บทที่ 1078 เร่งรีบหาหมอ
ฉินเฟิงสามารถส่งตัวหนิวเอ้อร์ให้จ้าวอวี้หลงดูแลได้โดยตรง แต่หากทำเช่นนั้นก็คงเป็นการผลักภาระอย่างไร้ความรับผิดชอบเกินไป
แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะอยู่ภายในเขตแดนต้าเหลียง ไร้ซึ่งกองกำลังศัตรูใดกล้าบุกโจมตีอย่างเปิดเผย ทว่าการลอบสังหารในเงามืดย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ทั่วหล้าต่างรับรู้แล้วว่า ในศึกปราบตระกูลใหญ่ทางใต้ที่จะเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ฉินเฟิงคือบุคคลสำคัญ
แม้กองทัพของตระกูลใหญ่ทางใต้จะไม่สามารถบุกมาถึง แต่เงื้อมมือของพวกเขาย่อมเอื้อมถึงได้
หากแม่ลูกหนิวเอ้อร์เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น อาจไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการปราบปรามโดยตรง ทว่าหลี่เซียวหลานจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่มิอาจลบเลือน
ต่อให้เป็นเพียงเพื่อหลี่เซียวหลาน… ฉินเฟิงก็ต้องปกป้องแม่ลูกหนิวเอ้อร์ให้ปลอดภัย!
“พี่หญิงใหญ่ ข้าจำเป็นต้องไปส่งหนิวเอ้อร์ที่ภูเขาหยูผิงด้วยตัวเอง”
“จากที่นี่ถึงเมืองหลวงใช้เวลาเดินทางเพียงห้าวัน เมื่อหนิวเอ้อร์อาการดีขึ้น พวกเราจะรีบมุ่งหน้าไปเมืองหลวงทันที”
“พวกเจ้าออกเดินทางก่อน พวกข้าจะตามไปในภายหลัง”
“อีกอย่าง การแยกจากขบวน ความเร็วย่อมเพิ่มขึ้น บางทีอาจจะไปถึงเมืองหลวงก่อนพวกเจ้าด้วยซ้ำ”
คำพูดของฉินเฟิงไม่ได้เป็นเพียงข้ออ้างกับเสิ่นชิงฉือ การเดินทางของขบวนช้ามาก หากเปลี่ยนมาขี่ม้าเพียงตัวเดียว แม้จะไม่สามารถทำความเร็วได้เท่ากับทหารส่งสารที่ ‘เร่งด่วนที่สุด’ แต่การเดินทางวันละหลายร้อยลี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ครั้งก่อนฉินเฟิงใช้เวลาสามวันสามคืนเดินทางจากเมืองหลวงไปถึงอำเภอเป่ยซี นั่นคือหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด
เสิ่นชิงฉือแม้จะเชื่อใจฉินเฟิง แต่ในฐานะสตรีและพี่หญิงใหญ่แห่งตระกูลฉิน นางจำเป็นต้องคำนึงถึงความ
เสิ่นชิงฉือแน่นอนว่าเชื่อใจฉินเฟิงแต่ในฐานะสตรีและพี่หญิงใหญ่ตระกูลฉิน นางจำเป็นต้องคำนึงถึงครอบครัว
เสิ่นชิงฉือรู้ดีว่าเมื่อฉินเฟิงตัดสินใจแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนใจ
ดังนั้นนางจึงไม่คิดมากอีก คว้าคอเสื้อฉินเฟิงไว้แน่น พูดเชิงขู่ว่า “หากเจ้าทำให้งานแต่งล่าช้า ข้าจะจัดการเจ้าให้ดู!”
แม้เสิ่นชิงฉือจะดุกับเขา แต่หัวใจของฉินเฟิงกลับอบอุ่น เพราะความรักของพี่สาวที่มีต่อเขานั้นบริสุทธิ์ไร้เจตนาแอบแฝง
ฉินเฟิงพยักหน้ารัวเร็ว ทั้งตบอกรับรองว่าตนจะต้องไปถึงเมืองหลวงตามกำหนดแน่นอน
เมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เสิ่นชิงฉือก็ไม่พูดอะไรอีก เตรียมตัวเล็กน้อยแล้วรีบออกเดินทางไปเมืองหลวงก่อน
ผู้ที่ร่วมเดินทางไปกับขบวนยังมีอู๋ถังและแม่ทัพใหญ่สามท่าน รวมถึงการคุ้มครองจากองครักษ์ค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืด จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยเลย
แต่เดิมฉินเฟิงตั้งใจจะให้อู๋ถังอยู่ที่นี่ ให้จ้าวอวี้หลงคุ้มครองขบวน
แต่ตามคำขอของจ้าวอวี้หลง ฉินเฟิงจึงจำต้องให้เขาพร้อมกับกองทหารม้าทมิฬห้าสิบคนอยู่เป็นเพื่อน
ฉินเฟิงไม่กล้ารอช้า นำกองทหารม้าทมิฬพร้อมแม่วัวลูกวัว มุ่งหน้าสู่เมืองหยูผิง
เมื่อมาถึงเมืองหยูผิงก็เป็นเวลากลางคืนพอดี ประตูเมืองปิดแล้ว
อีกทั้งการที่กองทหารม้าปรากฏตัวใต้กำแพงเมืองกะทันหัน เกือบทำให้ทหารยามตกใจตาย แทบจะตีระฆังเตือนภัยระดมพลทั้งเมืองเข้าต่อสู้
ไม่นาน แม่ทัพผู้รักษาเมืองหยูผิงก็ปรากฏตัวบนหอประตูเมือง มองลงมายังฉินเฟิงและทุกคนจากที่สูง
เมื่อเห็นกองทหารม้าทมิฬที่ติดอาวุธครบมือนั้น แม่ทัพผู้รักษาประตูเมืองก็รู้สึกหวั่นใจไม่น้อย น้ำเสียงจึงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ขออนุญาตถามแม่ทัพมาจากที่ใดกัน? เหตุใดจึงเข้ามาในเมืองหยูผิงยามวิกาล?”
เรื่องเช่นนี้จำเป็นต้องสอบถามให้กระจ่าง หากเป็นการแทรกซึมของกองทัพศัตรู แล้วบุกเข้าเมืองมาสังหารหมู่ ความรับผิดชอบนี้ก็มากพอจะทำให้แม่ทัพผู้รักษาถูกประหารทั้งตระกูล
ก่อนที่ฉินเฟิงจะทันได้เอ่ยปาก จ้าวอวี้หลงก็ตวาดขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำ “เทียนลู่โหวฉินเฟิงเข้าเมืองมาเพื่อหาหมอ รีบเปิดประตูเมืองเดี๋ยวนี้!”
แม่ทัพผู้รักษายังตั้งตัวไม่ทัน ถามด้วยสีหน้างุนงง “ใครนะ?”
“ท่านแม่ทัพกองทหารม้าเหล่านี้ คือกองทหารม้าทมิฬ!”
“ตอนที่ข้าประจำการที่ชายแดนเหนือเคยมีโอกาสได้เห็นกองทหารม้าทมิฬด้วยตาตัวเอง ไม่มีทางผิดแน่นอน”
“อีกฝ่ายต้องเป็นท่านโหวฉินอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม่ทัพรู้สึกใจหายวาบ “เจ้าแน่ใจหรือ?”
ทหารยามพยักหน้าหงึก ๆ “แน่นอนที่สุด!”
แม่ทัพไม่กล้าลังเลอีกต่อไป รีบสั่งให้เปิดประตูเมืองพลางตะโกนว่า “ท่านโหว ให้กองทหารม้ารออยู่นอกเมืองเถิด กองทหารม้าจำนวนมากขนาดนี้เข้าเมืองมา มันผิดกฎ”
ฉินเฟิงและเหล่ากองทหารม้าทมิฬไม่สนใจคำพูดนั้น พากันควบม้าเข้าเมืองไปทันที
กองทหารม้าทมิฬสองนายกระโดดลงจากหลังม้า วิ่งพรวดขึ้นกำแพงเมือง คว้าคอเสื้อแม่ทัพ ทำท่าจะผลักเขาลงจากกำแพง ทำเอาทหารยามรอบข้างกลัวจนตัวสั่น
ฉินเฟิงเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น จึงกระตุกบังเหียนม้าพลางเอ่ยเสียงต่ำ “เขาก็แค่ทำตามหน้าที่ แม้จะเคร่งครัดไปบ้าง แต่ก็ไม่ควรกล่าวโทษเขา!”
เมื่อฉินเฟิงพูดเช่นนั้น กองทหารม้าทมิฬทั้งสองจำต้องกลั้นความโกรธ ผลักแม่ทัพออก แล้ววิ่งลงจากกำแพงเมือง ตามหลังฉินเฟิงเข้าเมืองไปตามหาหมอ
แม่ทัพมองแผ่นหลังของฉินเฟิงรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งแผ่นหลัง แต่ในใจก็รู้สึกโล่งอก
“ได้ยินมานานแล้วว่าท่านโหวฉินเป็นคนมีคุณธรรม ดูเหมือนคนผู้นี้จะเป็นท่านโหวจริง ๆ”
“แต่ว่า… ท่านโหวฉินเหตุใดจึงมาปรากฏตัวในเมืองเล็ก ๆ ที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้?”
ทหารยามข้าง ๆ เช็ดเหงื่อเย็นที่หน้าผาก “แม่ทัพท่านก็เห็นแล้วว่ากองทหารม้าทมิฬดุดันเพียงใด หากไม่ใช่เพราะท่านโหวฉินห้ามปราม บางที…”
ทหารยามพูดไม่จบ ทุกคนสบตากัน ต่างรู้สึกหวาดกลัวภายหลัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ