บทที่ 1099 ตระกูลใหญ่ที่กำลังผงาดขึ้น
หากเป็นในอดีต หม่าฟางหยวนและคนอื่น ๆ คงไม่กล้าท้าทายหวังหยวนลี่อย่างแน่นอน
แต่วันนี้กลับต่างออกไป กำลังเพียงน้อยนิดของหวังหยวนลี่ เมื่อเทียบกับฉินเฟิงแล้ว คงไม่ต่างอะไรกับอึสักก้อน ตอนนี้แม้แต่คนโง่ก็รู้ว่าควรรับใช้ผู้ใด
หม่าฟางหยวนตวาดเสียงกร้าว “ไอ้แซ่หวัง เจ้ากำลังจะตาย ยังกล้ามาคุยโวอีก”
“ข้าเป็นขุนนางราชสำนัก จะมายอมให้เจ้าข่มขู่ได้อย่างไร?”
“ยืนเซ่ออะไรกันอยู่ จับตัวมันลงไป!”
เมื่อเห็นเหล่าทหารยามลังเลไม่กล้าลงมือ ซุนอี้จึงเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไป เตะหวังหยวนลี่ล้มลงกับพื้น ก่อนจะดึงเชือกจากเอวมามัดคอหวังหยวนลี่ทันที
หวังหยวนลี่ตกใจสุดขีด มองซุนอี้ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
“กล้าแตะต้องข้า เจ้าคงอยากตายแล้วสินะ พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตระกูลหวังของข้ามีใครเป็นที่พึ่ง?!”
ซุนอี้ไม่สะทกสะท้าน แอบด่าในใจว่า ที่พึ่งของตระกูลหวังเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน จะสู้ฉินเฟิงได้หรือ?
“ข้าขอแนะนำให้ท่านหุบปากเสีย อย่างน้อยยังรักษาหน้าไว้ได้บ้าง หากยังกล้าขู่คำรามอีก ข้าน้อยคงต้องปฏิบัติตามหน้าที่แล้ว”
หวังหยวนลี่ขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าจะทำอะไร?”
ซุนอี้พยายามแสดงความเด็ดขาดและไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดต่อหน้าฉินเฟิงจึงตวาดเสียงต่ำว่า “กล้าส่งเสียงดังในศาล ตบปาก!”
“ฮ่า ๆๆ!” หวังหยวนลี่หัวเราะลั่น “เจ้ากล้าแตะขนของข้าสักเส้นดูสิ รับรองตายไม่รู้ตัว”
แทบจะในทันทีที่หวังหยวนลี่พูดจบ ซุนอี้ก็ตบเข้าที่ปากของเขาทันที
การตบครั้งนี้ทำให้หวังหยวนลี่ปากแตกเลือดพุ่ง ร้องครวญครางไม่หยุด เขาเบิกตาโพลงมองซุนอี้ที่แต่ก่อนแม้แต่จะถือรองเท้าให้ตนก็ยังไม่คู่ควร บัดนี้กลับกล้าลงมือตบตน อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด
หรือว่าชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนนั้น จะมีอำนาจแรงกว่าผู้สนับสนุนเบื้องหลังของตน?!
เป็นไปไม่ได้!
ก่อนหวังหยวนลี่จะมา เขาก็เห็นทหารที่ยืนอยู่หน้าศาลว่าการอำเภอแล้ว คนตรงหน้านี้อย่างมากก็แค่นักรบที่ผ่านทางมาเท่านั้น
แต่ผู้สนับสนุนเบื้องหลังตระกูลหวังผู๋ว่าการมณฑล!
ต่อให้คนผู้นี้มีตำแหน่งสูงแค่ไหน ก็ไม่มีทางสูงกว่าผู้ว่าการมณฑลได้
“กบฏ! พวกเจ้าเป็นกบฏกันหมดแล้ว รอให้คนในตระกูลของข้ารู้เรื่องนี้ จะพลิกที่ว่าการทั้งหมดจนพื้นขึ้นฟ้า พวกเจ้าหนีไปไม่รอดแม้แต่คนเดียว”
ขณะที่หวังหยวนลี่กำลังจะถูกลากออกจากศาลว่าการอำเภอฉินเฟิงกลับรู้สึกสนใจ
“รอก่อน”
เมื่อได้ยินเสียงของฉินเฟิง ซุนอี้ก็ชะงักร่างกายแข็งทื่อ รีบหยุดการเคลื่อนไหวทันที
ฉินเฟิงจ้องมองหวังหยวนลี่ด้วยความสนใจ ก่อนจะยิ้มอย่างมีนัยยะพลางเอ่ยว่า “เจ้ามั่นใจถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่าผู้ที่คอยหนุนหลังตระกูลหวังของพวกเจ้า แท้จริงแล้วเป็นผู้ใดกันแน่?”
“คาดว่า อย่างน้อยก็คงเป็นขุนนางใหญ่ในจวนว่าการมณฑลกระมัง?”
“ไม่เช่นนั้น เหตุใดแม้แต่นายอำเภอก็ยังไม่สนใจ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของฉินเฟิง หวังหยวนลี่เช็ดเลือดที่ซึมออกมาจากมุมปาก แล้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง
ในสายตาของเขา ชายตรงหน้าที่จู่ ๆ ก็ถามเช่นนี้ คงกลัวฐานะของตระกูลหวัง เกรงว่าจะไปมีเรื่องกับคนในจวนว่าการมณฑลเข้า
คิดได้เช่นนี้ หวังหยวนลี่ก็ยิ่งเหิมเกริมขึ้น
“ตอนนี้ถึงได้รู้จักกลัวหรือ? สายไปแล้ว!”
“พวกเจ้าไอ้พวกชั่วช้า ต้องตายตามบุตรชายของข้าไปทั้งหมด”
“ขุนนางใหญ่ในจวนว่าการมณฑล? ข้าขอถ่มน้ำลายรด! ต่อให้เป็นขุนนางสูงส่งเพียงใด เมื่อเทียบกับญาติพี่น้องตระกูลหวังของข้าแล้ว ก็ไร้ค่าดุจเศษธุลี”
“พี่ฉินหากข้าจำไม่ผิด หวังผู๋ผู้นี้ปีนี้เข้าเมืองหลวงมาเข้าเฝ้าเสนาบดีกรมคลังเคยวางแผนจะขอให้เสนาบดีกรมคลังแนะนำตัวเพื่อมาเยือนตระกูลชิน แต่สุดท้ายก็ถูกเสนาบดีกรมคลังปฏิเสธไป”
ฉินเฟิงพยักหน้า “เสนาบดีกรมคลังเป็นสมาชิกของพลพรรคเถาหลินส่วนหวังผู๋เป็นเพียงขุนนางท้องถิ่น หากได้เข้าตระกูลชินจริง เกรงว่าจะทำให้ฝ่าบาทเกิดความกังวล”
“แต่เพียงขุนนางขั้นสี่เท่านั้น ปฏิเสธก็คือปฏิเสธ ไม่มีอะไรต้องคิดมาก”
เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างฉินเฟิงกับจ้าวอวี้หลงสีหน้าโกรธเกรี้ยวของหวังหยวนลี่เผยแววดูแคลน
“ฟ้ายังไม่มืด พวกเจ้าพูดเพ้อเจ้อไปได้อย่างไร?”
“หากพวกเจ้าเป็นขุนนางจากเมืองหลวงจริง จะมาที่อำเภอหมิงได้อย่างไร?”
“ข้าว่าพวกเจ้าแค่แสร้งทำท่าขู่ขวัญเท่านั้น!”
ฉินเฟิงยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้อธิบายอะไร เขาอยากดูว่าดินแดนต้าเหลียงจะถูก ‘โจรในครัวเรือน’ ขโมยไปได้หรือไม่
ตระกูลหวังเล็ก ๆ ตระกูลหนึ่งไม่เพียงควบคุมอำเภอหมิงไว้ได้ แถมยังมีเจ้าเมืองเป็นที่พึ่งพิงอีกด้วย
มิใช่กลายเป็นผู้ทรงอำนาจอย่างแท้จริงหรอกหรือ?
ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ฉินเฟิงกำลังจะส่งกองทัพไปจัดการกับตระกูลใหญ่ทางใต้แต่กลับต้องมาเจอตระกูลใหญ่ที่กำลังผงาดขึ้นมาในอำเภอหมิงเสียก่อน
ช่างบังเอิญเสียจริง เมื่อฉินเฟิงมาเจอเข้าแล้ว ก็ต้องถอนรากถอนโคนตระกูลใหญ่ที่กำลังจะผงาดขึ้นมานี้ให้สิ้นซาก!
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ผู้ว่าการมณฑลหลี่เถารีบร้อนมาถึงศาลว่าการอำเภอ
เขารู้สึกสงสัยในใจ คิดไม่ถึงว่าในท้องที่นี้จะมีคนกล้าลงมือกับตระกูลหวัง
แต่พอมาถึงศาลว่าการอำเภอเห็นกองทหารม้าทมิฬยืนอยู่หน้าประตู หัวใจของหลี่เถาก็แทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
กองทหารม้าทมิฬประจำการอยู่ในเขตปกครองของฝ่ายฮ่องเต้มานาน ขุนนางตั้งแต่ขั้นห้าขึ้นไปล้วนรู้จักกองทหารม้าทมิฬเป็นอย่างดี…
“กองทหารม้าทมิฬมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? นั่นหมายความว่า…”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ