บทที่ 1069 การพบหน้าครั้งสุดท้าย
ตั้งแต่ตอนเฉินซือกลับมาถึงตระกูลเฉิน องครักษ์เสื้อแพรก็จับตาดูเขาอยู่แล้ว
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนอยู่ในสายตาของฉินเฟิง
เนื่องจากครอบครัวของเฉินซืออยู่ในกำมือของฉินเฟิง เขาจึงไม่มีทางเลือก ได้แต่ไล่ตาม ส่วนฉินเฟิงเพียงออกคำสั่งให้องครักษ์เสื้อแพรแอบส่งกำลังทหารวางกับดัก รอให้เฉินซือเดินเข้ามาติดกับเท่านั้น
เฉินซือคิดไม่ถึงเลยว่า ฉินเฟิงแอบซุ่มอยู่ในระยะห่างไม่ถึงพันก้าวจากสนามรบ
ไม่เพียงแค่เฉินซือแม้แต่หลิ่วหมิงและบรรดาผู้ใกล้ชิดต่างก็คิดว่าฉินเฟิงจะต้องมาส่งเฉินซือถึงที่ด้วยตัวเองแน่นอน น่าเสียดายที่ทุกคนต่างประเมินฉินเฟิงต่ำเกินไป
แม้จะเป็นสถานการณ์ที่เขาต้องชนะอย่างแน่นอน ฉินเฟิงก็ยังคงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่ยอมให้โอกาสเฉินซือแม้แต่น้อย
กองกำลังหนึ่งพันนาย รอคอยอย่างสงบ ทั้งจู่โจมและล้อมโจมตี
ต่อให้เฉินซือจะเก่งกาจในการใช้กำลังทหารปานเทพเจ้า แต่กองทหารม้าสามร้อยคนในมือเขาก็ไม่อาจสร้างผลกระทบใด ๆ ได้เลย
เพียงหนึ่งก้านธูป กองทหารม้าสามร้อยคนแตกกระเจิง ก่อนจะถูกล้อมและถูกสังหารจนหมดสิ้น
ครึ่งชั่วยามต่อมา เฉินซือนำกำลังทหารบุกฝ่าไปตามเส้นทาง แต่กลับถูกองครักษ์ค่ายเทียนจีที่ซุ่มอยู่จับกุมตัว
ไม่นานนักเฉินซือก็ถูกคุมตัวมาอยู่ต่อหน้าฉินเฟิง
ฉินเฟิงก้าวออกมาจากรถม้าก็เห็นเฉินซือถูกถอดเกราะและริบอาวุธทั้งหมดจนเหลือเพียงมือเปล่า
เฉินซือเคยจินตนาการถึงการพบหน้าฉินเฟิงมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยคาดคิดว่าสุดท้ายจะต้องมาพบกันในสภาพเช่นนี้
น่าอัปยศ! น่าอัปยศอย่างที่สุด!
แต่เมื่อเขาเงยหน้ามองไปที่ฉินเฟิง เขากลับไม่พบแววตาดูถูกในดวงตาฉินเฟิงแม้แต่น้อย มีเพียงความเศร้าสลดเท่านั้น
ฉินเฟิงโบกมือ องครักษ์ค่ายเทียนจีปล่อยตัวเฉินซือ นับตั้งแต่เฉินซือเร่งรีบมายังจัวโจว แม่ทัพใหญ่เป่ยตี๋ผู้เกรียงไกรก็ตายไปแล้ว
บุรุษที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าฉินเฟิงตอนนี้เป็นเพียงชายแขนด้วนผู้ตกอับ
“ลุกขึ้นเถิด พี่ใหญ่เฉิน ท่านเป็นวีรบุรุษ ไม่ควรทำเรื่องที่ตนเองต้องน่าอับอายเช่นนี้”
คำพูดเบาบางแฝงไปด้วยท่าทีที่แน่วแน่ หากเฉินซือไม่รู้จักดีชั่ว พูดจาโอหังว่าจะเอาฉินเฟิงตายไปด้วยกัน สิ่งที่รอเขาอยู่ก็คงมีเพียงคมดาบที่จะปลิดชีวิตเขาอย่างรวดเร็วเท่านั้น
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ฉินเฟิงไม่ได้ดูถูกเฉินซือแม้แต่น้อย
เขาขยับไหล่ที่ปวดเมื่อยเล็กน้อย แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น มองฉินเฟิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าในชุดที่สะอาดเรียบร้อย ราวกับเป็นผู้ครองแผ่นดิน เขานึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่ได้พบฉินเฟิงตอนที่ยังเป็นเพียงชายหนุ่มที่ดูไร้เดียงสา
เฉินซือสะท้อนใจนัก “ข้าเคยบอกไว้แล้ว เจ้าจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อความเป็นความตาย ความรุ่งเรืองและความอัปยศของแคว้นเป่ยตี๋ ข้าไม่ได้มองผิดไปจริง ๆ”
เมื่อเผชิญกับคำชมของเฉินซือฉินเฟิงเพียงแค่ยิ้มขมขื่น ก่อนจะถามว่า
“ทุกคนในตระกูลเฉินของท่าน แม้แต่สตรีและเด็กต่างโกรธแค้นและอยากชำระแค้น เหตุใดท่านถึงได้ใจเย็นนัก”
เฉินซือรับผ้าเปียกที่หลิ่วหมิงส่งให้มาเช็ดฝุ่นและคราบเลือดบนใบหน้า ท่าทางสงบนิ่งไม่รีบร้อน
“เมื่อเจ้าถาม ข้าก็จะสอนเจ้าอีกหนึ่งบทเรียน”
“สำหรับตัวข้า ข้าแค้นเจ้าแน่นอน อยากจะฆ่าเจ้าทั้งเป็นด้วย”
“แต่หากไม่นับว่าข้าเป็นคนตระกูลเฉิน ความแค้นระหว่างเจ้ากับข้าก็เป็นเพียงภารกิจหนึ่งเท่านั้น”
“ตั้งแต่ข้าก้าวออกจากประตูบ้าน ข้าก็ไม่ใช่คนตระกูลเฉินอีกต่อไปแล้ว”
เมื่อได้ยินคำตอบของเฉินซือ รอยยิ้มขมขื่นบนใบหน้าของฉินเฟิงยิ่งเด่นชัด
เขาหวังเหลือเกินว่าทุกคนในตระกูลเฉินจะมองเห็นความจริงและเป็นเหมือนเฉินซือ หากเป็นเช่นนั้นฉินเฟิงก็คงไม่จำเป็นต้องลงมือสังหารตระกูลเฉิน
น่าเสียดายที่ในโลกนี้มีเฉินซือแค่คนเดียว แม้แต่ตระกูลเฉินก็ไม่อาจสร้างเฉินซือคนที่สองขึ้นมาได้
“คนตระกูลเฉินของท่านล้วนเป็นวีรบุรุษผู้ซื่อสัตย์และกล้าหาญ แม้แต่สตรีก็นับว่าเป็นวีรสตรี”
หลังพูดประโยคนี้จบ ฉินเฟิงเตรียมรอรับมือกับความคลุ้มคลั่งของเฉินซือ
แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เฉินซือสงบมาก เขาเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณ”
“อย่างน้อยการทำเช่นนี้จะทำให้ตระกูลเฉินยังมีทายาทสืบตระกูลต่อไป”
“หากข้าเป็นเจ้าคงไม่ใจกว้าง คงสังหารให้สิ้นซากไปแล้ว”
“เมล็ดพันธุ์แห่งความแค้น เมื่อหว่านลงไปแล้วก็ยากที่จะถอนรากถอนโคน”
เฉินซือชื่นชมในความใจกว้างของฉินเฟิง และฉินเฟิงเองก็ชื่นชมในความใจกว้างของเฉินซือ
หากเป็นผู้อื่นคงไม่มีใครสามารถปล่อยวางได้เหมือนเฉินซือ
หากไม่ใช่เพราะเป่ยตี๋กำลังอ่อนแอ ทั้งยังเจอหิมะหนักในรอบร้อยปี เสบียงอาหารขาดแคลน การมีเฉินซือคอยปกป้องเป่ยตี๋ หากฉินเฟิงต้องการจะยึดครองแคว้นป่ยตี๋ก็คงไม่ง่ายดาย
ตั้งแต่ต้นจนจบ ในใจของฉินเฟิงเฉินซือคือภัยคุกคามที่น่ากลัวยิ่งกว่าฮ่องเต้เป่ยตี๋มากนัก
ก่อนหน้านี้ฉินเฟิงไม่เคยเชื่อในคำว่า ‘คนเก่งชื่นชมคนเก่ง’ เลย
แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะเข้าใจ และรู้ว่า ‘ยอดฝีมือโดดเดี่ยว’ ไม่ได้เป็นเพียงความหยิ่งทะนงเท่านั้น
หากเป็นไปได้ ฉินเฟิงหวังจริง ๆ ว่าเฉินซือจะได้ปลดอาวุธกลับบ้าน กลับไปใช้ชีวิตธรรมดา แต่ผู้คนในยุคสมัยนี้กลับแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายชัดเจน
แม้จะขาดซึ่ง ‘จิตสำนึกรักชาติบ้านเมือง’ แต่กลับจดจำความแค้นไว้ไม่เคยลืม
อย่างตระกูลเฉิน พวกเขาทำเพื่อเป่ยตี๋จนต้องจบลงด้วยความพินาศย่อยยับทั้งตระกูล แต่พวกเขารู้จริงหรือไม่ว่า ‘แผ่นดิน’ หมายความว่าอย่างไร
คงไม่!
การยึดติดกับความแค้นเพื่อแคว้นที่ไม่มีอยู่แล้วก็เป็นเพียงแต่ความโง่เขลาเท่านั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ