บทที่ 1215 ปราบกบฏบนภูเขาเอินซาน
“หรือว่า…พวกเจ้าจะพักอยู่ที่ค่ายต่อไปอีกสักระยะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิง เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่เดิมทีกังวลว่าจะถูกไล่ไปก็รีบเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจทันที
“ข้าไม่สนใจหรอก พรุ่งนี้เช้าก็จะกลับเมืองหลวงแล้ว”
หลิ่วหงเหยียนก็พลอยเห็นด้วยอยู่ข้าง ๆ “ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เจ้าเองหรือที่บอกให้พวกข้ารีบกลับไป? ก็ทำตามที่เจ้าพูดสิ พวกข้าไม่อยากรบกวนเจ้าที่นี่หรอก”
เเมื่อเห็นสองสาวร่วมมือกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย พร้อมใจกันกดดันตัวเอง ฉินเฟิงก็ทำหน้าเศร้าทันที
“อย่าเลยนะ ในเมื่อมาแล้ว ก็อยู่เป็นเพื่อนข้าอีกสักพัก”
“ก่อนหน้านี้ข้ากังวลเรื่องความปลอดภัย ถึงได้จำใจให้พวกเจ้ารีบกลับไป”
พอได้ยินคำพูดนี้ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็ยิ่งได้ใจ เอามือเท้าสะเอวทันที “ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ก็ไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของพวกข้าแล้วสินะ?”
ฉินเฟิงทำหน้าจริงจัง “ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปจริง ๆ”
“หลังจากที่อู๋เหอลี่ก่อเรื่องขึ้นมา ตอนนี้ทั่วทั้งทางใต้ของเมืองกูซูเต็มไปด้วยองครักษ์เสื้อแพรและม้าสอดแนม และนอกจากกองทัพที่ป้องกันเมืองกูซูแล้ว ทหารที่เหลือทั้งหมดก็แยกย้ายกันออกไปเป็นกลุ่ม ๆ แล้ว”
“อย่างน้อยในระยะสั้นนี้ แนวหน้าไม่มีการสู้รบ และไม่มีใครสามารถทำร้ายพวกเจ้าได้ต่อหน้าต่อตาข้า”
“ดังนั้น…อยู่ต่ออีกสักไม่กี่วันเถิดนะ ข้าขอร้องพวกเจ้า”
เมื่อเห็นฉินเฟิงในสภาพที่น่าสงสาร หลิ่วหงเหยียนและเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ยังไม่ทันได้ทำอะไร แต่ฉีหยางจวิ้นจู่กลับหลุดหัวเราะออกมา
ก่อนหน้านี้ตอนที่แข่งขันกับฉินเฟิงในเมืองหลวงนางรู้สึกแค่ว่าคนผู้นี้น่ารำคาญมาก
แต่ตอนนี้ เมื่อได้พบปะกันมากขึ้น และเข้าใจกันลึกซึ้งมากขึ้น ฉีหยางจวิ้นจู่รู้สึกว่าชายผู้นี้ช่างน่าสนใจเป็นพิเศษ
“ช่างคาดไม่ถึงจริง ๆ ราชาแห่งชายแดนเหนือผู้ยิ่งใหญ่ ชายผู้ควบคุมความเป็นความตายของทั้งต้าเหลียงกลับกลัวภรรยาถึงเพียงนี้”
“ต้องก้มหัวอ่อนเสียงร้องขอต่อภรรยา ฮ่า ๆ”
เมื่อเผชิญกับการเยาะเย้ยของฉีหยางจวิ้นจู่ฉินเฟิงก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะการขอร้องภรรยาของตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ภายใต้การอ้อนวอนของฉินเฟิงในที่สุดเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์และหลิ่วหงเหยียนก็ตกลงที่จะอยู่ต่ออีกหนึ่งเดือน
ฉินเฟิงแน่นอนว่าดีใจเป็นล้นพ้น หลังจากที่อยู่แนวหน้าและต้องอดกลั้นมานาน ในที่สุดก็มีหญิงสาวอยู่ข้างกายอีกครั้ง คืนนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเฉลิมฉลองกันอย่างถึงพริกถึงขิง
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งจะสลัว ฉินเฟิงก็เรียกผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อส่งมอบงาน
“การเดินทางไปปราบโจรที่ภูเขาเอินซานของข้าครั้งนี้ อย่างน้อยสามถึงห้าวัน อย่างมากสิบวันถึงครึ่งเดือน”
“ในช่วงเวลาที่ข้าไม่อยู่ เรื่องสำคัญทั้งหมดในแนวหน้า ให้สวีโม่เป็นผู้ดูแล คำสั่งของสวีโม่ก็คือคำสั่งของข้า”
“หลิ่วหมิงเจ้าอยู่ที่นี่ ช่วยเหลือสวีโม่”
“พี่อวี้หลง จ้าวเจิ้นไห่พวกเจ้าทั้งสองตามข้าไปภูเขาเอินซาน”
เมื่อเทียบกับหลิ่วหงเหยียนและเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์พวกผู้ชายที่อยู่ในที่นี้ดูสงบนิ่งกว่ามาก
ในสายตาของพวกเขา อู๋เหอลี่ที่หลบซ่อนอยู่ในภูเขาเอินซานไม่ถือว่าเป็นปัญหาอะไรเลย เมื่อเทียบกับเมืองกูซูที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ก็เหมือนเม็ดทรายเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น
แม้จะรู้ดีว่าอู๋เหอลี่มีกำลังพลอยู่ใต้บังคับบัญชาถึงหกเจ็ดร้อยคน และตัวเลขนี้อาจจะเพิ่มขึ้นอีก
แต่เมื่อฉินเฟิงตัดสินใจพากำลังพลเพียงสองร้อยคนไปยังภูเขาเอินซาน ทั้งค่ายทหารกลับไม่มีความเห็นคัดค้านใด ๆ
แม้แต่ในสายตาของจ้าวเจิ้นไห่การนำกำลังพลสองร้อยคนไปกำจัดอู๋เหอลี่ก็เหมือนกับการใช้มีดเชือดวัวไปฆ่าไก่แล้ว
เพราะกำลังพลสองร้อยคนนี้ล้วนเป็นทหารหัวกะทิที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงพละกำลังในการสู้รบไม่ต้องสงสัยเลย
“วางใจเถิด เจ้าก็คือเจ้า อู๋เหอลี่ก็คืออู๋เหอลี่เขาย่อมไม่อาจเทียบกับเจ้าได้”
“จากการสืบหาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข้ารู้ว่าอู๋เหอลี่เป็นคนมีความสามารถ น่าเสียดายที่แม้แม่ทัพจะเก่งกาจเพียงใด หากไร้ทหารดีก็เปล่าประโยชน์”
“แม้ว่าอู๋เหอลี่จะมีความสามารถมากเพียงใด แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้ว่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขาล้วนเป็นพวกเดนตายไร้ระเบียบ ไม่อาจใช้งานสำคัญได้”
ฉินเฟิงไม่เคยเห็นทหารใต้บังคับบัญชาของอู๋เหอลี่อยู่ในสายตา ก็เพราะพวกเขาฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างไร้ปราณี
ทหารที่ไม่ละเว้นแม้แต่สตรีและเด็ก จะมีความเชี่ยวชาญไปถึงไหนกัน?
ไม่ต้องพูดถึงกองทัพของฉินเฟิงแม้แต่ทหารรักษาพระองค์หรือแม้กระทั่งกองทัพของจงหยวนต่างก็ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด
พวกทหารแดนใต้ที่ติดตามอู๋เหอลี่จะเรียกว่าทหารก็ไม่เชิง แต่เป็นกลุ่มโจรที่ทำเรื่องมิดีมิร้ายโดยเฉพาะ หากเจอกับกองทัพปกติ พวกเขาจะถูกตีกลับไปในทันที
จ้าวอวี้หลงยังคงไม่วางใจ จึงกล่าวเสียงทุ้มว่า “ทุกเรื่องไม่ประมาทไว้ก่อนย่อมดีที่สุด”
เมื่อจ้าวอวี้หลงมีท่าทีเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ฉินเฟิงก็ไม่ยืนกรานอีกต่อไป เพราะทุกอย่างล้วนเป็นไปเพื่อความพยายามในการรบให้ชนะ
ฉินเฟิงจึงส่งคนสิบคนออกไปล่วงหน้าทันที
และความจริงก็พิสูจน์ว่าการคาดเดาของฉินเฟิงไม่ผิดพลาด ตลอดทางราบรื่นไร้อุปสรรค แม้จะไปถึงเชิงภูเขาเอินซาน ก็ไม่พบศัตรูแม้แต่คนเดียว
ที่ฉินเฟิงมั่นใจเช่นนี้ไม่ใช่เพราะความหยิ่งยโส แต่เป็นเพราะลักษณะพื้นที่รอบภูเขาเอินซานไม่เหมาะกับการซุ่มโจมตี
โดยรอบไม่มีที่กำบัง อีกทั้งต้นไม้ยังไม่แตกใบอ่อน ทำให้การซุ่มโจมตีด้วยกองทัพเป็นเรื่องยากมาก
แม้จ้าวอวี้หลงจะกล้าหาญชำนาญการรบ มีพละกำลังเป็นเลิศ และเป็นแม่ทัพโดยกำเนิด แต่ประสบการณ์ในการควบคุมสถานการณ์ใหญ่ยังค่อนข้างน้อย หากได้ฝึกฝนอีกระยะหนึ่ง ย่อมสามารถรับผิดชอบงานได้ด้วยตนเอง
ฉินเฟิงและคนอื่น ๆ ลงจากหลังม้า ผูกม้าไว้ที่เชิงเขา ทุกคนตรวจนับอุปกรณ์และเสบียง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ จากนั้นจึงค่อย ๆ มุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขา
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งอู๋เหอลี่ได้รับรู้ข่าวการมาถึงของฉินเฟิงแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ