บทที่ 214 ฮูหยินประสบอันตรายแล้ว
องค์ชายเจ็ดไม่ได้สนใจรายงานของเสี่ยวจั๋วจื่อมากนัก
เขาโบกมือผ่าน ๆ “ไม่สำคัญหรอก สงครามในเป่ยตี๋เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของแคว้น เสด็จพี่รองไม่มีทางนำความเจริญและความเสื่อมโทรมของต้าเหลียงมาเดิมพัน หากกำลังของต้าเหลียงเสียหาย ต่อให้แย่งตำแหน่งผู้สืบทอดมาได้แล้วจะมีความหมายอะไรเล่า?”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ องค์ชายเจ็ดก็เปลี่ยนเรื่องทันที “ระยะนี้ตระกูลหลินมีการเคลื่อนไหวใด ๆ หรือไม่? ฉินเฟิงขับไล่หลินเฟยโม่กลับไปเจียงหนานเมื่อไม่กี่วันก่อน นับว่าความบาดหมางระหว่างตระกูลฉินกับตระกูลหลินได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว”
เสี่ยวจั๋วจื่ออดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น แล้วกล่าว “ความขัดแย้งเพิ่งเกิดขึ้นที่ไหนกันล่ะพ่ะย่ะค่ะ? บุญคุณความแค้นระหว่างตระกูลฉินและตระกูลหลินก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ฮูหยินฉินถูกลดตำแหน่งจนต้องกลับไปบ้านเกิด ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังเป็นเวลาถึงเจ็ดปี ฉินเฟิงที่รักคนของตัวเองเป็นอย่างยิ่งจะทนเห็นมารดาถูกปฏิบัติเช่นนี้ได้อย่างไร? แน่นอนว่าเขาต้องการแก้แค้นตระกูลหลิน”
“มีข่าวลือในเมืองหลวงว่า หลินเฟยโม่ปรารถนาในตัวหลิ่วหงเหยียน เป็นสาเหตุให้ฉินเฟิงโกรธจนพาลพาโล แต่มีอีกข่าวลือหนึ่งที่น่าเชื่อถือมากกว่าคือ ฉินเฟิงคิดจะ ‘จัดการ’ หลินเฟยโม่มานานแล้วนับตั้งแต่นายน้อยหลินมาถึงเมืองหลวง หลิ่วหงเหยียน เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายเจ็ดพยักหน้า ด้วยพฤติกรรมของฉินเฟิงแล้ว อีกฝ่ายสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน
เพียงแต่ตระกูลหลินนั้นมากอิทธิพล อย่าว่าแต่ตระกูลฉินเลย แม้แต่ราชวงศ์หลี่ก็ไม่มีวันเป็นศัตรูกับตระกูลหลิน เว้นเสียแต่จะมีความจำเป็นจริง ๆ
ครานี้นับว่าฉินเฟิงชักศึกเข้าหาตัวแล้ว
เมื่อเห็นว่าองค์ชายเจ็ดเป็นกังวล เสี่ยวจั๋วจื่อจึงรีบปลอบใจ “อันที่จริง ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องกังวลพ่ะย่ะค่ะ ตราบใดที่ฉินเฟิงยังอยู่ในเมืองหลวงอย่างไรตระกูลหลินก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ข้าได้ยินมาจากทหารรักษาพระองค์ว่า คืนก่อนที่หลินเฟยโม่จะออกจากเมืองหลวง เขาได้ส่งนักฆ่าไปจัดการ นายน้อยฉินจำนวนไม่น้อย ท่ามกลางคนเหล่านั้นยังมีนักฆ่าป้ายทองจากสมาคมรายนามสวรรค์ด้วย แต่คนพวกนั้นล้วนถูกฝ่าบาทสังหารสิ้น โดยไม่ทันได้แม้แต่จะเห็นหน้าค่าตาฉินเฟิงด้วยซ้ำพ่ะย่ะค่ะ”
แน่นอนว่าเมืองหลวงเป็นพื้นที่ต้องห้าม และไม่อนุญาตให้มีการละเมิดกฎแม้เพียงนิด
ทว่า…
องค์ชายเจ็ดกลับไม่สามารถผ่อนคลายได้เลย ด้วยอุปนิสัยของฉินเฟิง อีกฝ่ายไม่มีวันอยู่ที่เมืองหลวงไปตลอดชีวิตเป็นแน่
ตราบใดฉินเฟิงกล้าออกจากเมืองหลวง เขาก็จะถูกแก้แค้นและต้องเจ็บปวดราวต้องอสนีบาต
องค์ชายเจ็ดมีใจอยากช่วยนายน้อยเจ้าสำราญผู้นี้ แต่น่าเสียดายที่เขาถูกองค์ชายรองจับตาดูอย่างใกล้ชิด ดังนั้นจึงทำได้เพียงให้ฉินเฟิงขอพรให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ในห้องทรงพระอักษรของพระราชวัง ควันธูปลอยคลุ้งวนอยู่ในอากาศ
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงทอดพระเนตรควันธูปที่ประเดี๋ยวรวมตัวประเดี๋ยวกระจายตัวด้วยพระพักตร์เคร่งขรึม ราวกับว่ากำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง หลังจากระลึกถึงอดีต เขาก็เอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “นานแค่ไหนแล้วที่ฮูหยินฉินออกจากเมืองหลวง กลับไปยังบ้านเกิดเพื่อไว้ทุกข์?”
หลี่จ้านไม่คาดคิดว่า จู่ ๆ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจะเอ่ยถึงเรื่องนี้ ขันทีเฒ่าแปลกใจเล็กน้อย แต่ไม่กล้าชักช้า เขารีบเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว “กราบทูลฝ่าบาท นางจากไปเป็นเวลาเจ็ดปีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงพยักพระพักตร์ และขมวดพระขนง “ดินแดนบ้านเกิดของตระกูลฉินอยู่ที่ใด?”
หลี่จ้านก้มศีรษะลงและคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกออก “ดูเหมือนว่าจะเป็นอำเภอเป่ยซีพ่ะย่ะค่ะ บ่าวจำหมู่บ้านเฉพาะเจาะจงไม่ได้ อยากให้บ่าวลองไปตรวจสอบดูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่ตอบ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลันก็นึกบางอย่างได้ สายพระเนตรเคร่งขรึมขึ้นมาทันที “เจิ้นจำได้แล้ว! อำเภอเป่ยซีอยู่ห่างจากชายแดนเพียงสี่สิบลี้เท่านั้น สมัยเจิ้นประจำการอยู่ที่ชายแดนก็เคยไปอำเภอเป่ยซีมาก่อน”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็รีบให้หลี่จ้านไปนำแผนที่มา และศึกษาสถานการณ์การรบบริเวณชายแดนอย่างละเอียด
อำเภอเป่ยซีตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองชายแดน ตามรายงานการสู้รบที่ส่งกลับมาจากแนวหน้าครั้งล่าสุด จุดสำคัญของการโจมตีของทหารลาดตระเวนเป่ยตี๋นั้นตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองชายแดน เนื่องจากทางตอนเหนือการกระจายตัวของราษฎรค่อนข้างเบาบาง อีกทั้งกำลังทหารของแต่ละหน่วยยังมีอยู่อย่างจำกัด เพื่อดำเนินการตามกลยุทธ์ป้องกัน กองร้อยจึงถูกส่งไปยังหมู่บ้านและกองพันถูกส่งไปยังอำเภอ จากนั้นก็เริ่มตั้งฐานที่มั่นและรักษาการณ์จากทิศตะวันออก
“ท่าไม่ดีแล้ว!”
ในเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งถ้วยชา คนที่ประจำการอยู่สามสิบคนในป้อมถูกสังหารสิ้น!
หลังจากทำความสะอาดที่เกิดเหตุและซ่อนศพแล้ว รองนายกองก็นำผู้ใต้บังคับบัญชาเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านหินเขียว
ตอนนี้เป็นเวลากลางดึก ประชากรหกสิบคนในหมู่บ้านหินเขียวล้วนหลับใหลไปนานแล้ว
เมื่อม้าศึกเป่ยตี๋สิบหกตัวพุ่งเข้ามาที่ทางเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย
ทหารคนหนึ่งขี่ม้าไปหารองนายกอง นัยน์ตาเสือของเขากวาดมองหมู่บ้านอันเงียบสงบ พลันเอ่ยด้วยเสียงทุ้ม “ใต้เท้ารองนายกอง ตามข้อมูลที่รายงานโดยหน่วยสอดแนม หมู่บ้านหินเขียวแห่งนี้เป็นบ้านเกิดของฉินเทียนหู่ เสนาบดีกรมกลาโหมแห่งต้าเหลียง! ภรรยาและบุตรสาวของเขาไว้ทุกข์อยู่ที่นี่มาเจ็ดปีแล้ว คาดว่าพวกนางจะต้องอยู่ในหมู่บ้าน เพียงแต่ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงเรือนที่อยู่อาศัย”
รองนายกองโบกมือ และเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “แบ่งทหารม้าออกเป็นหกกลุ่มไปเฝ้าถนนสายหลักของหมู่บ้าน คนที่เหลือรีบเข้าไปค้นหาทุกบ้าน ทุกครัวเรือน! ใครก็ตามที่มีลักษณะคล้ายคลึงอย่าพึ่งฆ่า ส่วนที่เหลือฆ่าทิ้งให้หมด!”
สิ้นเสียง ม้าศึกสิบตัวก็พุ่งออกไปยังหมู่บ้าน พังประตูลานบ้าน และค้นหาคนทีละหลัง
จากนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังก้องไปทั่วหมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้
หลี่เซียวหลานที่กำลังหลับใหลถูกเสียงกรีดร้องปลุกให้ตื่น นางสวมเสื้อผ้าแล้วมาที่ลานบ้าน เมื่อมองออกไปผ่านร่องประตู จึงเห็นทหารสองคนที่แต่งกายด้วยชุดเป่ยตี๋กำลังสังหารคนบริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้า
หลี่เซียวหลานขมวดคิ้ว นางปิดประตูลานบ้านอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รีบกลับไปที่ห้องของท่านแม่อย่างฉินเฉิงซื่อ ฉินเฉิงซื่อเองก็ตื่นขึ้นมาแล้ว นางกำลังเก็บข้าวของมีค่าอย่างเป็นระเบียบ
สตรีวัยสี่สิบปีที่อยู่ตรงหน้าหลี่เซียวหลานแต่งตัวเหมือนภรรยาสามัญชน แต่นางกลับมีกลิ่นอายสูงศักดิ์ออกมาจากกระดูก ยากจะปกปิดความนุ่มนวลและสง่างามไว้ได้
นางก็คือมารดาของฉินเฟิง ฉินเฉิงซื่อ!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ