บทที่ 265 เหตุวุ่นวายในชายแดน
เทียบกับโรงงานแล้ว โครงสร้างที่เหลือเป็นที่สนใจของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงยิ่งนัก
อย่างส่วนที่พัก เท่าที่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจำได้ ที่พักในกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ก็เป็นเพียงที่นอนรวมเท่านั้น
ทว่าที่พักในค่ายเทียนจีกลับเต็มไปด้วยเตียงเดี่ยว อีกทั้งยังทำความสะอาดห้องไว้อย่างสะอาดสะอ้าน
เห็นได้ชัดว่าทหารองครักษ์เหล่านี้ได้รับการปฏิบัติที่มิได้ด้อยไปกว่าทหารระดับนายกองเลย
ไหนจะสำนักบัญชีเสมือนหอเทียนลู่ขนาดย่อมอีก สมุดบัญชีต่าง ๆ วางเรียงบนชั้นหนังสืออย่างเป็นระเบียบ มิหนำซ้ำแต่ละชั้นยังมีการทำเครื่องหมายบอกเวลาไว้อย่างชัดเจน ชั้นหนังสือนั้นบ่งบอกถึงปีได้อย่างแม่นยำ ส่วนหนังสือและหน้าสมุดหนังสือก็ระบุบอกถึงวันและเดือนอย่างไม่คลาดเคลื่อน
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกดู เนื้อหาที่บันทึกละเอียดจนแม้แต่ฮ่องเต้ยังอดอ้าปากค้างมิได้
ไม่ต้องเอ่ยถึงรายจ่ายจำนวนเยอะ ๆ หรือรายจ่ายทางการ เพราะแม้แต่รายจ่ายยิบย่อยก็ยังมีการบันทึกไว้อย่างละเอียด
มุมปากฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเหยียดออกเป็นรอยยิ้ม ยัดสมุดบัญชีกลับลงไปบนชั้น ไม่ว่ากับฉินเฟิงหรือค่ายเทียนจี เขาล้วนรู้สึกวางใจได้เปราะหนึ่งแล้ว
ขอเพียงได้เห็นสำนักบัญชีนี้ โครงสร้างที่เหลือไม่ต้องดูก็ได้
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเอามือไพล่หลัง หมุนกายเดินไปทางลานแยก
…
ณ ฐานทัพใหญ่แนวหน้าเป่ยตี๋
ผู้บัญชาการแนวหน้าอ่านข่าวกรองที่สายสืบเพิ่งส่งกลับมา พลันสายตาก็เยียบเย็นขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่ออ่านเสร็จ ก็ยัดกระดาษลงซองจดหมายอีกครา ยื่นให้กุนซือพลางเอ่ยเสียงเข้ม “ให้ทหารส่งสาส์นนำกลับไปถวายไต้อ๋อง ต้องจัดการอย่างไรต่อไป ไต้อ๋องจักตัดสินพระทัยเอง”
กุนซือมิกล้าชักช้า รีบเก็บจดหมายใส่อกเสื้อ แล้วออกจากกระโจมทันที
ผู้บัญชาการแนวหน้าปรายตามองรองแม่ทัพที่เงียบสงัดอยู่ข้างกาย พลางคาดคั้นเสียงเย็น “พาศพของจงหลิงกลับมาไม่ได้แล้วจริงหรือ”
รองแม่ทัพโอบหมวกเกราะ ก้มหน้าตอบกลับ “วันที่จงหลิงปราชัย เขาถูกบั่นศีรษะ ศีรษะนั้นถูกส่งไปยังเมืองหลวงแคว้นต้าเหลียงแล้ว ส่วนศพถูกส่งไปที่เมืองชายแดนแคว้นต้าเหลียง แขวนอยู่บนประตูเมือง มีทหารชายแดนเฝ้ายามทุกคืนวัน หนึ่งเพื่อสร้างขวัญกำลังให้ทหารแคว้นต้าเหลียง สองเพื่อบั่นทอนขวัญกำลังของทหารฝ่ายเรา นอกเสียจากพิชิตเมืองชายแดน หาไม่แล้วเรื่องชิงศพจงหลิงกลับมาไม่มีทางเป็นไปได้”
สีหน้าผู้บัญชาการแนวหน้าหนาวสะท้านราวเกล็ดน้ำค้าง ผ่านไปเนิ่นนาน เขาชักกระบี่ออกมาอย่างรุนแรง พลันฟาดฟันโต๊ะยาวหนาหกนิ้วตรงหน้าขาดเป็นสองท่อน เสียงคำรามกราดเกรียวดังสะท้อนไปทั่วฐานทัพ “เจ้าเด็กฉินเฟิง ฆ่าขุนพลชั้นดีของเราอย่างจงหลิง ทำลายขวัญกำลังทหารเป่ยตี๋ แค้นนี้มิอาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้!”
“หึ เขาจัดพิธีศพให้องครักษ์สามนายที่เสียสละตนเองอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองหลวงแคว้นต้าเหลียงหรือ?! ข้าอยากเห็นเหมือนกันว่าค่ายเทียนจีของเจ้านั่นจะฝังศพได้สักกี่ร่าง!”
“เด็ก ๆ สั่งการลงไป ส่งทหารม้าสามพันนายแยกย้ายกันไปเข่นฆ่าได้ตามอำเภอใจ ข้าจักทำให้ชาวบ้านในรัศมีสิบลี้ของชายแดนต้าเหลียงต้องสังเวยด้วยเลือดให้จงหลิง!”
ตอนที่ทหารส่งสาส์นกำลังจะออกจากกระโจม กุนซือกลับมาพอดี เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็รีบเรียกทหารส่งสาส์นไว้
ก่อนจะก้าวเข้ามาในกระโจมอย่างรวดเร็วและประสานมือ “ท่านแม่ทัพ หุนหันพลันแล่นมิได้เด็ดขาด”
“นับตั้งแต่เข้าเดือนนี้ กลยุทธิ์ก่อกวนชายแดนเพื่อผลาญกำลังพลฝ่ายศัตรูได้ผลไม่ดีนัก หมู่บ้านตามชายแดนแคว้นต้าเหลียงล้วนมีทหารคอยเฝ้ารักษาการณ์ อาศัยบ้านเรือนในหมู่บ้านเปลี่ยนกลศึกเป็นตั้งป้อมปราการป้องกัน และกลศึกนี้มิใช่ข้อได้เปรียบของทหารม้า ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ฝ่ายที่ถูกผลาญกำลังจักเป็นเป่ยตี๋เราเอง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้บัญชาการแนวหน้าก็ตวาดเสียงขุ่นเคือง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เมืองชายแดนย่อมต้องขาดแคลนกำลัง หมายความว่าเราสามารถระดมพลบุกและยึดได้ในคราเดียว!”
เวลานั้นเอง ทหารส่งสาส์นก็วิ่งเข้ามาในกระโจมอย่างรีบร้อน เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น “เรียนท่านแม่ทัพ ทูตลับแคว้นต้าเหลียงขอเข้าพบขอรับ!”
ดวงตาหม่นหมองของผู้บัญชาการแนวหน้าพลันเปี่ยมชีวิตชีวา เขาตวาดเสียงทุ้ม “รีบเชิญเข้ามา!”
ผ่านไปไม่นาน ทหารส่งสาส์นจึงได้กลับมาอีกครั้ง ทว่ามาตัวคนเดียว หามีทูตลับแคว้นต้าเหลียงมาด้วย เขากล่าวรายงาน “ทูตลับแคว้นต้าเหลียงกลับไปแล้วขอรับ กล่าวว่าไม่สะดวกเข้าพบ เพียงแต่นำอุบายมาให้แทน”
ผู้บัญชาการแนวหน้าคว้าจดหมายลับมาคลี่อ่าน สายตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาคำรามเสียงดังก้อง “กำลังหลักยื้อยุดกับเมืองชายแดนแคว้นต้าเหลียงต่อไป ทำให้พวกมันแยกร่างไม่ได้เสีย ส่วนกำลังพลที่เหลือบุกเมืองเป่ยซีแบบขั้นบันได! เมืองเป่ยซีเชื่อมโยงถึงชะตากรรมของฉินเฟิง ข้าจะรอดูว่าทหารชายแดนต้าเหลียงจะเลือกทางไหน เฝ้าระวังอำเภอสำคัญ หรือไปช่วยฉินเฟิง”
…
ณ ค่ายเทียนจี ฉินเฟิงผู้จัดการงานศพจนเรียบร้อยแล้ว เขาตั้งใจจะถือโอกาสใช้วันหยุดทำตัวเหลวแหลกเต็มที่ จึงสั่งให้เสี่ยวเซียงเซียงกับซูเฟิงผลัดกันนวดเอวนวดขา
ทว่าเพิ่งได้นั่งลง ฉินเสี่ยวฝูก็วิ่งเข้ามาฟาดซองจดหมายลงกับโต๊ะ พลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าโมโหจะตายแล้ว! พวกสารเลวกรมขุนนางไม่คิดจะให้นายน้อยได้พักสักวัน!”
เมื่อเห็นฉินเสี่ยวฝูเดือดดาลเพียงนั้น ฉินเฟิงกลับนึกตลก
ฮ่องเต้ไม่ร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทนเสียนี่!
ฉินเฟิงหยิบจดหมายขึ้นมาด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย เมื่อคลี่อ่านสีหน้าพลันอึมครึม เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “บัดซบ! ไปกรมขุนนางกับข้า พ่อจะอัดหัวพวกนั้นให้แหลกเลย!”
ฉินเสี่ยวฝูรอประโยคนี้อยู่แล้ว เขาคว้าไม้กวาดวิ่งนำทางไปด้านหน้าทันที
เมื่อเห็นฉินเฟิงถลกแขนเสื้ออย่างมาดมั่น เสี่ยวเซียงเซียงก็รีบเข้าไปขวาง นางพูดเสียงตระหนก “นายน้อย ท่านจะทำการใด? ยามนี้ท่านเป็นนายอำเภอเมืองเป่ยซีแล้ว ท่านมีตำแหน่งขุนนาง อยู่ภายใต้อำนาจของกรมขุนนาง อย่าได้ผลีผลามนะเจ้าคะ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ