บทที่ 1046 เศษซากสร้างความวุ่นวาย
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋ฟางซวี่ กั๋วซือหัวเราะลั่น
เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วกรมพิธีการ
“ฮ่า ๆๆ เพื่อหาผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน?”
“เมื่อแผ่นดินใกล้จะล่มสลายจะมีผลประโยชน์ใดได้อีก?”
“อู๋ฟางซวี่ โจวผู่ พวกเจ้าสองคนก็แค่กบฏขยชาติ ยังมีหน้ามายืนต่อหน้าข้าอีกหรือ?! ช่างไร้ยางอายนัก ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากจะสับร่างพวกเจ้าเป็นชิ้น ๆ แล้วถลกหนังดึงกระดูกพวกเจ้าออกมาเสียให้หมด!”
อู๋ฟางซวี่หนักใจ เขาถอนหายใจเบา ๆ
ชัดเจนว่ากั๋วซือเฒ่าต้องการทำลายพิธีสถาปนาเพื่อให้ฉินเฟิงยากลำบาก
และปัญหาคือฉินเฟิงไม่มีทางยกเลิกพิธีสถาปนา หากกั๋วซือเฒ่าก่อกวน ฉินเฟิงจะมีทางเลือกเดียว นอกจากฆ่ากั๋วซือ
ถึงตอนนั้นฉินเฟิงก็จะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนโหดเหี้ยม
บรรดาผู้มีอุดมการณ์ทั่วแผ่นดินย่อมจะลุกฮือโจมตีฉินเฟิง แล้วเป่ยตี๋ก็จะถูกลากเข้าสู่สงครามอีกครั้ง
อู๋ฟางซวี่มองไปยังห้องด้านใน พอแน่ใจว่าฉินเฟิงยังไม่ได้มาก็ถอนหายใจโล่งอก
เขารีบห้าม “ท่านกั๋วซืออย่าได้กล่าวต่ออีกเลย!”
“ตอนนี้ไม่มีผู้ใดปรารถนาจะทำสงครามอีกแล้ว หากยังคงต่อสู้…”
ก่อนที่อู๋ฟางซวี่จะกล่าวจบ กั๋วซือก็ตวาดเสียงดัง “มีแต่พวกเจ้าขี้ขลาดอย่างพวกเจ้าที่หวาดกลัวสงคราม!”
“ในฐานะขุนนางแห่งเป่ยตี๋ เมื่อศัตรูรุกรานดินแดนพวกเจ้ากลับไม่คิดจะขับไล่ศัตรู กลับยังเข้าร่วมกันกบฏ นับว่าน่าอับอายยิ่งนัก!”
เผชิญหน้ากับคำสาปแช่งของกั๋วซือ เหล่าขุนนางในงานไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากแย้ง
พวกเขาต่างก็รู้สึกผิด เวลานี้กั๋วซือยืนอยู่บนจุดสูงสุดทางศีลธรรม ไม่ว่าใครก็ไม่อยากยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา
อู๋ฟางซวี่ก็ไม่ประสงค์จะเป็นศัตรูกับกั๋วซือ แต่เพื่อให้ชาวเป่ยตี๋สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติ เขาไม่มีทางเลือกอื่น
“กั๋วซือ! ท่านเอสแต่พอดี แล้วก็ควรหยุดได้แล้ว!”
“ข้าพิจารณาสถานการณ์อย่างรอบคอบเพื่อประชาชน แต่ท่าน เพียงแค่ไม่อยากสูญเสียอำนาจในมือ!”
กั๋วซือเลิกคิ้วอย่างดูถูก ตอบกลับด้วยความเหยียดหยาม “กบฏขายชาติกล้ามาสั่งสอนข้าหรือ? ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายแห่งแผ่นดินจริง ๆ”
“พวกเจ้าเป็นเพียงหนูตัวเล็ก ๆ ที่กำลังทำลายราชวงศ์จิ่งเท่านั้น”
คำพูดนี้เป็นการแทงใจดำอย่างแท้จริง กระทบกระเทือนถึงหัวใจของเหล่าขุนนางโดยตรง
หากจิ่งเชียนอิ่งขึ้นครองอำนาจ ราชวงศ์จิ่งก็จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง และพวกเขาทั้งหมดจะหนีพ้นความรับผิดชอบไปไม่ได้
แม้แต่อู๋ฟางซวี่ก็ยังนิ่งอึ้ง ไม่รู้ว่าจะโต้ตอบอย่างไรดี
ขณะนั้นเอง เสียงหัวเราะเยาะดังมาจากห้องด้านใน
ทั้งกรมพิธีการพลันเงียบกริบ สายตาทุกคู่มองไปที่เดียวกัน ฉินเฟิงเอามือไพล่หลังเดินออกมา
อู๋ฟางซวี่ถอนหายใจเบา ๆ…เป็นเรื่องแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อีก
ทุกคนตื่นตระหนก งแต่เฒ่ากั๋วซือยังคงยืนหลังตรง เชิดหน้าเย่อหยิ่งและอย่างภาคภูมิราวกับไม่ใส่ใจฉินเฟิง
“ฉินเฟิง! คนอื่นอาจกลัวเจ้า แต่ข้าไม่กลัว!”
“เจ้าอย่าได้ใช้คำหวานมาลวงข้า เจ้ากล่าวว่าให้องค์หญิงในฮ่องเต้พระองค์ก่อนสืบทอดราชบัลลังก์ ฮึ องค์หญิงในฮ่องเต้พระองค์ก่อนมีความสัมพันธ์ใดกับเจ้า ทั่วใต้หล้าต่างรู้!”
“ด่าพอแล้วหรือไม่ เจ้าแก่ปูนนี้แล้ว ดินไม่ถึงคอ ก็ไม่กลัวลิ้นหลุด”
ต่อหน้าคำประชดของฉินเฟิง กั๋วซือยังคงเย่อหยิ่ง “แม้ข้าจะสูงวัย แต่หากกล่าวถึงความรักชาติ คนที่อยู่ที่นี่ทุกคน ไม่มีใครเทียบข้าได้ กระทั่งจะถือรองเท้าข้าก็ยังไม่คู่ควร”
ได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงหัวเราะลั่น “ฮ่า ๆๆ เจ้าคงยังชอบตกแต่งตัวเองให้ดูดี”
“เจ้าก็ปแค่คนแก่หมดอายุ มีชีวิตมาพอแล้ว ก่อนตายก็อยากช่วยตระกูล หาผลประโยชน์เพิ่มสักหน่อย จะมาพูดถึงความรักชาติทำไม”
“หากเจ้ารักชาติจริง เจ้าควรนำคนรับใช้และญาติพี่น้องมาสร้างกำแพงเนื้อก่อนที่ข้าจะเข้าเมืองหลวงสิ”
“ตอนนี้ออกมาวิ่งพล่านก็เพียงให้คนทั่วโลกชมว่าพวกเจ้าเป็นตระกูลที่ซื่อสัตย์เท่านั้นเอง”
ก่อนที่กั๋วซือจะโต้ตอบ ฉินเฟิงกวาดสายตามองขุนนางทั้งหมด
เขากล่าวด้วยความหนักแน่น “ในเรื่องความรักชาติ ใครเล่าจะไม่รักชาติ แต่พวกเจ้าก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนก่อนว่า แคว้นนี้เป็นของประชาชนหรือของตระกูลจิ่ง”
“จงแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างชาติและบ้าน!”
“ในสายตาของข้า แผ่นดินนี้ไม่ใช่อื่นใด นอกจากเป็นบ้านของตระกูลจิ่ง และพวกเจ้าเป็นเพียงทาสรับใช้ของตระกูลจิ่งเท่านั้น”
“ฮ่องเต้เป่ยตี๋ได้ครองราชย์มาโดยมิชอบ เพื่อยึดอำนาจแต่เพียงผู้เดียวถึงกับไม่เกรงกลัว ทำร้ายพี่ชายและญาติมิตร”
“เมื่อได้ครองราชย์ หากทุ่มเทบริหารแคว้นเพื่อประชาชนก็ยังพอรับได้ แต่หน่วยนกฮูกราตรีที่ฮ่องเต้เป่ยตี๋ก่อตั้งขึ้นมีสายทั่วแผ่นดิน คอยสอดส่องและควบคุมอำนาจมิใช่หรือ?”
“เมื่อมีสายทั่วแป่นดิน รู้ถึงความทุกข์ยากของประชาชน ก็สมควรกระตุ้นให้ประชาชนมุ่งเน้นการผลิต ทว่ากลับเน้นการทำสงครามระหว่างแคว้นอยู่เนือง ๆ”
“หลังทำสงครามพ่ายแพ้ก็ยังไม่ลืมการเล่นงานทางการเมือง กระทั่งในวาระสุดท้ายของแคว้น เขากลับไม่คิดถึงวิธีบรรเทาความเสียหายให้กับประชาชน คิดเพียงจะสังหารองค์หญิงในฮ่องเต้พระองค์ก่อนเพื่อปิดปาก”
“ฝ่าบาทของพวกเจ้า! เป็นเพียงผู้นำที่เต็มไปด้วยตำหนิ ห่างไกลจากคำว่าฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่โดยสิ้นเชิง”
กล่าวถึงตรงนี้ ฉินเฟิงเหลือบมองกั๋วซือ แล้วหัวเราะเย้ยหยัน “เจ้าก็เป็นพระญาติราชวงศ์ เปิดปากก็พูดถึงความรักชาติ ทว่าแท้จริงแล้วชาติที่เจ้ารักคือชาติของประชาชน หรือชาติ…ของตระกูลเจ้า?!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ