บทที่ 173 ออกว่าราชการยามเช้า
โถงดอกไม้ทิศตะวันตกของพระราชวังต้องห้าม เสียงบรรเลงฉินดังคลอ
ภายในศาลา องค์ชายรองยืนเอามือไพล่หลัง กวาดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า
แขกชุดขาวที่อยู่ข้างหลังลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังถามลองเชิง “องค์ชายมีความตั้งใจที่จะยุติความบาดหมางกับฉินเฟิงจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
องค์ชายรองไม่ชอบคำว่า ‘ยุติความบาดหมาง’ เท่าไหร่นัก
ใต้หล้านี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ขวางทางเขาจะต้องชดใช้อย่างแน่นอน!
แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มชัดเจนขึ้น ฉินเฟิงกำลังได้รับการผลักดัน ภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่มีใครสามารถต้านทานคน ๆ นี้ได้
เมื่อสถานการณ์บีบบังคับ องค์ชายรองจึงต้องเปลี่ยนทิศทางทางการเมืองของเขา “พิธีชำระอาภรณ์นี้เป็นการทดสอบครั้งสุดท้ายของฉินเฟิงหรือตระกูลฉิน และฉินเฟิงก็ยื่นม้วนคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ได้รับความไว้วางใจอย่างสมบูรณ์จากฮ่องเต้ ทั้งฮ่องเต้ยังได้ออกพระราชโองการถึงสองฉบับติดต่อกัน หนึ่งคือสิทธิ์ในการแต่งตั้งแม่ทัพ และอีกหนึ่งคือการสั่งให้กรมโยธาร่วมมือกับฉินเฟิงอย่างเต็มกำลัง เท่ากับว่าได้มอบอำนาจครึ่งหนึ่งในการศึกเป่ยตี๋ให้แก่ฉินเฟิงแล้ว”
แม้ว่าองค์ชายรองจะไม่ได้พูดอย่างชัดเจน แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าผู้มีอำนาจอีกครึ่งคือฉินเทียนหู่ ผู้บิดาของฉินเฟิง
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็เท่ากับว่า การศึกกับเป่ยตี๋ มีตระกูลฉินเป็นผู้กำหนดทิศทาง
ดวงตาขององค์ชายรองเผยความลุ่มลึก “การศึกครั้งนี้ ไม่เพียงเกี่ยวกับความอยู่รอดของต้าเหลียงเท่านั้น แต่ยังกำหนดชะตาของแคว้นอีกด้วย ใครก็ตามที่ได้มีส่วนร่วมในการต่อศึกครานี้ย่อมได้รับความไว้วางใจไปตลอดชีวิต… แม้แต่ข้าก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทิ้งชื่อเอาไว้ ยามฝ่าบาทนึกถึงสงครามเป๋ยตี๋จะได้นึกถึงข้าด้วย”
“ไม่ใช่ว่าข้าต้องการชักจูงฉินเฟิงมาเข้าพวก แต่ว่าฉินเฟิงเป็นหมากที่ขาดไม่ได้ใกระดานนี้ไปแล้ว”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ องค์ชายรองก็เหลือบมองจากหางตา แล้วถามด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ฝั่งเจ้าเจ็ดมีความเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่?”
เมื่อเอ่ยถึงองค์ชายเจ็ด คนหยิ่งยโสอย่างแขกชุดขาวก็ไม่กล้าดูถูกแม้แต่น้อย เขารีบตอบอย่างรวดเร็ว “องค์ชายเจ็ดเพียงเสด็จกลับตำหนัก จากนั้นก็ทำเหมือนเช่นเคยพ่ะย่ะค่ะ ประตูใหญ่ไม่ได้ออก ประตูข้างไม่ได้ย่างกราย”
แม้ว่าองค์ชายรองจะไม่เห็นองค์ชายเจ็ดในสายตา แต่ในใจก็ไม่เคยดูเบาอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง องค์ชายรองก็โพล่งออกมา “ไม่ต้องไปสนใจ เจ้าไปเตรียมของขวัญสักหน่อย พรุ่งนี้ไปเยี่ยมจวนสกุลฉินกับข้า”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ องค์ชายรองก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหันไปมองสตรีที่กำลังบรรเลงฉิน “ตอนนี้ ฉินเฟิงคือคนที่ข้าให้ความสำคัญมากที่สุด อย่างน้อยก็จนกว่าสงครามในเป่ยตี๋จะยุติ เจ้าห้ามไร้มารยาทต่อเขาอีก ชายคนนั้นต้องใช้ไม้อ่อนห้ามใช้ไม้แข็ง หากบังคับขู่เข็ญมีแต่จะเกิดความขุ่นเคือง และต่อต้านกันเสียเปล่า ๆ”
แม้ว่าสตรีผู้กำลังบรรเลงฉินจะไม่เต็มใจ แต่นางก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับ “บ่าวจดจำไว้แล้วเจ้าค่ะ”
ยามนี้ แม้ดึกมากแล้ว
ทว่าฉินเฟิงกลับไม่ได้ง่วงนอนเลย นายน้อยเจ้าสำราญผู้ ‘เกียจคร้านและโลภมาก’ มาโดยตลอด นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือเป็นครั้งแรก เขาจุดเทียนให้แสงสว่าง ตวัดปลายพู่กันเขียนอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขากำลังจัดทำแผนเตรียมการสงครามในขั้นตอนต่อไป
เสี่ยวเซียงเซียงรออยู่ด้านข้าง ใช้กรรไกรตัดเล็มไส้เทียนเป็นครั้งคราว ป้องกันไม่ให้เปลวไฟหรี่เกินไป จนไม่ดีต่อสายตาของนายน้อย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่ในที่สุดฉินเฟิงก็ยืดตัวขึ้น บิดขี้เกียจอย่างพึงพอใจ เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเซียงเซียงผล็อยหลับไปบนโต๊ะ ชายหนุ่มจึงอุ้มนางขึ้นไปนอนบนเตียง และห่มผ้าให้อย่างอ่อนโยน
เมื่อมองดูใบหน้ายามหลับใหลอันแสนหวานของเสี่ยวเซียงเซียง ฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปั่นป่วนในหัวใจ เขาเอื้อมมือออกไปลูบหน้าเสี่ยวเซียงเซียงแผ่วเบา เมื่อเขากำลังคิดจะทำอะไรไม่ดี ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังเสียก่อน
เพราะคิดว่าเป็นหลินฉวีฉี นายน้อยฉินจึงเอ่ยประชัด โดยที่ไม่ได้หันไปมอง “พี่หลิน เจ้ามีความชอบเช่นนี้รึ? ดูไม่ออกเลย!”
เมื่อได้ยินเสียงกระแอมไอเล็กน้อยจากด้านหลัง หัวใจของฉินเฟิงก็สั่นไหว เขารีบหันกลับ และพบว่าเป็นตาเฒ่าฉินที่ยืนอยู่ตรงประตูด้วยใบหน้ามืดมน
บัดซบ ดึกปานนี้แล้ว ทำไมท่านพ่อถึงมาที่นี่?
ฉินเฟิงรีบดึงมือออกจากใบหน้าของเสี่ยวเซียงเซียง ยกยิ้มแก้สถานการณ์ “ท่านพ่อ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ากับสาวใช้คนนี้ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด…”
ฉินเทียนหู่แค่นเสียงในลำคอ คร้านจะสนใจคำแก้ตัวของฉินเฟิง และพูดเข้าประเด็นด้วยน้ำเสียงทุ้ม “วันนี้เจ้าต้องตามพ่อไปว่าราชการเช้า”
ขั้นตอนการถกเถียงปัญหาช่างน่าเบื่อหน่าย ในตอนที่บรรดาขุนนางถวายฎีการายงานฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงด้วยเหตุต่าง ๆ นานา ฉินเฟิงก็แอบเอนหลังพิงกำแพงและผล็อยหลับไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนถึงได้ถูกฉินเเทียนหู่เตะจนตื่น นายน้อยฉินขยี้ตาที่แลดูง่วงนอนเต็มทน และพบว่าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกำลังมองมาที่ตนพร้อมรอยยิ้ม
“ฉินเฟิง เจ้าจำได้ไหมว่าได้สัญญากับเจิ้นว่าจะฝึกทหารสองกอง? เจ้าเตรียมการถึงไหนแล้ว?”
ที่แท้นี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้เขาต้องแหกขี้ตาตื่นกลางดึกเพื่อมาร่วมว่าราชการรึ?
ฉินเฟิงรู้สึกไม่มีความสุขอยู่พักหนึ่ง แต่เขาก็ทำได้เพียงยกยิ้มบนใบหน้า “ก่อนเราจะเปิดชายแดน กระหม่อมจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ฝ่าบาทแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบที่น่าพอใจ?
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่พอใจกับคำตอบนี้!
รอยยิ้มบนใบหน้าของพระองค์ไม่ได้ลดลง แต่เขาละสายพระเนตรออกจากร่างของฉินเฟิง แล้วตรัสอย่างสบาย ๆ “ถ้ารอจนกว่าเปิดชายแดนแล้วค่อยจัดการ ทหารกองที่ว่าจะมีค่ากี่มากน้อยคงยากจะพิเคราะห์พิจารณา ภายในหนึ่งเดือนเจิ้นต้องการเห็นต้นแบบของกองทหาร สามเดือนต้องบรรลุผล สงครามในเป่ยตี๋เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ หากเจ้ากล้าละเลย เจิ้นคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงผลที่จะตามมากระมัง”
ทำไมพูดไปพูดมาแล้วต้องรีบร้อนขนาดนี้ด้วยเล่า?
ฉินเฟิงได้แต่คิดในใจ…ตาเฒ่าคนนี้ทำตามอำเภอใจเกินไปแล้ว!
ในขณะนี้เอง หลี่ซวี่ก็กล่าวเสริมขึ้นว่า “ค่าใช้จ่ายสำหรับครึ่งปีหลังถูกจองเต็มแล้ว กรมกลาโหม กรมโยธา กรมพิธีการ ทั้งสามกรมต่างมีรายจ่ายจำนวนมาก ไหนจะกองทุนสำหรับอาหารและเสบียงทางการทหารก็ต้องเตรียมไว้ ไม่สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้อีก นายน้อยฉินไม่จำเป็นต้องไปแจ้งกรมคลังหรอกหนา”
บัดซบ! สงครามกำลังเตรียมความพร้อมแล้ว ยังจะมาตระหนี่ถี่เหนียวกับข้าอยู่อีก!
ฉินเฟิงกำลังจะตอบโต้ แต่ถูกฉินเทียนหู่จับไว้ บอกเป็นนัยว่านี่คือความตั้งใจของฮ่องเต้ ไม่เกี่ยวกับหลี่ซวี่…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ