เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 257

บทที่ 257 เจ้าคนไร้จิตสำนึก

นายบ่าวหยอกล้อกันจนกระทั่งกลับถึงจวนตระกูลฉิน หลังเปิดประตูเข้าไป ฉินเฟิงก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศไม่ค่อยดีนัก

ทั้งที่ตะเกียงโคมไฟถูกแขวนไว้เต็มลาน ทว่ากลับปราศจากผู้คน

ถ่านในเตาอั้งโล่ดับไปนานแล้ว และเตาก็ถูกทิ้งไว้มุมหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ

พอสาวใช้เห็นฉินเฟิง พวกนางต่างก็พากันหลบเลี่ยง ราวกับเห็นเทพแห่งเคราะห์ร้าย

ชายหนุ่มนึกอยู่ว่ามีบางอย่างผิดปกติยิ่ง ตัวเองอุตส่าห์กลับจวนทั้งที แต่กลับมิมีผู้ใดออกมาต้อนรับ

สายใยครอบครัวน่าใจหายเกินไปกระมัง

ฉินเสี่ยวฝูหลบอยู่ไกล ๆ สายตาทอประกายเศร้าสร้อย พลันเตือนด้วยความหวังดี “นายน้อย เมื่อวานคุณหนูทั้งสามรอท่านทั้งวัน สุดท้ายท่านกลับนอนค้างในจวนตระกูลเซี่ยอันแสนอ่อนโยน เหอะ ๆ คุณหนูทั้งสามต้องโกรธท่านเป็นแน่”

ฉินเฟิงลอบถอนหายใจ ได้แต่กัดฟัน มุ่งหน้าไปยังลานของหลิ่วหงเหยียน

ตั้งแต่ยังไม่เข้าประตูลาน ฉินเฟิงก็เห็นหลิ่วหงเหยียนนั่งอยู่บนม้านั่งหิน กำลังสาละวนอยู่กับบัญชี นายน้องฉินจึงทำใจดีสู้เสือ ย่องเข้าไปด้วยสีหน้าเอาอกเอาใจ “พี่หญิงรอง ข้ากลับมาแล้ว…”

หลิ่วหงเหยียนทำเหมือนไม่ได้ยิน นางคำนวณบัญชีต่อไป ไม่แม้แต่จะชายตาแล

ฉินเฟิงได้แต่นึกในใจว่าคราวนี้หลิ่วหงเหยียนคงโกรธมากจริง ๆ เขาจึงรีบกระเถิบไปอยู่ตรงหน้านางด้วยหน้าตาแป้นแล้น “เรื่องนี้มิใช่ความผิดข้า จริง ๆ ผิดที่ตาเฒ่าเซี่ยปี้ เขาลักพาตัวข้าไปยังจวนตระกูลเซี่ยโดยไม่ฟังความ ท่านอย่าโกรธข้าเลย”

หลิ่วหงเหยียนวางบัญชีลง ไม่ยอมมองฉินเฟิง เพียงแต่เอ่ยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “ไยข้าต้องโกรธ เจ้าหาได้ทำอันใดผิด”

เมื่อวาจานี้ถูกเอื้อนเอ่ย หัวใจชายหนุ่มก็ชาวาบ

สตรีมักปากไม่ตรงกับใจ ปากบอกไม่โกรธ แท้จริงในใจอาจอยากควักมีดมาแทงกันไปข้างแล้ว

ฉินเฟิงกัดฟัน อ้อมไปอยู่ด้านหลังหลิ่วหงเหยียนและกอดนางไว้

คิ้วของคุณหนูรองขมวดหากัน นางต่อว่าเสียงเข้ม “เจ้าทำอะไร! ปล่อย! ข้าเป็นพี่หญิงของเจ้า เจ้ากล้าเสียมารยาทเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?!”

นางใช้วาจา ‘ห่างเหิน’ เช่นนี้ ไฉนเลยฉินเฟิงจะกล้าปล่อย เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นพลางขอร้องอ้อนวอน “พี่หญิงรอง ยามข้าอยู่ที่เมืองเป่ยซี ข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ ทันทีที่หลับตาก็เห็นแต่ภาพพี่หญิงรอง กินอะไรไม่ลงจริง ๆ”

“อุตส่าห์กลับมาถึงเมืองหลวงทั้งที คิดแต่อยากรีบมาพบท่าน ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าตาเฒ่าเซี่ยปี้จะมาลักพาตัวข้าไปก่อน ดึงดันอยากสนทนากับข้าข้ามคืนเพื่อหารือกลยุทธิ์สงคราม… เหตุใดข้าถึงลำเค็ญปานนี้…”

เมื่อรู้ว่าเมื่อคืนฉินเฟิงอยู่กับเซี่ยปี้ มิใช่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์

ใบหน้าเล็ก ๆ อันเย็นยะเยือกของหลิ่วหงเหยียนก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย และเมื่อได้ยินฉินเฟิงระบายความข้นแค้น นางก็เริ่มทนมิไหว

เพียงแต่ หากให้อภัยเขาง่าย ๆ ก็ดูไม่สมควร

หลิ่วหงเหยียนเลิกฝืนใจตนเอง ปากแค่นเสียงกระเง้ากระงอด “เจ้าคนไร้จิตสำนึก ทุกครั้งที่ส่งทหารส่งข่าวกลับมา เจ้าฝากจดหมายมาให้แต่ท่านพ่อ มิเคยส่งมาบอกข้าบ้างว่าสบายดี เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นห่วงเพียงใด ข้าว่าเจ้าเพียงแต่พูดไปอย่างนั้น ในใจหาได้มีพี่หญิงอย่างข้าอยู่ไม่”

ฉินเฟิงรีบปล่อยมือ หมุนตัวหลิ่วหงเหยียนให้หันหน้ามาหาตนพลางรีบกล่าว “ฟ้าดินเป็นพยาน! ชีวิตนี้ต่อให้ข้าจะลืมผู้ใดไป แต่ก็ไม่มีทางลืมพี่หญิงรองเด็ดขาด!”

“เมื่อครั้งอยู่เมืองเป่ยซี ยามต่อสู้ดุเดือดกับจงหลิงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็เป็นชื่อพี่หญิงรองที่ข้าร้องเรียกในยามคับขัน”

ฝีมือโป้ปดมดเท็จของฉินเฟิงในยามนี้นับว่าช่ำชอง หน้าไม่ยักแดง ใจไม่เต้นแรงเร็วเลยสักนิด

หลิ่วหงเหยียนตาเป็นประกาย “จริงหรือ?”

ทว่าเพียงไม่นานใบหน้านางก็อึมครึมลง ในใจเต็มไปด้วยความกังวล “เมืองเป่ยซีอันตรายถึงเพียงนั้นเลยหรือ? เฟิงเอ๋อร์ของข้าต้องลำบากแล้ว”

เมื่อเห็นหลิ่วหงเหยียนลืมคดีค้างคืนตระกูลเซี่ยไปแล้ว ฉินเฟิงก็ลอบโล่งใจ เขารีบถือโอกาสใส่สีตีไข่การต่อสู้ระหว่างตนกับจงหลิงอย่างออกรส

นายน้อยเจ้าสำราญพึมพำในใจ

ครั้งอดีต พี่หญิงทั้งสองต่างพยายามจับคู่เขากับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์สุดชีวิต ซ้ำยังพูดว่ามีเพียงเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่คู่ควรจะเป็นฮูหยินน้อยตระกูลฉิน

เหตุใดหลังเขาไปเมืองเป่ยซีทุกอย่างถึงเปลี่ยนไปมากเพียงนี้

พอได้ยินว่าเขาค้างคืนในจวนตระกูลเซี่ย กลิ่นน้ำส้มจากความหึงหวงของพี่หญิงทั้งสองก็ท่วมท้นไปทั่วตระกูลฉินแล้ว

หลิ่วหงเหยียนกล่าวเสียงนุ่ม “เอาเถิด ไปหาพี่สี่ของเจ้าก่อน เมื่อวานเชียนอิ่งก็รอเจ้าทั้งวันเช่นกัน”

ฉินเฟิงถอนหายใจ รู้สึกว่าพี่หญิงในบ้านอันตรายกว่าจงหลิงเสียอีก

ช่วยมิได้ ก็คงต้องง้อกันไปเช่นนี้

ฉินเฟิงเดินออกไป เขามิทันเห็นว่าสายตาที่เสิ่นชิงฉือกับหลิ่วหงเหยียนมองตนเองเลย ว่ายามสายตาของพี่หญิงทั้งสองได้เปลี่ยนไปแล้ว

หลิ่วหงเหยียนกัดปากบางเบา ๆ สายตาทอประกายนุ่มนวลดุจสายน้ำ นางกล่าวเสียงแผ่ว “คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่ายามเฟิ่งเอ๋อร์จริงจัง เขาจะพึ่งพาได้ถึงเพียงนี้”

จนบัดนี้ หลิ่วหงเหยียนยังลืมแผ่นหลังของฉินเฟิงที่มุ่งหน้าไปยังที่แรมร้างห่างไกลอย่างเมืองเป่ยซีโดยไม่ลังเลไม่ลง

บุรุษที่ยอมบุกน้ำลุยไฟเพื่อครอบครัว ก็เพียงพอให้สตรีฝากทั้งชีวิตไว้แล้ว

แม้นปากเสิ่นชิงฉือไม่ยอมรับ ทว่าในใจให้การยอมรับฉินเฟิงไปแล้ว นางเอ่ยเสียงเบา “ก่อนหน้านี้ได้ยินท่านพ่อบอกว่า ผู้ที่หมายใจลักพาตัวท่านแม่ คือแม่ทัพหยาเจี้ยง จงหลิงผู้เป็นตำนานแห่งเป่ยตี๋ จงหลิงผู้นี้ไม่เพียงแต่มีวรยุทธ์กล้าแกร่ง ทว่ายังมีความสามารถด้านยุทธวิธีอย่างหาตัวจับยาก อีกทั้งฝีมือบัญชาทหารของเขาก็ยิ่งน่าทึ่ง”

“อย่างไรก็ตาม… จงหลิงประมือกับฉินเฟิงสองครา คราแรกเกือบถูกล้างบาง ได้แต่ล่าถอยหัวซุกหัวซุน คราสองถูกท่านโหวน้อยที่ฉินเฟิงส่งออกไปสังหารในง้าวเดียว ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก”

ก่อนนี้หลิ่วหงเหยียนคิดว่าฉินเฟิงต้องลำบากลำบนกว่าจะโค่นล้มจงหลิงได้ บัดนี้ถึงรู้ว่าถูกเขาหลอก แต่นางกลับไม่เพียงแต่ไม่โกรธ ซ้ำยังพูดอย่างปีติยินดี “ว่าอย่างไรนะ เฟิงเอ๋อร์ของข้าเกรียงไกรปานนั้นเชียว?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ