เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 234

บทที่ 234 รับตำแหน่งนายอำเภอ

“เจ้าไปตรวจสอบหมู่บ้านใกล้ ๆ ดูว่าเสบียงของชาวบ้านและเมล็ดพันธุ์สำหรับปีหน้าเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอก็นำเงินก้อนนี้ไปซื้อเสบียงจากเมืองใกล้ ๆ แล้วเอามาแจกจ่ายให้ชาวบ้าน”

“เฮ้อ!” ทันใด ฉินเฟิงก็ถอนหายใจและพูดด้วยท่าทางหดหู่ “งานละเอียดอ่อนอย่างการช่วยเหลือชาวบ้าน เจ้าทำไม่ได้หรอก แค่ไปซื้อเสบียงและเมล็ดพันธุ์พืชก็พอ กลับมาแล้วข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉินเฟิงก็ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ พร้อมกางแขนกางขาร้องไห้คร่ำครวญ “ข้ามาเมืองเป่ยซีเพื่อช่วยมารดา ไยเรื่องวุ่นวายพวกนี้ถึงมาพัวพันแบบไม่ทันตั้งตัวเสียได้ ข้ามันช่างโชคไม่ดีจริง ๆ”

เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงนอนแผ่ด้วยท่าทางไม่เรียบร้อยพลางโอดครวญ ไม่มีมาดขุนนางเลยสักนิด ดวงตาของหนิงหู่ก็เปล่งประกาย “พี่ฉิน ไม่ใช่ว่าเรื่องวุ่ยวายไปพัวพันเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถเห็นผู้คนที่ทนทุกข์ทรมานได้ต่างหาก ใครใช้ให้เจ้าเป็นคนดีเล่า?”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘คนดี’ ฉินเฟิงก็เลิกทำงาน และตะโกนด่าสุดเสียง “เจ้าต่างหากที่เป็นคนดี เป็นคนดีกันทั้งตระกูล!”

การเป็นคนดีต้องใช้เงิน

คนดีที่ว่าใครอยากเป็นก็เป็นไปเถอะ นายน้อยอย่างข้าไม่สนใจหรอก!

หนิงหู่หัวเราะร่าพลางวิ่งออกจากศาลาว่าการไป

เดิมทีฉินเฟิงวางแผนที่จะใช้โอกาสนี้กลับเรือนหลังเพื่ออยู่เป็นเพื่อนฮูหยินฉินและหลี่เซียวหลาน นั่งพูดคุยรำลึกถึงอดีต เพราะหลังกลับจากภูเขาหมอก เขาก็ติดอยู่ที่ห้องโถงของศาลาว่าการ ไม่มีเวลากลับไปที่เรือนหลังเลย

ปรากฏว่าทันทีที่ฉินเฟิงลุกขึ้น หนิงหู่ก็วนกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับว่าออกไปจากประตูแล้วดันเหยียบขี้สุนัขเข้า

ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะสงสัย “ไยเจ้าจึงกลับเข้ามาอีกเล่า?”

หนิงหู่ชกป้ายไม้ที่เขียนว่า ‘สงบเงียบ’ ข้าง ๆ ด้วยความหงุดหงิด เขาพูดเสียงต่ำว่า “พี่ฉิน เรื่องวุ่นวายในเมืองเป่ยซี เจ้าไม่ต้องกังวลแล้ว”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงก็ผงะไปอีกครั้ง “เจ้าหมายความว่าอะไร?”

ใบหน้าของหนิงหู่มืดมน เขากัดฟันกรอด “ก็หมายความว่านับจากนี้ไปเจ้าจะเป็นผู้จัดการความยุ่งเหยิงทั้งหมดในเมืองเป่ยซีน่ะสิ เพราะเจ้า…ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอเมืองเป่ยซี!”

ฉินเฟิงเกือบตกจากเก้าอี้ นายน้อยหนุ่มกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ คว้าไหล่ของหนิงหู่แล้วอุทานลั่น “เจ้าอย่าล้อข้าเล่นนะ ข้าเป็นคนขี้ขลาด ข้าทนรับความตกใจขนาดนี้ไม่ไหวหรอก”

หนิงหู่ชี้ไปยังประตูศาลาว่าการ “ใครล้อเล่น เจ้าดูโน่นสิ!”

เมื่อมองไปตามที่ท่านโหวน้อยบอก หัวใจของฉินเฟิงก็ชาหนึบ ผู้ส่งสารที่จุดพักม้าเดินเข้ามาพร้อมจดหมายสองฉบับในมือ เขายื่นให้ฉินเฟิงด้วยรอยยิ้ม “นายน้อยฉิน ขอแสดงความยินดีด้วย”

ยินดีมะเหงกเจ้าน่ะสิ!

ฉินเฟิงคว้าจดหมายมา ฉบับแรกคือคำสั่งลงโทษเฉินลี่ตามที่คาดไว้ อีกฝ่ายถูกตัดสินประหารชีวิตและให้ส่งตัวไปรับโทษ

ส่วนจดหมายฉบับที่สองยกย่องความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของฉินเฟิงในเมืองเป่ยซี จากนั้นจึงแต่งตั้งเขาเป็นนายอำเภอให้ประจำการที่นี่เป็นรางวัล

ฉินเฟิงฉีกจดหมายเป็นชิ้น ๆ ต่อหน้าผู้ส่งสาร แล้วกระทืบเท้าด้วยความโกรธ “เจ้าสารเลวพวกนี้ช่างยอดเยี่ยมนัก! ข้าเพิ่งมาถึงเมืองเป่ยซี พวกเขาก็ขัดขวางไม่ให้ข้ากลับไปเมืองหลวงแล้ว ใครมันเป็นคนทำ! หลี่ซวี่เสนาบดีกรมคลัง มหาเสนาเกา? หรือองค์ชายรอง?”

ฉินเฟิงโกรธเสียจนอยากจะนำทหารออกไปฆ่าตาเฒ่าเหล่านั้นเสียตอนนี้

ผู้ส่งสารที่กำลังรอรับรางวัลสับสน “นายน้อยฉิน… อะแฮ่ม ใต้เท้าฉิน ตอนนี้ท่านมีตำแหน่งขุนนางแล้ว ไยจึงไม่ดีใจแต่กลับโกรธเกรี้ยวขนาดนี้หรือขอรับ?”

ก่อนที่ฉินเฟิงจะตอบ หนิงหู่ก็พูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ด้วยสีหน้าเย็นชา “ถ้าเป็นตำแหน่งเจ้ากรมเมืองหรือนายอำเภอใกล้ ๆ เมืองหลวงก็แล้วไปเถิด แต่สถานที่กันดารอย่างเป่ยซี หากได้ลงหลักปักฐานที่นี่แล้ว ไม่นานคนในเมืองหลวงก็คงจะลืมเลือนไปจนหมดสิ้ย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่ที่นี่เป็นเวลาสามถึงห้าปี ดีไม่ดีอาจต้องอยู่ที่นี่สามสิบถึงห้าสิบปีเลยก็ได้ สำหรับบุตรหลานในเมืองหลวง การถูกแต่งตั้งเป็นขุนนางในสถานที่เช่นนี้ ไม่สู้เอามีดบั่นคอไปเลยเสียยังดีกว่า”

ผู้ส่งสารตกใจจนวิญญาณแทบออกจากร่าง

เมื่อครู่ฉินเฟิงกับหนิงหู่สาปแช่งเสนาบดีและมหาเสนาผู้สูงศักดิ์ในที่สาธารณะ ผู้ส่งสารไม่เคยได้ยินใครกล้าพูดเช่นนี้มาก่อนจึงหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลังอยู่เป็นพัก

พอตอนนี้ เขาเห็นเงินที่อยู่ตรงหน้า ผู้ส่งสารก็ส่ายหัวราวกับกลองป๋องแป๋ง “ใต้เท้าฉินเกรงใจเกินไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ข้าน้อยควรทำ”

ฉินเฟิงถอนหายใจเบา ๆ ส่งสัญญาณให้ผู้ส่งสารไม่ต้องกลัว “รับไปเถอะ นี่คือกฎ อย่างไรเสียเจ้าก็เดินทางไกลหลายพันลี้ ลำบากเจ้าแล้วจริง ๆ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้ส่งสารก็มีความกล้ามากขึ้น เขารีบรับเงินมาด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณใต้เท้า ข้าน้อยขอลา”

หนิงหู่ยังคงโกรธเคือง พูดด้วยสีหน้ารำคาญใจ “พี่ฉิน ธัญพืชและเมล็ดพืชพวกนี้ยังต้องซื้อหรือไม่?”

เดิมทีฉินเฟิงวางแผนจะพัฒนาเมืองเป่ยซีก่อนเดินทางกลับ หลีกเลี่ยงไม่ให้นายอำเภอคนใหม่ที่มาถึงประพฤติตัวขูดรีดผู้คนเช่นคนเก่า แต่ใครจะคิดว่าเขาจะกลายเป็นนายอำเภอเสียเอง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เงินก้อนนี้ก็ต้องพิจารณาในระยะยาว

ชายหนุ่มก้มศีรษะลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหยิบตั๋วเงินขึ้นมา แล้วพูดว่า “เอาแบบนี้ เจ้าไปเรียกหัวหน้าหมู่บ้านมาก่อน ต้องนับจำนวนประชากรในเมืองเป่ยซี แม้เสบียงจะยังต้องซื้อ แต่ก็ต้องคำนวณให้ดีก่อน”

หลังจากหนิงหู่จากไป ฉินเฟิงก็มองไปยังศาลาว่าการที่ทรุดโทรม พลางคิดว่างานนี้ใหญ่หลวงนัก นอกเหนือจากต้องเอาใจคนในท้องถิ่น ดูแลจัดการการดำรงชีวิตของผู้คนแล้ว ศาลาว่าการยังจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เขาปวดหัวมากที่สุดคือหาคนช่วยงาน ฉินเฟิงเพียงตัวเดียวต่อให้เขาทำงานเหนื่อยจนตาย ก็ไม่สามารถปกครองเมืองใหญ่เช่นนี้ได้

นายน้อยฉินรับสมัครผู้คุมสองสามคนทันที ทว่าไม่ได้ใช้พวกเขามาทำงานที่ต้องละเอียดอันใด แค่ขอให้ส่งข่าวและย้ายกำลังเสริมเท่านั้น

“ให้จุดพักม้าส่งจดหมายกลับไปที่จวนฉินโดยเร็วที่สุด บอกให้หลินฉวีฉีรีบมาที่นี่ อ้อ แล้วก็ฉินเสี่ยวฝูกับเสี่ยวเซียงเซียงด้วย”

ขณะพูด ฉินเฟิงก็ยื่นตั๋วเงินเงินห้าร้อยตำลึงเงินให้กับเจ้าหน้าที่พร้อมจดหมาย “ห้าร้อยตำลึงเงินนี้ ให้รางวัลแก่จุดพักม้า ต่อไปพวกเขาต้องมีส่วนร่วมกับเราในอนาคต ปฏิบัติต่อเขาให้ดีหน่อย แล้วบอกจุดพักม้าว่า ทุก ๆ ปีต่อจากนี้ พวกเขาจะได้รับห้าร้อยตำลึงเป็นเงินช่วยเหลือเบ็ดเตล็ดจากนายอำเภอ บอกให้พวกเขาเตรียมม้าเพิ่มไว้หลาย ๆ ตัว และฝึกคนส่งสารให้มากขึ้นหน่อย”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ