เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 225

บทที่ 225 หรือความโหดร้ายจะเป็นแค่ข่าวลือ

น้องชายผู้ควรจะอยู่ในเมืองหลวงที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้กลับมาปรากฏตัวตรงหน้านาง เขาดูราวกับเทพนักรบที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อสังหารหมู่ทหารลาดตระเวนชั้นยอดของเป่ยตี๋ และจับเป็นรองหัวหน้าของทหารลาดตระเวน

ภายในใจหลี่เซียวหลานเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นางทิ้งหอกสั้นที่เปื้อนเปรอะไปด้วยเลือดสีแดง พลางก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว “ฉินเฟิง?! เจ้าคือน้องเฟิงเอ๋อร์ของข้าหรือ?”

ในคราแรกฉินเฟิงรู้สึกกลัวที่จะตอบรับอยู่บ้าง

เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาพี่น้องก็แยกกันมานานถึงเจ็ดปีแล้ว ความทรงจำเกี่ยวกับพี่หญิงสามเลือนลางมากเหลือเกิน

ชายหนุ่มรู้เพียงแค่ว่าเขามีพี่สาวอีกคนหนึ่ง ส่วนรูปร่างหน้าตาของนางนั้น เขาลืมไปเป็นชาติแล้ว นอกจากนี้หญิงสาวคนนั้นยังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วย แม้ว่าจะจำรูปลักษณ์ในอดีตของนางได้ แต่ก็ไม่สามารถจินตนาการรูปลักษณ์ในปัจจุบันออก

เมื่อเขาได้ยินหลี่เซียวหลานเรียกชื่อตนเอง ฉินเฟิงก็ดีใจเป็นอย่างมาก!

ประการแรกเป็นเพราะพี่หญิงสามปลอดภัยดี

ประการที่สองเป็นเพราะพี่หญิงสามสวยมาก!

สมกับคำที่เรียกว่า ‘อรชรอ้อนแอ้น’

นางมีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวงดงาม คิ้วจันทร์เสี้ยว ดวงตาหงส์หลับ และริมฝีปากจิ้มลิ้ม…

ฉินเฟิงรู้สึกตื่นเต้น เขารีบพุ่งเข้าไปดังลูกธนู จากนั้นก็กอดหลี่เซียวหลานไว้แน่น แนบชิดอิงแอบพลางแสยะยิ้มชั่วร้าย “พี่หญิงสาม ผ่านไปหลายปี ในที่สุดข้าก็ได้พบท่าน ข้ามีความสุขยิ่งนัก”

เนื่องจากในถ้ำมีเพียงแสงสลัว ๆ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นท่าทางไร้ยางอาย ลามกอนาจาร และมุมปากที่เกือบจะมีน้ำลายหกออกมาของฉินเฟิง…

หลี่เซียวหลานถูกฉินเฟิงกอดไว้อย่างแนบแน่น นางไม่เพียงไม่รังเกียจ แต่ยังมีความสุขหาใดเปรียบอีกด้วย หลังจากผ่านไปถึงเจ็ดปี แต่น้องชายยังคงใกล้ชิดนางเช่นนี้ หลี่เซียวหลานย่อมเอิบอิ่มไปด้วยความสุข นางกอดฉินเฟิงด้วยมือข้างหนึ่ง และใช้อีกมืออีกข้างลูบศีรษะเขา ริมฝีปากบางยิ้มกว้างดังดอกไม้บาน

“เจ็ดปีผ่านไป ไม่คิดว่าเจ้าเด็กเถลไถลในตอนนั้นจะโตขึ้นกลายเป็นคนมีความสามารถแล้ว”

ใบหน้าหลี่เซียวหลานผุดรอยยิ้มปลาบปลื้มใจ เฝ้าลูบศีรษะฉินเฟิงอย่างอ่อนโยน นางรู้สึกว่าศีรษะของน้องชายซุกไซร้อยู่ในอ้อมกอดไม่หยุด แต่ก็ยังคงยิ้มอย่างเบิกบาน คิดเพียงว่าเด็กคนนี้ยังคงชอบออดอ้อนพี่สาวเหมือนดังแต่ก่อน

พี่น้องในที่สุดก็ได้พบกัน พวกเขากอดกันอยู่นานก่อนจะผละออก

พลันหลี่เซียวหลานก็คิดอะไรบางอย่างได้จึงหันกลับไปอย่างรวดเร็ว รีบเข้าไปตรงมุมมืดข้าง ๆ แล้วพูดเบา ๆ “ท่านแม่ เฟิงเอ๋อร์มาแล้วเจ้าค่ะ”

ท่านแม่?!

สีหน้าชวนสะอิดสะเอียนเมื่อครู่ของฉินเฟิงถูกเก็บกลับลงไปในพริบตา

ฉินเฟิงมีความทรงจำเกี่ยวกับท่านแม่น้อยจนเกือบจะเป็นศูนย์ เขาไม่เคยเจอนางเลยหลังแยกจากกันเมื่อเจ็ดปีก่อน

ก่อนออกเดินทาง ชายหนุ่มได้รู้จากท่านพ่อและพี่หญิงสี่ จิ่งเชียนอิ่ง เกี่ยวกับการกระทำของแม่ในเมืองหลวงเมื่อปีนั้น

ยามนั้นตาเฒ่าฉินได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และฉินเฉิงซื่อก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่เมืองหลวงพร้อมกับเขา ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน สองสามีภรรยาก็เปลี่ยนจากการเป็นคนไร้ตัวตนสู่การเป็นคนที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก เนื่องจากตาเฒ่าฉินสร้างความดีความชอบทางทหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแนวหน้า หลังจากได้รับการเลื่อนยศเป็นเสนาบดี ฉินเฉิงซื่อก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฮูหยินเก้ามิ่งขั้นหนึ่ง

เมื่อเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามในราชสำนัก ฉินเฉิงซื่อเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาโดยตลอด

นางทะเลาะกับเสนาบดีหกกรม วิวาทกับตระกูลชนชั้นสูง ด่ากราดไปทั่วสิบสามช่วงถนนของเมืองหลวง โต้เถียงกับหกกรมยี่สิบสี่หน่วย เรียกได้ว่าผู้ใดพบเห็นฮูหยินฉินล้วนหวาดกลัว และต่างก็ต้องหลบหลีก

เพราะความเด็ดขาดและวิธีการของนาง ตาเฒ่าฉินถึงรักษาตำแหน่งในฐานะเสนาบดีกรมกลาโหมไว้ได้อย่างมั่นคง

ทว่าน่าเสียดาย…

บุคคลผู้นี้คือผู้โหดเหี้ยมเผ็ดร้อนในตำนาน ผู้สร้างปัญหามากมายในเมืองหลวงไม่ใช่หรือ? ทว่าคนโหดเหี้ยมผู้นั้นจะอ่อนโยนมีเมตตาเช่นนี้ได้อย่างไร? เป็นไปได้หรือไม่ว่า… ชื่อเสียงที่ไม่ดีก่อนหน้านี้เป็นเพียงข่าวลือ? หรือว่ามีคนจงใจพยายามป้ายโคลนใส่ร้ายท่าน?

ขณะที่ฉินเฟิงกำลังรู้สึกสับสน จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ากลางกะโหลกศีรษะถูกเคาะทีหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัวแล้วมองไปที่ฉินเฉิงซื่อ ผลคือฉินเฟิงถูบตบหน้าฉาดใหญ่เต็ม ๆ

เพียะ!

เสียงนั้นดังคมชัดนัก

ฉินเฟิงถูกตบจนดวงตาเห็นดวงดาว นายน้อยเจ้าสำราญมีสีหน้างุนงงสับสน

และใบหน้าของฉินเฉิงซื่อยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางจับหูของฉินเฟิงด้วยมือซ้าย ยกมือขวาขึ้นแล้วลงมืออีกครั้ง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เฟิงเอ๋อร์มีความสำเร็จในวันนี้ได้ แม่ปลื้มปีติยิ่งนัก แต่เจ้าไม่มีมโนธรรม เหมือนพ่อสารเลวของเจ้าไม่มีผิด เวลาผ่านไปเจ็ดปีเต็ม แต่เจ้าไม่เคยมาเยี่ยมแม่เลยสักครั้ง!”

หา? นี่มันบ้าบออะไรกัน? พลิกสีหน้าอย่างนี้เลยรึ?

ไม่ถูกสิ!

ใบหน้าของฉินเฉิงซื่อไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แต่ฝ่ามือนั้นเรียกได้ว่าโหดเหี้ยมยิ่งนัก!

ทันใดฉินเฟิงพลันรู้สึกถึงอันตราย เขาได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ …ดูเหมือนว่าชื่อเสียงที่ไม่ดีในเมืองหลวงของท่านแม่จะไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่เป็นเขาเองที่ประเมินขอบเขตความหน้าเนื้อใจเสือของมารดาต่ำเกินไป

เมื่อเห็นว่ากำลังจะถูกตบบ้องหูอีกครั้ง ฉินเฟิงก็ไม่กล้าลังเล ชายหนุ่มเริ่มร้องไห้คร่ำครวญด้วยท่าทางหวาดผวา “ท่านแม่ ลูกผิดไปแล้วขอรับ ไม่ใช่ว่าลูกไม่มาเยี่ยมท่าน แต่… แต่… ต้องโทษท่านพ่อ!”

ฉินเฟิงไม่สามารถหาข้อแก้ตัวได้จริง ๆ เขาจึงโยนความผิดทั้งหมดไปที่ตาเฒ่าฉิน

เพื่อที่จะหลบหนีฝ่ามือนี้ ชายหนุ่มร้องทุกข์ด้วยท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจพร้อมหลั่งน้ำตาให้ไหลพราก “ท่านแม่ ในเวลาเจ็ดปีเต็มนี้ ท่านรู้หรือไม่ว่าลูกคิดถึงท่านมากเพียงใด? ทว่าทุกครั้งที่ข้าพูดถึงท่าน ท่านพ่อก็จะดุด่าข้าเสมอ การจะมาพบท่านได้นั้น ยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นไปบนฟ้าเสียอีกนะขอรับ”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ