บทที่ 242 กำราบด้วยหมัดเหล็ก
ฉินเฟิงไม่แปลกใจกับไพ่เด็ดของฟางถิงชาน ทั้งหมดยังอยู่ในการคาดการณ์ของเขา
ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับคหบดีเหล่านี้ วิธีการบังคับให้ฉินเฟิงยอมจำนนนั้นมีจำกัด กระทั่งชั่วขณะหนึ่งชายหนุ่มยังรู้สึกว่าไม่มีความท้าทายจนอยากจะช่วยอ่อนข้อให้พวกเขา
ชาวบ้านที่มาเฝ้าดูเหตุการณ์ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม ไม่โอบกอดความหวังเรื่องกฎระเบียบใหม่ที่ฉินเฟิงเพิ่งประกาศใช้อีกต่อไป
“เฮ้อ! สิ่งที่เรียกว่าความหวังก็เป็นเพียงแสงวาบในกระทะเท่านั้น”
“แม้ว่าใต้เท้าฉินจะมุ่งมั่นสร้างประโยชน์ให้กับราษฎร แต่จนปัญญาที่บรรดาคหบดีแห่งเป่ยซีเป็นงูและหนูในรูเดียวกัน หากไม่มีการสนับสนุนจากคหบดีท้องถิ่น กฎระเบียบใหม่นี้ย่อมไม่สามารถนำไปใช้ได้เลย”
“อย่าว่าแต่เมืองเป่ยซีเลย คหบดีในสิบแปดอำเภอโดยรอบต่างสมคบคิดกัน พวกเขาจะสนใจความเป็นความตายของคนทั่วไปอย่างพวกเราได้อย่างไร?”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกกันว่า กฎระเบียบใหม่ของฉินเฟิงที่จะช่วยเพิ่มความร่ำรวยให้ผู้คนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเมืองนั้นอาจเป็นเพียงภาพลวงตา และทำอะไรไม่ถูกเมื่อเผชิญกับหนอนและตัวมอดอย่างพวกคหบดีที่เกาะอยู่ในเมืองเป่ยซี จู่ ๆ ดวงตาของนายน้อยฉินก็ผุดประกาย เขามองไปยังพวกฟางถิงชานด้วยสายตาตื่นเต้น คาดหวังหาใดเปรียบ
ฉินเฟิงที่เหนื่อยล้ามาเป็นเวลานาน พลันก็มีพลังขึ้นมา “นี่เป็นความตั้งใจของเถ้าแก่ฟางเพียงผู้เดียว หรือเป็นการตัดสินใจของผู้ทำการค้าเป่ยซีทั้งหมดเล่า?”
ฟางถิงชานเดิมทีคิดว่าตนเองกุมชัยชนะแล้ว ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับฉินเฟิงที่จู่ ๆ ก็ตื่นเต้นขึ้นมา เขาก็รู้สึกรับมือไม่ทัน
ได้แต่บ่นพึมพำในใจ
‘เจ้าหมอนี่สมองถูกลาเตะมาหรืออย่างไร? เขาถูกผู้ทำการค้าเป่ยซีคว่ำบาตร ยังหัวเราะได้อยู่อีกรึ?’
‘ฮึ่ม! มันต้องเสแสร้งเป็นแน่!’
ฟางถิงชานเงยหน้าขึ้น และพูดอย่างได้ใจ “แน่นอนว่านี่เป็นความต้องการของผู้ทำการค้าเป่ยซีทั้งหมด! ใต้เท้าฉิน ดังคำพังเพยที่ว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากคหบดีท้องถิ่น สิ่งที่เรียกว่ากฎระเบียบใหม่ของท่านย่อมไม่สามารถใช้ได้แม้แต่ในศาลาว่าการแห่งนี้ ในทางกลับกัน หากท่านได้รับการสนับสนุนจากพวกเรา ใต้เท้าฉินก็จะสามารถนั่งในตำแหน่งที่สูงส่งได้ตลอดไป!”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ฟางถิงชานก็หรี่ตาลง ทุกถ้อยคำของเขาเต็มไปด้วยข้อความข่มขู่ “ไม้เด่นเกินไพร ลมพัดหักโค่น ใต้เท้าฉินโปรดคิดให้รอบคอบ”
นี่ยังต้องพิจารณาอีกหรือ?
ความหมายของฟางถิงชานไม่สามารถชัดเจนไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
ขุนนางทั่วใต้หล้านี้ล้วนแต่ละโมบ หากฉินเฟิงไม่โลภ เขาจะเข้ากับโลกนี้ไม่ได้
แม้จะเป็นการทำเพื่อเสถียรภาพผลประโยชน์ของบ้านเมือง ถึงอย่างไรพวกคหบดีในเป่ยซีก็จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อขับไล่ฉินเฟิงออกจากที่นี่
น่าเสียดายที่ฟางถิงชานลืมพิจารณาเงื่อนไขสำคัญไป
เขา ฉินเฟิง ไม่ใช่ปัญญาชน!
แต่เป็นผู้ทำการค้าเช่นเดียวกัน!
ฉินเฟิงนั่งเอนหลังบนเก้าอี้ ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มกระหยิ่มยิ้มย่องราวกับ ‘ได้เงินล้านมาเปล่า ๆ’ พลันพูดขึ้นว่า “กล่าวอย่างไม่ปิดบัง ก่อนหน้านี้ข้ากังวลมาก ไม่รู้ว่าจะจัดการกับกิจการเป่ยซีอย่างไร ตอนนี้พอได้ฟังคำพูดของเถ้าแก่ฟางก็ทำให้ข้าคิดตกเสียที ต่อไปคงจัดการได้ง่ายขึ้นมาก”
ฉินเฟิงหยิบพู่กันและกระดาษขึ้นมา โบกมือ เขียนจดหมาย
เขาเรียกทหารองครักษ์และสั่งเสียงดัง “ส่งจดหมายนี้ไปที่ศาลาพักม้าทันที สั่งให้ผู้ส่งสารรีบไปส่งที่ค่ายเทียนจี มอบให้พี่หญิงรองของข้า หลิ่วหงเหยียน และส่งพ่อค้าที่เชื่อถือได้มาประจำการในเมืองเป่ยซีโดยด่วน!”
ทหารองครักษ์รับจดหมายแล้วหันหลังจากไปทันที
ฟางถิงชานและพ่อค้าคนอื่น ๆ ตกตะลึงอ้าปากค้า ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
ฟางถิงชานกำหมัดแน่น ใบหน้าซีดเผือก ดวงตาจดจ้องฉินเฟิงเขม็ง “ใต้เท้าฉินต้องการใช้ประโยชน์จากกลุ่มกิจการในเป่ยซี ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว! ทุกสาขาอาชีพในเป่ยซี ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของสินค้าหรือเครือข่ายการขาย ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเรา ใต้เท้าฉินไม่กลัวว่าจะสูญเสียทรัพย์สินไปโดยเปล่าประโยชน์รึ?”
ขณะนี้เมื่อพวกเขาได้ยินฉินเฟิงเปิดเผยสถานะของตนเอง ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นพลันตกใจจนหนังศีรษะชา ตกตะลึงอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน
หอสุราเพียงแห่งเดียวมีรายได้ต่อเดือนมากกว่าสองแสนตำลึงเงิน แต่คิดเป็นเพียงหนึ่งส่วนในรายได้รวมของฉินเฟิงเท่านั้น?!
เห็นได้ชัดว่าเขาคือคนที่รวยที่สุดในต้าเหลียง!
ฟางถิงชานจ้องมองฉินเฟิงด้วยแววตาว่างเปล่า พลางคิดว่าเขากำลังฝัน
เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็พลันรู้สึกอับอายขายหน้า เขาไร้เดียงสาจนน่าขบขัน ที่คิดวางแผนเอากิจการมาบังคับให้ฉินเฟิงยอมจำนน
หารู้ไม่ว่าเพียงแค่โบกมือ เงินของนายน้อยผู้นี้ก็อาจตกลงมาทับเขาตายได้แล้ว
พ่อค้าที่อยู่บริเวณนั้นกลายเป็นมะเขือยาวต้องน้ำค้างแข็ง พวกเขาไร้การตอบสนองใด ๆ ไปในทันที
เมื่อเห็นเหล่าผู้ที่เรียกตนเองว่าคหบดีผู้มั่งคั่งแห่งเป่ยซีซึ่งมักจะโอหังอวดดีมีใบหน้าซีดขาวราวกับขี้เถ้า ฉินเฟิงก็แอบหัวเราะเยาะอยู่ในใจ เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “ไร้เดียงสาถึงเพียงนี้ ยังโอ้อวดว่าตัวเองเป็นผู้มีชื่อเสียงในโลกของการค้าขายอีกหรือ? ช่างเป็นเรื่องที่น่าขันที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมาเลย!”
แม้ว่าฉินเฟิงจะรวย แต่รายได้ของชายหนุ่มก็ยังห่างไกลจากการพูดเกินจริงเมื่อครู่
ท้ายที่สุดแล้วการกล่าวเกินจริงและการเสแสร้งก็เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ทำการค้า…
หากไม่กล้าแม้แต่จะเล่นละครแล้วยังจะทำกิจการอันใดได้อีก? กลับบ้านไปไถนาเสียดีกว่า
และหากให้พูดตรง ๆ แล้ว…
ความรู้สึกที่ได้เป็นเศรษฐีมันฟินสุด ๆ ไปเลย!
นายน้อยเจ้าสำราญดีดนิ้ว เทียบกับขุนนางแล้ว เขาดูเหมือนพ่อค้าหน้าเลือดมากกว่า “แม้ว่าขนาดกิจการของเมืองเป่ยซีจะเล็ก แต่ถ้าสามารถผูกขาดทุกสาขาอาชีพได้ก็ยังคงทำกำไรได้ไม่น้อย เถ้าแก่ทุกท่านที่วางแผนจะต่อต้านศาลาว่าการ ขอเพียงลุกขึ้น จากนั้นข้าจะจัดกำลังคนไปทำหน้าที่แทนท่านทันที!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ