บทที่ 218 ช่วยฮูหยินฉินให้พ้นภัย
หลังจากได้ยินคำพูดของฉินเฟิง จากเดิมที่ทุกคนมีสีหน้ามืดมนอยู่แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้นอีก
ดวงตาของฉินเทียนหู่ลุกเป็นไฟด้วยความหวังแต่ก็ดับวูบลงในทันที เขาเอ่ยเสียงทุ้ม “สมเหตุสมผล… ชาวเป่ยตี๋เคลื่อนไหวรวดเร็วเสมอ ในเมื่อพวกมันใช้กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิมแล้ว พวกทหารลาดตระเวนเป่ยตี๋คงจะบุกโจมตีอำเภอเป่ยซีอยู่…”
ฉินเทียนหู่ไม่ได้พูดต่อ แต่ความหมายนั้นชัดเจนมาก
ช่วงเวลานี้ ฮูหยินฉินอาจตกอยู่ในมือของชาวเป่ยตี้แล้ว
สถานการณ์ในสนามรบเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเสมอ
เห็นได้ชัดว่าเป่ยตี๋ไม่ได้ตั้งใจจะให้เวลาต้าเหลียงในการวางแผนจึงได้โยนปัญหาที่ยากลำบากเช่นนี้มาให้
พวกมันต้องการให้ต้าเหลียงเลือก ว่าจะเดินทัพมาแนวหน้าทันที และรีบเปิดฉากทำศึกเสีย
หรือไม่ก็รอให้เป่ยตี๋จับฮูหยินฉินเป็นตัวประกัน กำจัดฉินเทียนหู่ ขัดขวางแผนทั้งหมดจนสงครามกินเวลานานออกไป
เมื่อทุกคนตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดวงตาของฉินเฟิงก็มุ่งมั่นมากขึ้น แล้วชายหนุ่มก็โพล่งออกมา “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว อันดับแรกต้องไปช่วยท่านแม่ก่อน!”
ทันทีที่สิ้นประโยค ดวงตาของจิงเชียนอิ่งที่มองไปยังฉินเฟิงก็อ่อนลง
คุณหนูสี่พูดเสียงเบา “ข้าจะไปกับเจ้า”
ฉินเฟิงส่ายหัวเพราะมีกลยุทธ์อยู่ในใจแล้ว “พี่หญิงสี่ ท่านอยู่เมืองหลวงต่อไป เรื่องการช่วยเหลือท่านแม่ให้ข้าจัดการเอง! ข้าจะกลับไปค่ายเทียนจี จัดกองกำลังใหม่ และมุ่งสู่แนวหน้า”
เมื่อพูดจบ ฉินเฟิงก็หันไปมองพี่หญิงทั้งสามคน แล้วพูดด้วยเสียงทุ้ม “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เรื่องต่าง ๆ ในค่ายเทียนจี ต้องรบกวนพี่หญิงทั้งสามแล้ว”
เหล่าคุณหนูตระกูลฉินแทบจะพูดขึ้นพร้อมกัน “เจ้าวางใจได้เลย”
ในตอนที่ฉินเฟิงเตรียมจะจากไป ฉินเทียนหู่ก็คว้าแขนของบุตรชายไว้ เขาขมวดคิ้วแน่น และในดวงตาก็มีความกังวลอยู่เล็กน้อย “เฟิงเอ๋อร์ เจ้าคิดดีแล้วหรือ? อยากจะช่วยแม่ของเจ้ายากยิ่งกว่าการบรรลุเซียนเสียอีก ไปแนวหน้าในครั้งนี้ หากอยากจะกลับมาอย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าสงครามจะได้ข้อยุติ”
ฉินเฟิงที่มีสีหน้าจริงจัง จู่ ๆ ก็ยกยิ้ม “ก็แค่พวกเป่ยตี๋ไม่ใช่หรือ? ข้าจะส่งมันไปตายให้หมดเอง!”
เวลาไม่คอยท่า ฉินเฟิงรีบกลับไปค่ายเทียนจีในชั่วข้ามคืน
หนิงหู่กับสวีโม่รู้ข่าวว่าฮูหยินฉินกำลังประสบภัย จึงมารออยู่ที่ศาลาในค่ายนานแล้ว
ก่อนฉินเฟิงจะพูดอะไร หนิงหู่ก็กำหมัดทำความเคารพ และพูดเสียงดังขึงขัง “สหายฉิน ขอแค่เจ้าพูดมา พี่น้องของเราจะเปิดศึกกับชายแดนเป่ยตี๋ทันที!”
สวีโม่แสดงความคิดเห็นของเขาเป็นครั้งแรก ดวงตาฉายชัดถึงความโกรธแค้น เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าว “ฮูหยินฉินเป็นบุคคลต้องห้ามของตระกูลฉิน ในอดีตเป็นเรื่องยากที่จะกล่าวถึง ตอนนี้นางกำลังเดือดร้อน ข้าคงสนใจอะไรมากไม่ได้ บอกตามตรง ปีนั้นข้าเยาว์วัยนัก ยังเคยขอขนมฮูหยินฉินกิน แต่คนป่าเถื่อนเป่ยตี๋น่าตายพวกนั้นกลับกล้าลงมือกับนาง แค้นนี้ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า!”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคนพูด นายน้อยเจ้าสำราญก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
เขาเองก็มีสหายที่พึ่งพาได้เช่นกัน!
ชายหนุ่มดึงหนิงหู่กับสวีโม่มา วาดแขนโอบรอบไหล่ทั้งคู่ สูดหายใจเข้าลึก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “สหาย ข้าจะไม่พูดอะไรมาก จากนี้ไปเราสามคน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน!”
บุรุษสามคนกอดคอมองหน้ากันอย่างจริงใจ ขณะนี้ไม่มีอะไรต้องพูดให้มากความอีกแล้ว
ด้วยการสนับสนุนอันแข็งแกร่งจากพี่น้องที่ดีของเขา ฉินเฟิงจึงไม่รอช้า เริ่มเตรียมการทันที
“หากใครกล้าทำร้ายตระกูลฉินก็เท่ากับทำลายอาชีพการงาน ทำลายอนาคตของข้าน้อย! ข้าน้อยย่อมต้องสู้สุดชีวิต!”
ภายใต้การนำของหวังโม่ ช่างฝีมือหลายคนในที่เกิดเหตุก็เริ่มส่งเสียงตะโกน
ช่างฝีมือเฒ่าอายุเกินห้าสิบปีหน้าแดงด้วยความตื่นเต้น “ถูกแล้ว! ข้าเคยทำงานให้กับตระกูลที่ร่ำรวย ปากพวกเขาเรียกข้าว่าช่างฝีมือ แต่จริง ๆ ปฏิบัติต่อข้าเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน คิดจะเรียกใช้ก็เรียก คิดจะไล่ก็ไล่ ทำผิดพลาดเล็กน้อยก็ถูกทุบตีอย่างรุนแรง ตอนนี้ได้มาที่ค่ายเทียนจี ข้าถึงได้ใช้ชีวิตเป็นผู้เป็นคนได้จริง ๆ”
ลูกศิษย์วัยเยาว์คนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กำหมัดแน่น แล้วตะโกนลั่น “ในบรรดานายท่านทุกคนในค่ายเทียนจี คนไหนเล่าไม่ใช่คนมากความสามารถ ทุกท่านล้วนเป็นผู้สร้างคลื่นลมให้เมืองหลวงสั่นสะท้าน แต่สำหรับคนตัวเล็ก ๆ แล้วไม่มีอะไรให้โอ้อวด ชาวบ้านอย่างพวกเรานับเป็นอะไรได้ ทว่าคนอื่น ๆ เห็นแก่หน้าของนายน้อยฉิน พอได้ยินว่าข้าน้อยมาทำงานในค่ายเทียนจี ท่านพ่อของข้าที่เป็นคนขี้ขลาดมาทั้งชีวิตก็ได้มีหน้ามีตาไปด้วย ตอนนี้พบเจอใครก็กล้าอวดว่าข้าเป็นคนของนายน้อยฉินแล้ว!”
อย่าว่าแต่ฉินเฟิง แม้แต่หลิ่วหงเหยียนและพี่หญิงใหญ่ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าภาคภูมิใจ
คุณหนูรองถอนหายใจเบา ๆ กระซิบกับเสิ่นชิงฉือที่อยู่ข้าง ๆ “พี่หญิงใหญ่ ใครจะคิดว่าน้องชายชื่อเสียงฉาวโฉ่ในอดีตจะมีชื่อเสียงดีงามในหมู่ชาวบ้านเช่นนี้ พวกเขาต่างภาคภูมิใจในตระกูฉินจริง ๆ”
เสิ่นชิงฉือก็ค่อนข้างประหลาดใจเช่นกัน หากนางไม่เห็นด้วยตาตนเอง คงไม่มีทางเชื่อว่าน้องชายที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่จะได้รับการสนับสนุนจากผู้คนมากมายเพียงนี้
ดังสุภาษิตที่ว่า หนึ่งคนบรรลุเซียน หมูหมากาไก่พลอยได้ลอยขึ้นสวรรค์*[1]
ในฐานะพี่หญิงของฉินเฟิง เสิ่นชิงฉือย่อมรู้สึกมีเกียรติตามไปด้วย
เมื่อมองดูฉินเฟิงในยามนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้น่ารังเกียจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
เสิ่นชิงฉือกัดริมฝีปากบาง พยักหน้าเบา ๆ อย่างเห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ทว่าสายตาที่มองฉินเฟิงก็ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว…
[1] หนึ่งคนบรรลุเซียน หมูหมากาไก่พลอยได้ลอยขึ้นสวรรค์ : อุปมาว่าใครคนใดคนหนึ่งได้ดี ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็พลอยได้ดิบได้ดีไปด้วย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ