เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 1097

บทที่ 1097 ฉินเฟิงคือใคร

ผู้คนไม่รู้จักฉินเฟิงเลยแม้แต่น้อย แต่การตายของหวังฉีทำให้พวกเขาขนลุกไปทั้งตัว

หวังฉีเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลหวัง อำเภอหมิงคงจะวุ่นวายอย่างแน่นอน

“แย่แล้ว! ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร กล้าฆ่าหวังฉี เขาคงไม่มีทางรอดออกจากอำเภอหมิงได้แน่”

“สวรรค์! เขาไม่รู้หรือว่าหวังฉีคือคุณชายใหญ่ตระกูลหวัง?”

“ในเขตอำเภอหมิง แค่มองหวังฉีผิด ๆ ก็อาจโดนซ้อมได้แล้ว คนผู้นี้กลับกล้าลงมือสังหารหวังฉี ช่างเบื่อชีวิตเสียจริง”

ขณะที่ผู้คนกำลังร้องอุทานไม่หยุด ชายที่ได้รับข่าวกลับหัวเราะลั่น

“ฮ่า ๆๆ คนโง่ย่อมไร้ความกลัว”

“อย่าว่าแต่หวังฉีเลย ทั้งตระกูลหวังก็ไม่มีค่าอะไรต่อหน้าคนผู้นี้”

“พวกเจ้าไม่เคยได้ยินชื่อฉินเฟิงมาก่อนจริง ๆ หรือ?”

ชาวบ้านที่อยู่ในที่เกิดเหตุมองหน้ากันไปมา พวกเขาวิ่งวุ่นหาเลี้ยงปากท้องทั้งวัน แทบไม่เคยออกจากอำเภอ จึงแทบไม่รู้เรื่องราวภายนอกเลย

ชื่อฉินเฟิงนั้น สำหรับพวกเขาแล้วช่างแปลกหูเหลือเกิน

ชายชราผู้หนึ่งอดถามไม่ได้ “หรือว่า… เป็นขุนนางใหญ่จากจวนว่าการมณฑล?”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ชายผู้นั้นก็หัวเราะลั่นอีกครั้ง “จวนว่าการมณฑล?! จวนว่าการมณฑลมันก็แค่เศษธุลี!”

“อย่าว่าแต่จวนว่าการมณฑลเลย แม้แต่เมืองหลวงก็ไม่ได้มีความหมายอะไร”

“นามฉินเฟิงนั้นโด่งดังไปทั่วทั้งต้าเหลียงพวกเจ้ากลับไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ช่างน่าขันเสียจริง”

“ข้าจะบอกให้พวกเจ้ารู้ว่าฉินเฟิงคือผู้ใด!”

“ฉินเฟิงคือโหวอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า ราชาแห่งชายแดนเหนือผู้พิชิตเป่ยตี๋ยอดผู้นำผู้ทำให้เป่ยตี๋ต้องเปลี่ยนราชวงศ์”

“หากพวกเจ้ายังไม่เข้าใจ ข้าจะพูดให้ชัดเจนกว่านี้ แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ยังต้องพึ่งพาอำนาจของท่านโหวฉิน”

“แม้แต่ตระกูลใหญ่ทางใต้ที่ต้าเหลียงหลายชั่วคนก็ยังไม่อาจจัดการได้ เพียงแค่ได้ยินนามของท่านโหวฉินก็ต้องขวัญผวาจนขาสั่น”

“ตอนนี้พวกเจ้าว่า หวังฉีมันเป็นอะไรได้?”

ผู้คนทั้งหลายรู้สึกราวกับกำลังฟังตำราสวรรค์

ในความเข้าใจของพวกเขา เพียงแค่ขุนนางชั้นผู้น้อยก็ไม่กล้าล่วงเกินแล้ว ส่วนนายอำเภอและตระกูลหวัง ก็เปรียบเสมือนฮ่องเต้แห่งอำเภอหมิง ยิ่งไปกว่านั้นเหล่าขุนนางใหญ่ในจวนว่าการมณฑลยิ่งเปรียบดั่งเทพเจ้า

เหนือจวนว่าการมณฑลยังมีเมืองหลวงเหนือเมืองหลวงยังมีขุนนางผู้ทรงอำนาจ และฉินเฟิงก็อยู่เหนือขุนนางผู้ทรงอำนาจเหล่านั้น

ระหว่างนั้นช่างห่างชั้นกันมากมายเหลือเกิน…

ด้วยความเข้าใจของชาวบ้านอำเภอหมิง พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าฉินเฟิงนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด

แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเข้าใจ นั่นคือตระกูลหวังจบสิ้นแล้ว!

ชาวบ้านที่ถูกตระกูลหวังกดขี่มาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็สลัดความหดหู่ออกไป และเริ่มเดือดดาลขึ้นมา

พวกเขาจ้องมองฉินเฟิงด้วยสายตาเร่าร้อน ภายใต้การนำของคนที่กล้าหาญ ต่างพากันชูแขนโห่ร้องต้อนรับการมาถึงของฉินเฟิง

“ตระกูลหวังจบสิ้นแล้ว!”

“ท่านโหวฉินมาช่วยพวกเราแล้ว”

“รอคอยวันนี้มานาน พวกเราได้รับการช่วยเหลือแล้ว”

“ขอท่านโหวฉินจงเจริญ จงเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป”

ฉินเฟิงที่ได้รับการต้อนรับจากชาวอำเภอหมิงสองข้างทาง กลับไม่รู้สึกยินดี ชาวบ้านยิ่งกระตือรือร้นเพียงใด ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาถูกกดขี่หนักหนาเพียงนั้น

พึงรู้ไว้ว่า อำเภอหมิงยังเป็นเมืองที่ร่ำรวยในแถบนี้ หากเป็นเมืองอื่น สถานการณ์คงจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้

หากมองในภาพรวม ต้าเหลียงดูเหมือนจะเจริญรุ่งเรือง ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

กองทหารม้าทมิฬยืนเฝ้าอยู่หน้าศาลว่าการอำเภอมีเพียงจ้าวอวี้หลงที่ติดตามฉินเฟิงไปทุกย่างก้าว

หม่าฟางหยวนที่เข้ามาด้วยก้มหน้าพูดอย่างกระวนกระวาย “ท่านโหวฉินข้าน้อยได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นนอกเมืองแล้ว ขอท่านวางใจ ข้าน้อยจะทุ่มเทสุดความสามารถในการจัดการเรื่องนี้”

ฉินเฟิงเพียงแค่แค่นเสียงฮึในลำคอตอบรับคำแก้ตัวของหม่าฟางหยวน

“เหตุใดข้ามาเจ้าถึงจัดการได้ แต่ตอนข้าไม่อยู่เจ้ากลับจัดการไม่ได้?”

หม่าฟางหยวนใจหายวาบ รีบแก้ตัว “มิใช่ว่าข้าน้อยจัดการไม่ได้ แต่คดีนี้ซับซ้อน อีกทั้ง…”

ฉินเฟิงตัดบทเสียงเรียบ ไม่รอให้หม่าฟางหยวนพูดจบ “ซับซ้อนตรงไหน?”

“หลิวอวิ๋นเซียถูกตระกูลหวังบีบบังคับ จนต้องหนีไปอย่างไม่มีทางเลือก แต่กลับถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ร้ายหลบหนี”

“ไม่ต้องพูดถึงความชั่วที่ตระกูลหวังทำ ข้าแค่สงสัยว่าข้อหาผู้ร้ายหนีคดีนี้ ใครเป็นคนใส่ร้าย”

“นายอำเภอหม่า เจ้าอย่าบอกข้านะว่า พวกหัวหน้าหน่วยและเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเป็นคนแต่งเรื่องใส่ร้าย หลิวอวิ๋นเซียด้วยข้อหาหนีคดี”

มาฟางหยวนตัวสั่นไปทั้งร่าง พูดไม่ออกเป็นเวลานาน

ในตอนนั้นเอง เสียงของฉินเฟิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เจ้าเป็นขุนนางราชสำนัก จะคุกเข่าได้ก็ต่อเมื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาทเท่านั้น ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องคุกเข่าแล้ว”

“ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ก็พอ!”

หม่าฟางหยวนค่อย ๆ ถอยไปด้านข้างด้วยความสั่นเทา รู้สึกราวกับตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง ในใจสวดภาวนาไม่หยุด ขอแค่คนตระกูลหวังอย่าได้มาก่อเรื่องอีกเลย มิเช่นนั้น…

แทบจะในทันทีที่มาฟางหยวนคิดถึงตรงนี้ ก็มีเสียงด่าทอดังมาจากนอกศาลว่าการอำเภอ

“ใครกล้าดีฆ่าลูกข้า ข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้หนี้เลือดด้วยเลือด!”

หม่าฟางหยวนจำได้ว่าเป็นเสียงของท่านพ่อตระกูลหวัง ในใจพลันเย็นวาบไปครึ่งหนึ่ง

ภายใต้สายตาของฉินเฟิง หัวหน้าหน่วยซุนอี้นำชายวัยห้าสิบปีเศษเข้ามา ชายผู้นี้สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ เขาก็คือหวังหยวนลี่ บิดาของหวังฉี

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ