บทที่ 251 เข้าเมืองหลวงรับรางวัล
เมื่อเห็นสีหน้าไม่เต็มใจของเจ้าหน้าที่ทางการในศาลาว่าการ ฉินเฟิงก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาโบกมือพลางพูดด้วยเสียงต่ำ “อย่ากังวล แม้ว่าข้าจะออกจากเมืองเป่ยซีแล้ว แต่ตำแหน่งนายอำเภอนี้ก็ไม่ปล่อยไปง่าย ๆ …เพราะอย่างไรเสีย ข้าก็ลงแรงไปกับเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่น้อย ข้าจะส่งผู้รักษาการนายอำเภอมารับช่วงต่อ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ทางการของอำเภอก็มองหน้ากันด้วยความตกใจ
หมายความว่าอะไร?
หรือตำแหน่งนายอำเภอเล็ก ๆ นี้ ใต้เท้าฉินก็ยังต้องการจัดให้มีผู้สืบทอดอำนาจของเขา?!
ในจังหวะเดียวกันนั้น หลินฉวีฉีซึ่งสวม ‘เครื่องแบบทางการ’ ก็เปิดม่านเดินออกมาด้วยสีหน้าเขินอาย “พี่ฉิน ตอนที่เจ้าบอกให้ข้ามายังเมืองเป่ยซี เจ้ากล่าวว่าให้มาเพื่อแบ่งเบาแรงกดดันของทางการ เจ้าหาได้พูดว่าจะโยนทั้งเมืองเป่ยซีมาให้ นอกจากนี้ ข้ายังเป็นเพียงปัญญาชน ให้ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาการนายอำเภออันใดของท่าน เกรงว่าจะไม่เหมาะ หากกรมขุนนางทราบเรื่อง…”
ก่อนที่หลินฉวีฉีจะพูดจบฉินเฟิงก็ทุบมือลงบนโต๊ะเสียงดัง จนทำให้ทุกคนตกใจ
ไม่พูดถึงกรมขุนนางยังดี แต่พอพูดแล้ว ฉินเฟิงก็จี๊ดขึ้นมา “จะสนใจตาเฒ่าพวกนั้นไปไย? ตราบใดที่ข้ายังเป็นนายอำเภอประจำเมืองเป่ยซี คำพูดของข้าถือเป็นที่สิ้นสุด! เจ้าทำหน้าที่ในเมืองเป่ยซีให้ดีเถอะ งานราชการและเรื่องความเป็นอยู่ของผู้คน ข้าจะส่งจดหมายให้คำแนะนำกับเจ้าเอง เจ้าแค่ปฏิบัติตามก็พอ”
“ส่วนพวกกรมคลัง! รอข้ากลับเมืองหลวง บัญชีนี้ เราค่อยมาชำระกัน!”
“บ้าเอ๊ย!”
ฉินเฟิงถูกกรมขุนนางและมหาเสนาเกาวางแผนจัดการอย่างเจ็บแสบ ตอนนี้ชายหนุ่มพยายามระงับโทสะอย่างยิ่ง หมัดของเขากำแน่น ทำเอาเจ้าหน้าที่ทางการในอำเภอหวาดหวั่นและหวดกลัว จนแม้แต่เรื่องที่ฉินเฟิงแต่งตั้งนายอำเภอเป็นการส่วนตัว พวกเขาก็หลงลืมไปโดย ‘ไม่รู้ตัว’
หลินฉวีฉีจะดำเนินการตามเจตจำนงของฉินเฟิง ดำเนินการตามกฎระเบียบใหม่ต่อไป จนกว่าจะสามารถเปลี่ยนอำเภอที่ยากจนข้นแค้นแห่งนี้ให้กลายเป็นอำเภอที่แข็งแกร่งได้
เหตุผลที่ฉินเฟิงไม่เต็มใจที่จะปล่อยเมืองเป่ยซี เป็นเพราะตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของเมืองเป่ยซีมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ประการแรก ที่นี่คืออำเภอที่เป็นทางเชื่อม สามารถใช้เป็นทางลัดได้ตลอดเวลา และสามารถเปิดฉากสู่สงครามแนวหน้าได้ทันที
ประการที่สอง สถานที่แห่งนี้อยู่ติดกับพื้นที่ผลิตอ้อยที่สำคัญที่สุดในต้าเหลียง ฉินเฟิงยังไม่ลืมความตั้งใจไร้ยางอาย ที่เขาต้องการควบคุมแหล่งที่มาน้ำตาลอ้อย
ประการที่สาม เกี่ยวข้องกับหลี่เซียวหลาน
นับตั้งแต่กลับมาจากภูเขาอิงกัง ฉินเฟิงได้ถามฮูหยินฉินหลายครั้งเกี่ยวกับภูมิหลังของหลี่เซียวหลาน ว่าเหตุใดนางถึงได้เกี่ยวข้องกับสมาคมรายนามสวรรค์ได้
ทว่าพูดถึงทีไรก็ต้องโดนฝ่ามือทุกที
และฮูหยินฉินก็เพิ่งดุฉินเฟิงมาว่า อย่าถามเรื่องไม่เป็นเรื่อง
เห็นได้ชัดว่าตัวตนของพี่หญิงสามพิเศษมาก เพื่อความปลอดภัย เขายังไม่สามารถพานางกลับเมืองหลวงได้ จึงตั้งใจจะให้รั้งอยู่ในเมืองเป่ยซีโดยไม่เปิดเผยตัวตนไปก่อน วันหน้าค่อยวางแผนการอีกที
นอกจากนี้หลินฉวีฉียังมีนิสัยอ่อนโยน หากไม่มีใครช่วยเขากำราบ เกรงว่าพวกคหบดีจะรวมพลังกันต่อต้านเขา
คืนก่อนที่จะจากไป ฉินเฟิงเรียกหาหลินฉวีฉี เอ่ยกำชับซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ตราบใดที่มีโอกาสก็จัดการคหบดีพวกนั้นให้สิ้นเสีย! หากปล่อยพวกเขาไว้ ท้ายที่สุดพวกเขาจะเป็นอันตรายที่ซ่อนอยู่! สำหรับทรัพย์สินที่นาของพวกคหบดี ถ้าไม่เติมเต็มคลังทางการของเมือง ก็แจกจ่ายแก่ชาวบ้านไป เจ้าตัดสินตามสมควรเป็นใช้ได้”
หลินฉวีฉีจับมือของฉินเฟิงและถามอย่างกระตือรือร้น “พี่ฉิน เจ้าจะกลับมาเมื่อใด หรือเจ้าจะให้ข้ากลับเมืองหลวงเมื่อใด?”
เห็นได้ชัดว่าหลินฉวีฉีรู้สึกรังเกียจหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงและยากจนข้นแค้นแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง
ฉินเฟิงจับมือของอีกฝ่ายอย่างใจเย็น ตบไหล่หลินฉวีฉี แล้วพูดอย่างจริงใจ “รอข้าพบผู้ที่เหมาะสมคนใหม่ ข้าจะส่งเขามาแทนที่เจ้าโดยเร็วที่สุดอย่างแน่นอน อ้อจริงสิ ข้าจะให้ฉีเหมิงรั้งอยู่ที่นี่ และมอบทหารองครักษ์ให้เจ้าสิบนาย หากยังไม่พอจริง ๆ ข้าจะหาแม่นางน้อยให้เจ้าสักสองสามคน เจ้าเห็นเป็นอย่างไร?”
ใบหน้าของหลินฉวีฉีเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาสะบัดปลายแขนเสื้อ “แม่นางน้อย? พี่ฉิน ไฉนเจ้าถึงยังหยาบคายเช่นนี้? อีกอย่าง ข้าน้อยเป็นแค่ซิ่วไฉตาม ‘กฎหมายต้าเหลียง’ รับอนุได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น เจ้าส่งมาคนเดียวก็พอ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉินก็เฟิงก็เบะปาก พูดแขวะ “พี่หลิน ท่านเรียนแบบพฤติกรรมแย่ ๆ จากข้ามากไปแล้ว!”
หลินฉวีฉีโต้กลับอย่างเย็นชา “นี่เรียกว่าคนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ! เจ้าหลอกข้าให้มาที่นี่ ข้าก็แค่ให้เจ้าส่งสาวใช้มาเท่านั้น นี่มากเกินไปอย่างนั้นหรือ?”
ฉินเฟิงฉีกยิ้มทันที “ไม่มากเกินไป ๆ หึ ๆ”
เดิมทีฉินเฟิงได้ตัดสินใจว่าจะให้หลินฉวีฉีเข้ามาบริหารเมืองเป่ยซีต่อ ทว่าพื้นที่แห่งนี้ภูผาวารี แร้นแค้น เกรงว่าหลินฉวีฉีจะไม่มา จึงหลอกอีกฝ่ายว่าจะให้มาช่วยแบ่งเบาภาระทางการ
ตอนนี้ก็อย่างที่เห็น วิธีการนี้… สำเร็จแล้ว
การมีหลินฉวีฉีอยู่ทำให้ฉินเฟิงรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก!
ทว่าเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ต่อหน้าฮูหยินฉิน หลัก ๆ ก็เพราะกังวลเกี่ยวกับหลี่เซียวหลาน
หลี่เซียวหลานลุกขึ้นยืน นางโอบกอดน้องชาย พลันรู้สึกไม่อยากปล่อยมือ
นางกระซิบข้างใบหูของฉินเฟิงเสียงเบา “น้องชายแสนดี เจ้าอย่าลืมพี่หญิงเสียเล่า ไม่เช่นนั้นข้าจะไปหาเจ้าที่เมืองหลวง จากนั้น…”
หลี่เซียวหลานไม่ได้พูดอะไรอีก แต่เอื้อมมือออกไปจิ้มท้องส่วนล่างของฉินเฟิง แสดงถึงความหมายที่ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
‘หากเจ้าไม่สามารถช่วยให้ข้ากลับบ้านได้ ข้าจะทำให้เจ้าไม่อาจมีลูกหลาน’
ทันใดฉินเฟิงพลันตระหนักได้ว่า เมื่อเทียบกับหลี่เซียวหลานแล้ว พี่หญิงทั้งสามในเมืองหลวงนั้นอ่อนโยนราวกับสายน้ำ!
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเฟิงก็นำหนิงหู่และกลุ่มทหารองครักษ์ไปยังประตูเมือง
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ชาวบ้านในพื้นที่สนใจ ชายหนุ่มจึงเดินไปอย่างเงียบ ๆ
ปรากฏว่าทันทีที่เดินออกจากประตูเมือง เขาก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า
ชาวบ้านหลายพันคุกเข่าอยู่เต็มไปหมด พลางตะโกนเสียงดัง “น้อมส่งใต้เท้าฉินกลับเมืองหลวง!”
จมูกของฉินเฟิงรู้สึกแสบร้อนขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ญาติของชาวบ้านเหล่านี้ แต่ดูเหมือนนายน้อยเจ้าสำราญจะรู้ซึ้งถึงความทุกข์ทรมานของพวกเขาดี
ฉินเฟิงดีดตัวขึ้นบนหลังม้า หันศีรษะมองไปยังประตูเมืองเป่ยซีที่ทรุดโทรม ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก กล่าวออกมาเสียงไม่ดังไม่เบา “รอก่อนเถอะ! รอเวลาที่ข้ากลับมา เมืองเป่ยซีจะต้องแข็งแกร่งที่สุดในสิบแปดอำเภอ! และเป็นเมืองชายแดนสำคัญที่พวกเป่ยตี๋ไม่อาจรุกล้ำเข้ามาได้!”
ที่แห่งนั้นพลันเงียบเสียงลง
ชาวบ้านต่างเฝ้าดูแผ่นหลังของฉินเฟิงจากไปอย่างเงียบเชียบ ดวงตาของพวกเขาฉายชัดถึงความร้อนแรงและความคาดหวังหาใดเปรียบ!
เหล่าราษฎรเชื่อว่า เมื่อใต้เท้าฉินพูดออกมาแล้ว เขาก็ย่อมทำมันได้อย่างแน่นอน…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ