บทที่ 1043 พลีชีพเพื่อชาติ
หลี่จางสายตาเฉียบคมและหัวไวเป็นพิเศษ
หลี่อวี้มาที่พระราชวังแห่งนี้ ไม่เพียงเพื่อกำจัดภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นให้กับฉินเฟิง แต่ยังเพื่อ ‘ช่วยเหลือ’ แม่ลูกคู่นี้อีกด้วย
เต๋อผิน*[1]หาได้เป็นผู้รอคอยความตาย หากแต่แสวงหาความตายด้วยตนเอง อุทิศชีวิตเพื่อแผ่นดิน
หลี่จางแน่ใจ เพราะภายในห้องบรรทมนอกจากแม่ลูกคู่นี้แล้วไม่มีขันทีและสาวใช้อื่นใดอีก
ตามปกติ ช่วงเวลาเช่นนี้ขันทีและสาวใช้ควรอยู่ใกล้ชิดพระสนม เพราะบรรดาคนรับใช้เหล่านี้อาศัยอยู่กับนายมานาน นับเป็นคนสนิท แม้จะหนีไปก็จะถูกจับกลับมาอย่างรวดเร็ว และจะต้องได้รับการทรมานอย่างแน่นอน
ชัดเจนว่าเต๋อผินส่งคนรับใช้ในตำหนักออกไปก่อนแล้ว
นอกจากนี้บนเตียงยังมีผ้าสีขาวธรรมดาวางอยู่ สะดวกเมื่อญาติมาเก็บศพหลังจากนางสิ้นชีพ
ผู้บัญชาการสูงสุดทหารรักษาพระองค์สิ้นชีพแล้ว หากพระสนมและบุตร เมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นจะถูกปลูกอย่างสมบูรณ์ ตระกูลของเต๋อผินจะมองว่าฉินเฟิงเป็นศัตรูคู่อาฆาต ถึงตอนนั้นการฟื้นฟูเป่ยตี๋จะยากเสียยิ่งกว่ายาก
หลี่จางกับหนิงหู่ติดตามหลี่อวี้อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพื่อปกป้องความปลอดภัยของเขา
ตามที่ฉินเฟิงคาดไว้ เฒ่าเจ้าเล่ห์หลี่อวี้ไม่ได้ง่ายดาย
หากเขาฆ่าเต๋อผินและบุตร ความผิดย่อมตกเป็นของฉินเฟิง อย่างไรหลี่อวี้ก็เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง และภายหลังก็จะพลีชีพเพื่อชาติ
เขาตายไป ทิ้งความวุ่นวายไว้เต็มที่ สุดท้ายก็ต้องให้ฉินเฟิงมาจัดการ
หลี่จางส่งสายตาให้หนิงหู่คอยเฝ้าระวังหลี่อวี้ต่อ ส่วนเขานั่งยอง ๆ ลงมองเต๋อผินที่ยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ความท่านเจ้าก็ไม่อยากตายใช่หรือไม่? โดยเฉพาะการต้องตายจากลูกน้อย”
“แต่เพื่อบิดาของท่าน ท่านจำต้องทำบางสิ่งบางอย่าง”
“เข้าใจ ข้าเข้าใจความคิดของท่าน”
หลี่จางยกมือลูบศีรษะขององค์ชายน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แต่เด็กหาได้มีความผิด ท่านในฐานะมารดาจะใจดำถึงขนาดพาเขาตายไปด้วนกันได้หรือ”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่จาง แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเต๋อผินยิ่งสั่นไหว
แม้จะกลัวเพียงใดนางก็ยังคงเลือกที่ใช้ชีวิตของตนทำเพื่อครอบครัว เท่านี้ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์จิตใจอันยิ่งใหญ่ของสตรีผู้นี้แล้ว
พอเห็นเต๋อผินยังนิ่งเงียบ หลี่จางถอนหายใจเบา ๆ “หากข้าเป็นเจ้า ข้าไม่เพียงจะเลือกมีชีวิตรอด แต่จะกลับไปยังตระกูล เลี้ยงดูเด็กคนนี้จนเติบใหญ่ และให้เขาใช้ชีวิตอย่างคนปกติ”
“หากเจ้ายังคงจะทำตามความคิดของตนเอง และอยากทิ้งความเสื่อมเสียไว้ในแผนของท่านโหวฉิน ย่อมหมายถึงครอบครัวทั้งหมดของเจ้าจะต้องประสบกับความพินาศ”
“สถานการณ์ตอนนี้แม้แต่จิ้งจอกเฒ่าหลี่อวี้ก็ยังยอมประนีประนอม เจ้าคิดว่าครอบครัวของเจ้าจะสามารถก่อคลื่นลมใดได้ เมื่อขาดการสนับสนุนจากหน่วยนกฮูกราตรี และอยู่ภายใต้การแทรกซึมทั่วถึงขององครักษ์เสื้อแพร”
เผชิญหน้ากับคำชักชวนอย่างนุ่มนวลของหลี่จาง พระสนมเอ่ยปากทั้งน้ำตา
“เมื่อหลี่อวี้กับโจวผู่ยอมจำนนได้ เหตุใดพวกท่านยังต้องฆ่าบิดาของข้า”
หลี่จางอธิบาย น้ำเสียงหนักแน่น “ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของทหารรักษาพระองค์ ไม่เป็นไม่ได้เลยที่บิดาของท่านจะยอมจำนน หาไม่ทั้งครอบครัวของท่านจะต้องแบกรับตราบาปของการเป็นผู้ทรยศ และลูกหลานจะต้องถูกคนภายนอกมองด้วยสายตาเหยียดหยามดูถูก”
“บิดาของท่านจำเป็นต้องต่อสู้จนลมหายใจสุดท้าย และการสละชีพของเขาเพียงผู้เดียวก็เพียงพอแล้ว การเสียสละทั้งหมดที่จะตามมาจะกลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย และแน่นอน ไม่ใช่สิ่งที่บิดาท่านปรารถนาจะเห็น”
“เหล่าขุนนางในราชสำนักต่างทยอยยอมจำนน กระทั่งฮ่องเต้เป่ยตี๋และราชวงศ์ก็ตกเป็นนักโทษ เมื่อถึงเวลา การยืนหยัดจนตายโดยไม่ยอมจำนน นอกจากเพิ่มเลือดเนื้อไว้ มีประโยชน์ใดอีก”
หลี่จางลุกขึ้น แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “เรื่องนี้เจ้าวางใจได้ หากท่านโหวฉินต้องการสังหารให้ราบคาบ ข้าคงไม่มีวันปรากฏตัวที่นี่ และหลี่อวี้ก็คงสังหารพวกท่านแม่ลูกไปนานแล้ว”
“ท่านโหวฉินเป็นห่วงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จึงส่งข้ามาคอยเฝ้าสังเกต”
“เมื่อวังหลวงจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ตรวจสอบกิจการทั้งหมดแล้ว พวกท่านแม่ลูกก็สามารถออกจากพระราชวังได้อย่างปลอดภัย กลับไปยังตระกูลของตน”
“แน่นอนว่าโหวฉินย่อมระมัดระวังเสมอ เด็กคนนี้ในภายภาคหน้าจะถูดเฝ้าระวังในระดับหนึ่ง มากบ้างน้อยบ้าง เพียงเขามุ่งมั่นในทางที่ดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจและผลประโยชน์ ย่อมไม่มีภัยคุกคามต่อชีวิตแน่นอน”
เต๋อผินพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับ นางไม่คิดอะไรอีก จูงมือองค์ชายน้อยลุกขึ้นเงียบ ๆ แล้วกลับไปนั่งที่เตียง เก็บผ้าขาวที่เตรียมไว้ห่อศพ
หลี่จางก็ไม่รั้งช้า หมุนตัวเดินออกมา แล้วไปรวมกับหนิงหู่
ระหว่างเดินออกมา ภายในใจหลี่จางเต็มไปด้วยความรู้สึกซํบซ้อน เต๋อผินกับลูกน้อยแม้จะได้กลับคืนตระกูล แต่ตระกูลของพวกเขาก็จะค่อย ๆ ทรุดโทรมลง
ไม่เพียงเต๋อผิน บรรดาตระกูลที่เคยซื่อสัตย์ต่อฮ่องเต้เป่ยตี๋ทั้งหมดจะค่อย ๆ ถูกกดดัน
แม้จะไม่ถึงกับสังหารล้างเผ่าพันธุ์ แต่การลดทอนอำนาจของพวกเขาย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อหลี่จางพบหนิงหู่ หลี่อวี้กำลังพาคนเดินออกมาจากพระตำหนักข้างหน้าพอดี
สัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ ของหลี่จาง หลี่อวี้ไม่ได้อธิบายอะไร อย่างไรเรื่องนี้ก็จะตกมาถึงเขา ไม่มีอะไรต้องกังวล
“ตำหนักนี้เรียบร้อยแล้ว พระสนมสละชีพเพื่อชาติแล้ว”
หลี่อวี้กล่าวจบ ก็หมุนตัว กำลังจะเดินไปยังตำหนักต่อไป แต่หลี่จางก็คว้าไหล่ของเขาไว้
[1] เต๋อผิน (德嫔) เป็นตำแหน่งพระสนมระดับกลาง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ