เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 243

บทที่ 243 พยายามยัดข้อหา

เหล่าพ่อค้ามองหน้ากันไปมา ขุนนางเช่นนี้ พวกเขาไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนในชีวิต!

ผู้ทำการค้าที่หยิ่งผยอง ตอนนี้มีท่าทางเหี่ยวเฉากันไปหมด

ฉินเฟิงส่งคนไปส่งข้อความถึงโรงพักม้า เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้พูดเล่น แต่ต้องการแทรกแซงกิจการในเป่ยซีจริง ๆ

การแสวงหาผลกำไรเป็นนิสัยของพ่อค้า

หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียอยู่ครู่หนึ่ง พ่อค้าทุกคนในสถานที่แห่งนี้ ยกเว้นฟางถิงชาน ก็เปลี่ยนท่าทีโดยพลัน

หลังจากสลัดท่าทางก้าวร้าวออกไปแล้ว ทุกคนก็ยิ้มแย้มทักทายฉินเฟิง ครู่ต่อมาคำเยินยอก็ดังก้องอยู่ในห้องโถงศาลาว่าการ

“ฮ่าฮ่าฮ่า ใต้เท้าฉินเข้าใจผิดแล้ว เราแค่พยายามลองใจท่านดู ในเมื่อใต้เท้าใส่ใจต่อกฎระเบียนใหม่นี้มาก พวกเราย่อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่”

“เมืองเป่ยซีได้รับความทุกข์จากเฉินลี่มาหลายปี ผู้คนต่างก็เดือดพล่านไปด้วยความขุ่นเคือง ก่อนหน้านี้เราโกรธแค้นแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา ตอนนี้มีใต้เท้าฉินบัญชาการ พวกเราย่อมต้องร่วมมือด้วย”

“ถูกต้อง! ใต้เท้าฉิน โปรดใช้กฎใหม่อย่างเต็มที่”

ฉินเฟิงแค่นเสียงเย็นชาในใจ พ่อค้าเหล่านี้พลิกสีหน้าเร็วเสียกว่าพลิกหน้าหนังสืออีก ถ้าเขาไม่แข็งแกร่งพอ เกรงว่าคงถูกหมาป่าที่รู้จักแต่หาผลกำไรกัดกินจนไม่เหลือเศษกระดูกแล้ว

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างกิจการในเป่ยซีไม่อาจสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน ตอนนี้เป่ยซีกำลังประสบปัญหาทั้งภายในและภายนอก หากสามารถอยู่อย่างสงบสุขกับบรรดาคหบดีในเป่ยซีได้ชั่วคราว ฉินเฟิงเองก็ยินดีจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น

แต่เรื่องวันนี้ ไม่มีทางจบลงง่าย ๆ แน่

ถ้าจะใช้ไม้แข้งก็ต้องเข้มแข็งจนถึงที่สุด ให้ทุกอาชีพในเป่ยซีได้รู้ว่า ที่นี่มีเพียงคนเดียวที่สามารถเป็นผู้ตัดสินเรื่องต่าง ๆ ได้ นั่นก็คือเขา ฉินเฟิง!

ในเวลานี้สีหน้าของฟางถิงชานมืดมนมาก

เขาไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่า พันธมิตรเหล่านี้จะทรยศเขาโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา

ตอนที่ฟางถิงชานแอบสาบานว่าจะแก้แค้นฉินเฟิงรวมถึงพ่อค้าเป่ยซีทั้งหมด เขาพลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เมื่อเงยหน้าขึ้น หัวใจก็เต้นรัว เพราะไม่รู้ว่าฉินเฟิงลุกออกจากโต๊ะมายืนอยู่ข้างหน้าตั้งแต่เมื่อใด รอยยิ้มแปลกพิกลของชายหนุ่มทำให้ขนหัวลุกได้ง่าย ๆ

ฟางถิงซานกลืนน้ำลาย พลันถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว เขาพูดตะกุกตะกัก “ใต้… ใต้เท้าฉิน เจ้าจะทำอะไร?”

ฉินเฟิงเอื้อมมือออกไปตบไหล่ฟางถิงชาน แสร้งทำหน้า ‘เจ้าช่างไม่รักดี’ พลางพูดว่า “เจ้าเป็นแกนนำในการสร้างความวุ่นวายใช่หรือไม่? ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับกฎระเบียบใหม่ของเมืองหรือ? ตอนนี้ข้าสงสัยอย่างยิ่งว่า เจ้าจงใจทำให้เป่ยซีอ่อนแอลงเพื่อสร้างโอกาสให้สายลับเป่ยตี๋บุกดินแดนต้าเหลียง พูดมา เจ้ากับชาวเป่ยตี๋สมคบคิดกันตั้งแต่เมื่อใด?!”

คำพูดเหล่านี้เกือบจะทำให้ฟางถิงชานตกใจจนสิ้นลม

ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนกระดาษ เสียงสั่นอย่างรุนแรง “เจ้า… เจ้าใส่ร้ายคนอื่นได้อย่างไร?! ในฐานะหัวหน้าผู้ทำการค้าเมืองเป่ยซี ข้าจะละทิ้งชีวิตดี ๆ ไปเสี่ยงต่อการถูกลงโทษฆ่าล้างตระกูลเพราะสมรู้ร่วมคิดกับชาวเป่ยตี๋เพื่ออันใด? ใต้เท้าฉิน เจ้าเจตนาใส่ร้ายข้าชัด ๆ ไยต้องตั้งข้อหาให้ข้าด้วย?!”

ฉินเฟิงเบะริมฝีปาก กางมือออก “ข้าบอกแล้วว่า ข้าแค่สงสัย เจ้ากังวลอันใดกัน?”

“ในฐานะนายอำเภอประจำเป่ยซี ข้าแบกความรับผิดชอบอันหนักหน่วงในการสกัดกั้นการแทรกซึมเข้ามาของสายลับเป่ยตี๋เอาไว้ ข้ามีสิทธิ์และเหตุผลที่จะสงสัยว่าใครบ้างที่อาจสมคบคิดกับศัตรู”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉินเฟิงก็กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าจะไม่มีวันปล่อยคนเลวไป และจะไม่มีวันกล่าวหาคนดีผิด ๆ หากเจ้าบริสุทธิ์ ข้าย่อมปล่อยเจ้ากลับจวน แต่เจ้าก็ต้องให้ความร่วมมือในการสืบสวนด้วย ดังคำที่ว่า สารภาพโทษหนักเป็นเบา ปฏิเสธลงโทษสถานหนัก”

ฟางถิงชานอ้าปากค้าง ในที่สุดดวงตาของเขาก็แสดงให้เห็นถึงความกลัวขณะมองไปที่ฉินเฟิง

ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าแข็งแกร่งนัก!

ทันใด ก่อนฟางถิงชานจะทันได้ตอบสนอง ยามสองคนก็คว้าไหล่เขาแล้วทำท่า ‘เชิญ’ พลางกล่าวอย่างดุดัน “โปรดให้ความร่วมมือในการสอบสวนด้วย เชิญ!”

“แม้แต่พวกคหบดีที่หยั่งรากลึกเหล่านี้ ต่อหน้าใต้เท้าฉินยังไร้หนทาง กฎใหม่ที่ใต้เท้าฉินกำหนดจะต้องถูกนำไปใช้เป็นแน่ ในที่สุดวันเวลาที่ดีของเราก็จะมาถึงแล้ว”

ตอนนั้นเอง สตรีวัยกลางคนก็ยื่นมือไปกดศีรษะบุตรชายอย่างแรง “รีบคำนับใต้เท้าฉินเร็วเข้า จำไว้ว่าในเมืองเป่ยซี นอกจากพ่อและแม่แล้ว เจ้ายังมีผู้มีพระคุณอีกหนึ่งคน นั่นก็คือใต้เท้าฉิน!”

หลี่เซียวหลานซ่อนตัวอยู่หลังม่าน มองไปยังผู้คนที่ตื่นเต้นด้านนอกประตูผ่านรอยแยก และนางก็มีสีหน้าภาคภูมิใจ

เมื่อก้มหน้าลงหลี่เซียวหลานก็พบว่าน้ำแกงไก่ในมือเย็นแล้ว นางจึงอดจะยิ้มขื่นออกมาไม่ได้

มัวแต่ดูจนลืมเรื่องสำคัญไปเสียได้

หลี่เซียวหลานหันหลังกลับไปที่ห้องครัว เปลี่ยนชามน้ำแกงไก่ที่ยังร้อนอยู่มาแทน เมื่อนางกลับมายังห้องโถง ผู้คนที่รวมตัวเมื่อครู่ก็แยกย้ายกันไปตามคำสั่งของทหารองครักษ์แล้ว

หายนะที่มาอย่างกะทันหันสิ้นสุดลงแล้ว เพราะฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงของฉินเฟิง

ฉินเฟิงสะบัดจิตวิญญาณอันสูงส่งของเขาออกไป แล้วกลับมามีท่าทีเฉื่อยชาอีกครั้ง ชายหนุ่มเอนกายลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทางสิ้นหวัง

เมื่อเห็นว่าในที่สุดหลี่เซียวหลานก็กลับมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญ “พี่หญิงสาม ข้า…”

ก่อนที่ฉินเฟิงจะพูดจบ หลี่เซียวหลานก็ขัดจังหวะด้วยรอยยิ้ม นางส่ายหัว แล้วกระซิบเสียงเบา “ข้ารู้แล้ว”

จากนั้นนางก็วางน้ำแกงไก่ไว้บนโต๊ะ ดึงเก้าอี้แล้วนั่งลงข้างฉินเฟิง โอบน้องชายที่เหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็ป้อนน้ำแกงไก่ให้หนึ่งช้อนอย่างอ่อนโยน นางตบไหล่เขาเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร พริบตาฉินเฟิงก็ผล็อยหลับไปในที่สุด

หลี่เซียวหลานโอบฉินเฟิงไว้ในอ้อมแขน มองดูใบหน้าชายหนุ่มขณะที่หลับใหล เป็นการยากที่จะเชื่อมโยงเขากับนายอำเภอท่าทางขึงขังซึ่งเพิ่งกำราบกลุ่มผู้ทำการค้าขายเป่ยซีด้วยคำพูดไม่กี่คำก่อนหน้านี้

หลี่เซียวหลานขบริมฝีปากบางแผ่วเบา ลูบหน้าผากของฉิงเฟิงพลางถอนหายใจ แล้วพูดอย่างนึกสงสาร “ตระกูลฉินมีเจ้าเป็นบุรุษคนเดียว ลำบากเจ้าแล้ว…”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ