เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 263

บทที่ 263 ทหารในระบบหน่วยงาน

ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นแผ่นดินใต้พระบาทโอรสสวรรค์

ต่อให้เป็นสามัญชนก็ต้องเคยพบเห็นพิธีการยิ่งใหญ่มานานัปการ

และพิธีการยิ่งใหญ่ระดับนี้ หากมิใช่การบวงสรวงของราชวงศ์ ก็ย่อมต้องเป็นงานศพของแม่ทัพระดับขุนนาง

มิใช่ว่าผู้อื่นมีเงินไม่พอจัดงานศพยิ่งใหญ่ เพียงแต่อยู่ในบรรดาศักดิ์ใดได้จัดงานศพตามขั้นนั้น ด้วยกรมพิธีการมีข้อบังคับเคร่งครัด

แต่บัดนี้ทหารองครักษ์เพียงไม่กี่คนได้จัดงานศพเทียบเท่าระดับแม่ทัพ ว่ากันสถานเบาเรียกว่าจองหอง ว่ากันสถานหนักเรียกว่าจาบจ้วง

ทว่าชาวบ้านในที่นี้มองปราดเดียวก็เห็นรถม้าของผู้ช่วยเสนาบดีกรมพิธีการ

เพียงแต่กรมพิธีการมิได้มาเพื่อตรวจสอบ หากแต่ยินดีเข้าร่วมงานศพ ‘ข้ามขั้น’ เช่นนี้ด้วยตนเอง

นี่ถือว่าผิดปกติยิ่ง!

ส่วนเหล่าบัณฑิตเมืองหลวงย่อมไม่พลาด พวกเขามารวมตัววิพากษ์วิจารณ์งานศพนี้เช่นกัน มิหนำซ้ำยังมีผู้ที่เขียนเรื่องราวอันเป็นประวัติการณ์นี้ลงจดหมายด้วยความตื่นเต้น เพื่อส่งไปหาสหายทางไกลอีกด้วย

แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่สามัญชนกระทำ แต่ด้วยรับสั่งจากกรมพิธีการ เสมียนจำนวนหนึ่งก็ได้บันทึกงานศพนี้ลงจดหมายเหตุเช่นกัน ในจดหมายเหตุนี้ บรรยายด้วยคำสวยหรูว่า ฝ่าบาทรักพลทหารดั่งทายาท จัดพิธีอาลัยแก่ทหารองครักษ์ผู้สละชีพ แม้เกิดมาด้วยความต่ำต้อย กระนั้นก็มีเกียรติยศสูงส่ง ชีวิตเลอค่ายิ่งใหญ่ดุจขุนเขา ผู้ใดยอมตายเพื่อแคว้น ฝ่าบาทย่อมจดจำไว้ในพระทัย

มิหนำซ้ำยังบันทึกต่อหน้าฉินเฟิง

เห็นท่าทางของเสมียนแล้วฉินเฟิงนึกอยากจะตบหน้าสักฉาด เข้าใจยึดผลงานผู้อื่นเสียจริงเชียว

เดิมทีงานศพครานี้ ฉินเฟิงจัดขึ้นเพื่ออาลัยทหารองครักษ์ผู้พลีชีพอย่างกล้าหาญ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นความดีความชอบของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง กลายเป็น ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ ที่ใช้ซื้อใจคนไปเสียได้

ช่วงเวลาต่อมา ด้วยการมาเยือนของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงและพระโอรสทั้งสองก็ทำให้งานศพที่ยิ่งใหญ่อลังการอยู่แล้วเกินจะควบคุมขึ้นมา

บรรดานายน้ออยที่มาเพื่อร่วมสนุกเท่านั้นต่างส่งเสียงอุทาน

“แม้แต่ฝ่าบาทก็มาด้วยรึ? โอ้สวรรค์!”

“ต่อให้ทหารองครักษ์เหล่านี้มีคุณูปการใหญ่หลวงด้วยส่วนสังหารจงหลิง กระนั้นก็ไม่ถึงขั้นที่แม้แต่ฝ่าบาทต้องมาเข้าร่วมพิธีศพด้วยเช่นนนี้กระมัง หากรู้อย่างนี้ข้าก็น่าจะไปเป็นทหารองครักษ์ด้วย!”

“เจ้าจะไปรู้อะไร ทหารองครักษ์แบ่งเป็นหลายประเภท เป็นทหารองครักษ์ของฉินเฟิงกับเป็นทหารองครักษ์ลาดตระเวนต่างกันอย่างสิ้นเชิง เจ้าคิดว่าฝ่าบาทเสด็จมาเพื่อทหารองครักษ์หรือ? พระองค์ทรงเห็นแก่ฉินเฟิงชัด ๆ”

“ชิ เจ้ารู้อยู่ผู้เดียวรึ! ราชวงศ์ต้าเหลียงแซ่หลี่ หาได้แซ่ฉิน! ต่อให้ฉินเฟิงหน้าใหญ่เพียงใด จะถึงขั้นฝ่าบาทต้องยอมเสด็จด้วยพระองค์เองเชียวรึ? คอยดูเถิด อีกไม่นานพิธีศพนี้จักแซ่ซ้องไปทั่วต้าเหลียง ถึงครานั้น พลทหารในใต้หล้าล้วนต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยเฉพาะกับทหารชายแดนทิศเหนือที่กำลังจิตใจสั่นคลอน นี่นับเป็นยาขนานแรง!”

เมื่อได้รับคำอธิบายจาก ‘ผู้รู้’ ฝูงชนจึงได้กระจ่างแจ้ง

ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเข้าร่วมพิธีศพนี้ พระองค์มิได้เห็นแก่หน้าผู้ใดทั้งนั้น เพียงแต่ทำเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เหล่าทหาร

ตามแผนเดิมของฉินเฟิง งานศพนี้ใกล้ได้เวลาปิดฉากลงในยามหัวค่ำ เวลาที่เหลือปล่อยให้ครอบครัวผู้ตายอยู่เฝ้าศพเป็นพอ

ทว่าสุดท้าย กำหนดการไวมิเท่าการเปลี่ยนแปลง

มิหนำซ้ำฮ่องเต้ต้าเหลียงก็เสด็จมาแล้วหาได้รีบร้อนกลับไป ราวกับต้องการใช้โอกาสนี้สำรวจค่ายเทียนจีให้พอใจ ถึงอย่างไรฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ต้องพำนักอยู่แต่ในวังต้องห้าม น้อยนักที่จะมีโอกาสออกมา ถึงแม้จะมีเฮยเว่ยคอยรายงานเรื่องราวของค่ายเทียนจีอย่างละเอียด กระนั้นก็มิสู้มาดูด้วยตาตนเอง

มิหนำซ้ำ ‘เงินเกษียณ’ นั่นก็ยังชวนให้เลือดร้อนพลุ่งพล่าน

เรียกได้ว่าขอเพียงเป็นทหารองครักษ์ค่ายเทียนจี เท่ากับมีชามข้าวทอง ได้ดีผู้เดียว สบายไปทั้งฝูง

วาจานี้ของนายน้อยฉินทำเอาฮ่องเต้ต้าเหลียงตกตะลึง

ไม่มากำกับดูแลย่อมไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายนั้นแพงปานใด

เงื่อนไขเลิศเลอเยี่ยงนี้ดูมิอยู่บนความเป็นจริงสักเท่าไหร่ มิหนำซ้ำ… อย่าว่าแต่ปฏิบัติการในทุกกองทัพเลย ลำพังค่ายเดียวก็เป็นรายจ่ายสูงลิ่วแล้ว

ทว่าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไหวพริบดียิ่ง พระองค์จึงเปลี่ยนหัวข้อทันที ตรัสถามออกไปว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าจะรับทหารองครักษ์เพิ่ม หากเจิ้นจำไม่ผิด เจิ้นเคยตกปากรับคำเจ้าเพียงสามร้อยนายเท่านั้น มิเคยให้อำนาจเจ้าขยายกองทัพ”

ฉินเฟิงแค่นเสียงเย็นในใจ เจ้าเฒ่านี่แสร้งทำฉงนอีกแล้ว!

แสดงทั้งทีต้องแสดงให้ครบถ้วนหน่อยซี

ฉินเฟิงทำได้เพียงต่อบทกับฮ่องเต้ต้าเหลียง “กระหม่อมย่อมมิกล้าขยายกองทัพตามอำเภอใจพ่ะย่ะค่ะ ขยายที่ว่า แท้จริงแล้วมิได้ต่างจากการอุดตำแหน่งว่างในกองทหาร แต่ละปีจำกัดเพียงสิบนายเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงแสร้งครางรับ “อ้อ” ก่อนจะสะบัดมือ “หากเพียงสิบนายก็มิใช่เรื่องใหญ่ เพียงแต่สิบนายนี้เจ้ามิมีสิทธิ์ตัดสินผู้เดียว ต้องร่วมวินิจฉัยกันทั้งกอง เจิ้นจักใช้ค่ายเทียนจีของเจ้าเป็นแบบอย่าง ต่อไปไม่ว่าพลทหารใต้หล้า ทั้งยอดฝีมือในยอดฝีมือ หรือผู้ที่มีคุณปูการยิ่งใหญ่ ล้วนขอสมัครเป็นทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีได้ทั้งสิ้น”

ไม่ผิดจากที่คาด เมื่อฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้ ทุกคนในที่นั้นต่างก็เดือดพล่านกันหมด

โดยเฉพาะขุนนายฝ่ายบู๊ที่ต่างก็คิดสารพัดวิธี หาทางที่จะส่งลูกหลานเข้ามาในค่ายเทียนจีให้ได้

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ