเล็กน้อย ฝ่าบาทโปรดพิจารณาพ่ะย่ะค่ะ”

ในขณะที่พูด ฉินเฟิงก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ และใช้สองมือยกขึ้นเหนือศีรษะ

เมื่อเห็นเช่นนี้ หลี่จ้านก็รีบวิ่งไปรับมา และถวายแด่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงอย่างระมัดระวัง

เมื่อกางกระดาษก็เห็นตัวอักษรตัวเล็ก ๆ แน่นขนัดอยู่บนนั้น แม้ว่าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจะมีพระพักตร์ลึกล้ำดุจทะเลอันกว้างใหญ่ พระองค์ก็ยังอดไม่ได้ที่จะทรงพระโสมนัส ลุกขึ้นยืนและมองดูฉินเฟิงด้วยสายตาร้อนแรงหาใดเปรียบ “ฉินเฟิง นี่เป็นกลยุทธ์การระดุมทุนทางการทหารที่ยอดเยี่ยมยิ่ง เจ้าเป็นผู้คิดมันขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?”

ทุกคนสับสน

กลยุทธ์การระดมทุนที่ยอดเยี่ยมแบบใดกันจึงทำให้ฝ่าบาทตื่นเต้นเช่นนี้ได้?

ทุกคนมองไปยังฉินเฟิงด้วยแววตาสงสัย ฉินเฟิงซึ่งต่อว่ามหาบัณฑิตเฉิงหยิน จนมหาบัณฑิตหน้าแดงหูแดงและเกือบจะเป็นลมไป เวลานี้กลับยิ้มด้วยหน้าทะเล้นเผยให้เห็นท่าทางของนายน้อยเจ้าสำราญตามปกติ เขาเกาท้ายทอย และยิ้มโง่ ๆ ออกมา “กระหม่อมจะมีความสามารถเช่นนี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ผู้ที่คิดค้นกลยุทธ์การระดมทุนที่ยอดเยี่ยมนี้คือบิดาของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”

ทันทีที่พูดออกมา สายตาเร่าร้อนของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ย้ายไปยังร่างฉินเทียนหู่ทันที

แต่ฉินเทียนหู่กลับมีสีหน้างุนงง กลยุทธ์การระดมทุนที่ยอดเยี่ยมอันใดกัน เหตุใดเขาถึงไม่รู้เรื่อง?!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ