บทที่ 176 ฮูหยินตระกูลฉิน
แม้ว่าหน่วยลาดตระเวนและกองทหารรักษาการณ์จะเป็นคนของเราเอง และไม่ผิดอะไรหากจะยืมพื้นที่ฝึกซ้อม
แต่ไม่ว่าอย่างไรนั่นก็เป็นพื้นที่ของคนอื่น ไม่สามารถครอบครองได้ตลอดทั้งวัน และการใช้พื้นที่สลับกันก็จะทำให้การฝึกซ้อมล่าช้า
นอกจากนี้การซื้อที่ดินไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายมากนัก อย่างไรเสียมันก็จะกลายเป็นทรัพย์สินของตระกูลฉินในอนาคตอยู่ดี
ฉินเฟิงให้ฉินเสี่ยวฝูกลับบ้านทันที เพื่อบอกให้หลินฉวีฉีจัดซื้อพื้นที่เปิดโล่งทางตะวันออกของเมืองหลวงด้วยเงินสามพันตำลึงเงิน
จากนั้นเขาก็ให้หลู่หมิงนำช่างฝีมือไปที่นั่น วางแผนอย่างง่าย ๆ และเริ่มสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อโรงฝึกทหาร
ส่วนโรงงานที่เขาอยากได้…
หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ฉินเฟิงจึงสร้างมันขึ้นมาในสนามฝึกซ้อม
เขาใช้เงินอีกสองร้อยตำลึงเงินจ้างคนงานที่แข็งแรงจำนวนมากจากหมู่บ้านและเมืองรอบ ๆ ซื้อวัสดุก่อสร้าง และล้อมพื้นที่ฝึกทั้งหมด ‘หนึ่งในสามหมู่’ เพื่อเป็นอาณาเขตของตนเอง
โครงการทั้งหมดดำเนินการเกือบจะในเวลาเดียวกัน และฉินเฟิงก็เริ่มยุ่งจนตัวเป็นเกลียว
หนิงหู่กับสวีโม่เองก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน พวกเขาส่งทหารเกณฑ์ทั้งหมดหนึ่งพันแปดร้อยคนไปยังสนามฝึก ประการแรกเพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมล่วงหน้า และอีกประการก็เพื่อช่วยเหลืองาน ท้ายที่สุดมีผู้คนมากยิ่งมีพลังมาก สนามฝึกจะได้แล้วเสร็จเร็วขึ้น…
ในเวลาเดียวกันจวนตระกูลฉินก็มีชีวิตชีวามากขึ้นเช่นกัน
บรรดาขุนนางใหญ่และข้าราชการจากทุกสาขาอาชีพต่างส่งของขวัญมาเยี่ยมเยือนตระกูลฉิน
ฉินเทียนหู่ที่กลับมาจากว่าราชการในตอนเช้ากำลังพูดคุยกับแขกเหรื่อ ในขณะที่ส่งคนไปตามหาฉินเฟิง
ด้วยแขกที่มาเยือนในวันนี้กว่าครึ่งล้วนมาเพื่อพบฉินเฟิง แต่เจ้าเด็กไม่เอาการเอางานนี่กลับทาน้ำมันที่เท้าวิ่งหนีไปแล้ว
หลินฉวีฉีรู้ที่อยู่ของฉินเฟิง แต่เขาไม่สามารถทรยศฉินเฟิงได้ เขาจึงทำได้เพียงหลีกเลี่ยงฉินเทียนหู่เท่านั้น
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก้าวผ่านประตูจวนตระกูลฉินเข้ามา
นี่เป็นครั้งแรกที่นางมาที่นี่ เมื่อคิดว่านางมาเพื่อพบกับพ่อแม่สามีในอนาคต แก้มก็เริ่มร้อนขึ้น เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์กำจัดความเย่อหยิ่งในอดีตของตนออกไป และติดตามเซี่ยปี้ผู้เป็นบิดาอย่างเขินอาย
แต่หลังจากเข้ามาได้ไม่นาน ก็ได้รู้ว่าฉินเฟิงวิ่งหนีไปแล้ว
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์แตกร่วงพื้นทันควัน น่าโมโหนัก!
นางอดไม่ได้ที่จะบริภาษในใจ ‘ดีนักเจ้าฉินเฟิง ไม่อยากแต่งงานกับข้าถึงเพียงนี้! เจ้าไม่ต้องการแต่งกับข้า ข้าเองก็ไม่อยากแต่งงานกับเจ้า! อย่าตกมาเป็นลูกไก่ในกำมือข้าเหมือนเมื่อก่อนเชียว!’
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของบิดาและบุตรสาวตระกูลเซี่ยดูไม่ค่อยดีนัก ฉินเทียนหู่ก็ไม่มัวสนใจดูแลแขกคนอื่น ๆ อีก เขารีบเข้ามาหาทั้งสองคน แล้วเกลี้ยกล่อมทันที “หนิงกั๋วกง คุณหนูเซี่ย ข้าสั่งสอนบุตรได้ไม่ดีพอ ทั้งสองท่านโปรดอย่าได้ใส่ใจ ข้าได้ส่งคนไปตามหาเจ้าลูกเวรนั่นแล้ว”
เซี่ยปี้ถู ‘จมูกสีแดง’ ของเขาแล้วแค่นเสียงเย็นชา “หึ! ทำไมเล่า? หรือว่ารังเกียจอวิ๋นเอ๋อร์บ้านข้า?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินเทียนหู่ก็โค้งเอวลงครึ่งหนึ่ง และพูดด้วยความตกใจ “นั่นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ความจริงที่ว่าตระกูลฉินกับตระกูลเซี่ยสามารถเป็นสามีภรรยากันได้นั้น นับเป็นโชควาสนาที่ต้องรวบรวมมาถึงสามชาติของเจ้าเด็กเหลือขออย่างฉินเฟิง วันนี้เขาไม่อยู่จวน เกรงว่าคงจะยุ่งอยู่กับการหาทหารใหม่”
สีหน้าของเซี่ยปี้ดีขึ้นเล็กน้อย อย่างไรเสียเรื่องกองทัพใหม่ก็เป็นสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากฮ่องเต้โดยตรง ย่อมไม่อาจละเลย
แต่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์กลับเผยอริมฝีปาก และแอบถอนหายใจ ท่าทีตำหนิว่า ตระกูลฉินช่างไร้มารยาท
หลังจากเหตุการณ์บางอย่าง นางถูกคนใส่ร้ายว่ามีส่วนพัวพันในคดีฆาตกรรมคนในราชวงศ์…
ในเวลานั้นฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ ‘ลดขั้น’ ฮูหยินฉิน และส่งนางกลับไปยังบ้านเกิด
อย่างไรก็ตาม เมื่อสืบย้อนกลับไปถึงต้นตอของเรื่องนี้จึงพบว่า เรื่องทุกอย่างเกิดจากความขัดแย้งภายในของราชวงศ์ ดังนั้นฉินเทียนหู่และฮ่องเต้จึงเข้าใจได้โดยปริยายว่า ฮูหยินฉินเป็นผู้รับลูกธนูแทนฉินเทียนหู่
ส่วนฮูหยินฉินจะสามารถกลับเมืองหลวงได้เมื่อใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าฮ่องเต้จะออกคำสั่งตอนไหน หากฮ่องเต้ไม่มีรับสั่งแล้ว เช่นนั้น…
เมื่อฮูหยินฉินเสียชีวิตด้วยวัยชราเมื่อใด ‘การไว้ทุกข์’ ครั้งนี้จึงจะเสร็จสิ้นลง
ทั้งคู่อยู่ห่างไกลและไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว นี่เป็นโรคทางใจของฉินเทียนหู่มาโดยตลอด และยังเป็นข้อห้ามของตระกูลฉิน จึงไม่สามารถเอ่ยถึงมั่วซั่วได้
เซี่ยปี้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ฟัง เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ปิดปากตกใจ “ไม่คาดว่าจะมีเรื่องราวภายในเช่นนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ใต้เท้าฉินเดินบนน้ำแข็งบาง ๆ ในราชสำนักมาโดยตลอดหลายปี แม้ว่าเขาจะได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ แต่เขาก็ไม่สามารถชนะใจคนในราชสำนักได้ เกรงว่าทุกคนจะคิดว่าใต้เท้าฉินเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ต้องขอบคุณฮูหยินของเขา…”
เซี่ยปี้ถอนหายใจ ในดวงตาเต็มไปด้วยอารมณ์ “ไม่รู้ว่าการแต่งงานระหว่างตระกูลฉินและตระกูลเซี่ย ฮ่องเต้จะจำเรื่องราวของฮูหยินฉินได้หรือไม่ แม้ว่าจะมีความผิดมากมายในอดีต ฉินเฟิงก็ได้ช่วยเหลือต้าเหลียงไว้ไม่น้อย ถึงเวลาที่ความดีความชอบจะชดใช้ความผิดได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็รู้สึกกังวลอย่างอธิบายไม่ได้อีกครั้ง และลังเลที่จะเอ่ยบางอย่าง
เซี่ยปี้ย่อมมองเห็นความกังวลของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ เขายิ้มอย่างเบิกบานทันที “วางใจเถอะ! แม้ว่าฮูหยินฉินจะโหดเหี้ยมไร้ความปราณีกับคนนอก แต่นางก็ปกป้องครอบครัวอย่างดี เรื่องนี้ฉินเฟิงแทบจะถอดแบบมาจากมารดา… เจ้าไม่เคยเห็นใต้เท้าฉินปฏิบัติต่อฉินเฟิงอย่างรุนแรงหรือ? ข้าเกรงว่าฉินเทียนหู่จะเห็นสิ่งของแล้วนึกถึงคน เห็นฉินเฟิงแล้วคิดถึงฮูหยินของเขามากกว่า”
นายน้อยฉินเหมือนแม่?
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะสงสัยเกี่ยวกับแม่สามีในอนาคตของนาง…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ