บทที่ 1063 การพบกันกับฮ่องเต้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเกินกว่าที่ผู้อพยพจะเข้าใจได้อย่างแน่นอน
สตรีที่ดูสูงศักดิ์ผู้นี้กลับเป็น…ฮ่องเต้หญิงแห่งเป่ยตี๋?!
เมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างของจิ่งเชียนอิ่ง รวมถึงเหล่าทหารหาญติดอาวุธครบมือที่รายล้อม พวกเขาไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ
สำหรับผู้อพยพ แม้แต่นายอำเภอก็ยังเป็นเหมือน ‘เทพเจ้า’ สำหรับพวกเขา
ส่วนการได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทที่เป็นเรื่องไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน
กลับกลายเป็นความจริงเสียอย่างนั้น
ผ่านไปพักใหญ่ เหล่าผู้อพยพจึงได้สติกลับคืนมาจากความตกตะลึง พวกเขาสับสนวุ่นวาย ทรุดตัวลงกับพื้น ก้มศีรษะคำนับไม่หยุด
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ!”
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ อายุยืนหมื่นปี”
พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสตรีผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน เลยได้แต่เอ่ยคำถวายพระพรถูกบ้างผิดบ้างซ้ำไปซ้ำมา
จิ่งเชียนอิ่งลุกขึ้นช้า ๆ ประสานมือไว้ที่หน้าท้อง ใบหน้าสงบนิ่ง ดวงตาทอดมองต่ำ
นางมีทั้งความเป็นกันเองและบารมีที่ไม่อาจต้านทาน
“พวกเจ้าล้วนเป็นราษฎรแห่งเป่ยตี๋ ลุกขึ้นเถิด”
แม้จะได้รับอนุญาตแล้ว แต่เหล่าผู้อพยพกลับไม่กล้าลุกขึ้น พวกเขาเปลี่ยนจากท่าคุกเข่าเป็นหมอบราบกับพื้น ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองจิ่งเชียนอิ่งแม้แต่น้อย
เมื่อเผชิญหน้ากับสามัญชนธรรมดาเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับอะไรพวกเขา
จิ่งเชียนอิ่งนั่งลงแล้วกล่าวเสียงเบา “หากอยากไปเมืองซางโจวก็ไปเถิด ยามนี้บ้านเมืองไม่สงบ หากมีหนทางทำมาหากินก็ควรคว้าไว้”
“เมื่อได้กินอิ่มนอนอุ่น หากมีโอกาส ใบไม้ร่วงคืนราก การได้กลับบ้านเกิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”
เมื่อได้ยินคำพูดของจิ่งเชียนอิ่ง เหล่าผู้อพยพต่างรู้สึกว่าความหวาดกลัวในใจค่อย ๆ ลดน้อยลง
เมื่อครู่พวกเขายังคิดว่าตนเองคงต้องตายแน่แล้ว การที่พวกเขากล้าพูดจาโอ้อวดต่อหน้าฝ่าบาทก็แย่พออยู่แล้ว แต่นี่ยังกล้าชมเชยชาวต้าเหลียงอีก
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ พวกเขาล้วนเป็น ‘ผู้อพยพผิดกฎหมาย’
ยุคนี้ การเป็นผู้อพยพไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นกันได้ง่าย ๆ เมื่อออกจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ต่างถิ่นก็จะถูกมองว่าเป็นคนจรจัด
เมื่อกลายเป็นคนจรจัด สภานะก็ต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าทาสชั้นต่ำ ทางการจับตัวได้ ก็จะถลกหนังพวกเขาออกมาชั้นหนึ่ง
แต่เวลานี้เมื่ออยู่ต่อหน้าฝ่าบาท พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ถูกตำหนิ ฝ่าบาทกลับยังสนับสนุนให้พวกเขาอพยพไปซางโจว ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป
ชายชราก้มหน้าชิดดิน กล่าวน้ำเสียงสั่นเทา “ฝ่าบาท…พระองค์จะไม่สั่งประหารพวกข้าราษฎรผู้ต่ำต้อยจริงหรือ?”
จิ่งเชียนอิ่งยิ้ม ท่าทางสบาย ๆ “เหตุใดต้องสั่งประหาร?”
ชายชรากลืนน้ำลาย ยังคงตื่นตระหนกไม่หาย “พวกข้าผู้ต่ำต้อยหนีไปซางโจว ไม่สมควรถูกสังหารหรือ?”
“ซางโจวเป็นดินแดนของฉินเฟิง…”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจิ่งเชียนอิ่งยิ่งลึกล้ำ
“ไปพึ่งบารมีพระสวามีเจิ้น จะมีความผิดใดกัน?”
ชายชรายังคงไม่กล้าเชื่อ การอพยพหนีต่อหน้าฝ่าบาทกลับไม่ถูกตำหนิ… เดี๋ยวก่อน…
เพราะความตกใจอย่างมาก ชายชราถึงกับลืมความกลัว จู่ ๆ เขาเงยหน้าขึ้น จ้องมองฉินเฟิงอย่างเหม่อลอย
“พระ พระสวามีของฝ่าบาท… ซางโจว ฉิน ฉินเฟิง…”
ชายชรารู้สึกเพียงในหัวมีเสียงดังอื้ออึง ร้องอุทานขึ้นว่า “คุณชาย ท่าน… ท่านก็คือฉินเฟิงในตำนานหรือ?!”
ตำนานอะไรกัน? มีแต่คนตายเท่านั้นที่ใช้คำนี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงความตกตะลึงในดวงตาของชายชรา ฉินเฟิงแย้มยิ้มให้พร้อมกับพยักหน้าอย่างเป็นมิตร
“เจ้าไม่ต้องกังวลไป”
ยามนี้แม้จะเผชิญหน้าก็ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องครอบครัวทั่วไป ไม่ได้รังเกียจผู้อพยพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงและสกปรกมอมแมมแม้แต่น้อย
เมื่อชายชราร้องไห้ ผู้อพยพทั้งหมดก็พลันร้องไห้ตามกันไปด้วย พวกเขาดีใจเหลือเกิน แม้จะไม่เข้าใจว่าอะไรคือแผนการใหญ่ของแคว้น อะไรคือการปกครองด้วยความมุ่งมั่น แต่ยามนี้ การที่พวกเขาได้นั่งอยู่ต่อหน้าคนทั้งสามคนก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้แล้วว่า แคว้นนี้ยังมีความหวัง
“สวรรค์คุ้มครองเป่ยตี๋ของพวกข้าแล้ว!”
“ไม่กล้าคิดเลยจริง ๆ ไม่กล้าคิดเลยว่า ฮ่องเต้หญิงจะมาร่วมชะตากรรมกับพวกข้าผู้อพยพ”
“สองวันมานี้พวกข้าได้ร่วมเดินทางกับฮ่องเต้หญิงและท่านโหวฉิน…”
ฉินเฟิงกับสตรีสองคนนั่งเงียบอยู่ที่เดิม ไม่ได้ห้ามปราม เพราะต่อให้พูดจนปากฉีกก็คงไม่อาจปลอบประโลมจิตใจที่กำลังปั่นป่วนของผู้อพยพได้
รอให้พวกเขาร้องไห้และตะโกนจนพอใจ พวกเขาก็จะสงบลงเอง
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เสียงร่ำไห้คร่ำครวญของผู้อพยพจึงค่อย ๆ สงบลง
ภายใต้แววตาเป็นประกายของผู้คนมากมาย ฉินเฟิงโบกมือเรียกอู๋ถังเข้ามาใกล้
“แจกขนมถั่วกับข้าวให้พวกเขาคนละสองชิ้น”
“การเดินทางไปซางโจวครั้งนี้ ระยะทางยาวไกลเหลือเกิน พวกเขาไม่มีอาหารติดตัวไปแม้แต่น้อย เกรงว่าคงไม่สามารถทนได้”
อู๋ถังไม่ลังเล ขบวนรถได้นำเสบียงมามากมาย โดยเฉพาะขนมจากถั่วและข้าวที่เตรียมมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะอยู่แล้ว
ส่วนฉินเฟิงและคนอื่น ๆ จะกินขนมข้าวอย่างดีและมีเนื้อแห้งเป็นเสบียง
มิใช่ว่าฉินเฟิงตระหนี่ ไม่ยอมแบ่งของดีให้ แต่เพราะไม่มีความจำเป็น
สำหรับผู้อพยพ มีอาหารให้กินสักมื้อก็พอใจแล้ว ขนมจากถั่วและข้าว หรือเนื้อแห้ง ไม่มีความแตกต่างกันเท่าใดนัก
การรับประกันความต้องการขั้นพื้นฐานของพวกเขาคือหนทางที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่เกินจำเป็นไม่จำเป็นต้องทำ
เมื่อได้รับขนมถั่วและข้าว ผู้อพยพเริ่มรับรู้ว่าบุคคลทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ได้ดุร้ายเหมือนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเลย
บางทีนี่อาจเป็นดังที่ผู้คนมักพูด ต่อกรกับยมบาล ง่ายกว่าต่อกรกับบริวาร พอเห็นแบบนี้ผู้คนเริ่มกล้ามากขึ้น พวกเขาเข้าห้อมล้อมฉินเฟิงและคนอื่น ๆ พลางพูดคุยสนทนาเรื่องราวต่าง ๆ กัน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ